โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

‘โออาร์’ แข่งตัวเอง ‘สร้างความต่าง’ ลุย ‘ดิจิทัล ไลฟ์สไตล์’ ยึดจ่าฝูง

กรุงเทพธุรกิจ

อัพเดต 23 ก.ค. 2568 เวลา 04.33 น. • เผยแพร่ 23 ก.ค. 2568 เวลา 23.00 น.

กรุงเทพธุรกิจ” มีโอกาสสัมภาษณ์พิเศษ ม.ล.ปีกทอง ทองใหญ่ ประธานเจ้าหน้าที่บริหา บริษัท ปตท.น้ำมันและการค้าปลีก จำกัด (มหาชน) หรือ OR ถึงทิศทางการดำเนินธุรกิจภายใต้บริบทเศรษฐกิจและเทคโนโลยีที่เปลี่ยนแปลงเร็ว

ม.ล.ปีกทอง เน้นย้ำปรัชญาการ “แข่งขันกับตัวเอง” การเป็นผู้นำ สร้างความแตกต่างเหนือความคาดหมาย และการเตรียมพร้อมรับมือกับความผันผวนเพื่อรักษาตำแหน่งผู้นำในตลาด พร้อมเผยแผนก้าวสู่การเป็น Digital Lifestyle Hub และ Virtual Bank

ม.ล.ปีกทอง เปิดเผยว่า ในฐานะ CEO ของ OR เน้นการ “สู้กับตัวเอง” เพื่อพัฒนาและยกระดับองค์กรให้ก้าวไปข้างหน้าต่อเนื่อง โดยต้องสู้กับตัวเองและมี Innovative และด้วยความที่ OR มีส่วนแบ่งตลาดอันดับ 1 ดังนั้น ต้องหา “สิ่งที่แตกต่าง” และมอบ “สิ่งที่เกินความคาดหวัง” ให้ผู้บริโภคที่เป็นหัวใจสำคัญในการรักษาตำแหน่งผู้นำ

“OR ถือเป็นองค์กรใหญ่มีธุรกิจครอบคลุมภายใต้กลุ่มบริษัท ปตท.จำกัด (มหาชน) ที่มีโครงสร้างแข็งแกร่งมีทั้งไทยออยล์, IRPC, GPSC และ GC ที่คอยสนับสนุนอยู่แล้ว หากคิดโดยรวมมีความสามารถในการต่อสู้สูงกว่า มีระบบนิเวศสมบูรณ์จากสถานีบริการน้ำมัน 2,300 แห่งทั่วประเทศ ปริมาณลูกค้าใช้บริการเฉลี่ยวันละ 3.9 ล้านคน”

ส่วนทิศทางธุรกิจ ม.ล.ปีกทอง มองว่า OR จะก้าวข้ามจากการเป็นเพียงผู้ให้บริการน้ำมันเป็น “Digital Lifestyle Hub” ที่ตอบโจทย์การใช้ชีวิตประจำวันของผู้บริโภคครบวงจรตามแผนธุรกิจ 3 ด้าน แบ่งเป็น

1. Mobility แม้รถยนต์ไฟฟ้า (EV) มีบทบาทขึ้นทำให้ใช้น้ำมันลดลง แต่ OR เตรียมรับมือด้วยการเร่งขยายสถานีชาร์จ EV ตั้งเป้า 7,000 หัวชาร์จ ภายในปี 2030 และพัฒนาแอปพลิเคชันให้ใช้งานง่ายเพื่ออำนวยความสะดวกให้เปลี่ยนมาใช้ EV ได้อย่างราบรื่น

2. Lifestyle จะเดินหน้าขยายธุรกิจ Non-Oil โดยเฉพาะคาเฟ่ อเมซอน (Café Amazon) ซึ่งตั้งเป้าเพิ่มยอดขายเป็น 1.2 ล้านแก้วต่อวันในปี 2568 และต่อยอดธุรกิจ Food & Beverage และ Health & Wellness ให้เป็นส่วนหนึ่งของ Ecosystem ในสถานีบริการน้ำมัน เพื่อดึงผู้บริโภคเข้ามาใช้บริการมากขึ้น โดยเน้นใช้ Digitalization เพื่อทำความเข้าใจลูกค้าและสร้างความต่าง

3. Internationalization มีแผนนำความสำเร็จไปต่อยอดในตลาดต่างประเทศ โดยเฉพาะในภูมิภาคและประเทศเพื่อนบ้าน เพราะใกล้ชิดทางวัฒนธรรม การบริหารจัดการและโลจิสติกส์ทำได้ง่ายทั้งกัมพูชา และ สปป.ลาว

“กัมพูชาเป็นประเทศใกล้ชิดไทยและมีศักยภาพขยายธุรกิจสูง ทำให้นำผลิตภัณฑ์กลุ่ม ปตท.ไปทำตลาดได้ง่ายจึงหวังว่าสถานการณ์ความสัมพันธ์ระหว่างประเทศจะคลี่คลายในทิศทางที่ดี”

ม.ล.ปีกทอง อธิบายถึงสถานการณ์ที่ส่วนแบ่งตลาดช่วงปีที่ผ่านมาลดลงนั้น เกิดจากความเข้าใจผิดเกี่ยวกับปัญหา “น้ำมันไม่เต็มลิตร” เป็นการกล่าวหาที่ไม่เป็นธรรมต่อผู้บริโภคและทำให้เข้าใจผิด OR แก้ไขและพิสูจน์ความโปร่งใสต่อเนื่อง โดยทำงานร่วมกับกรมการค้าภายในเพื่อตรวจสอบและรับรองมาตรฐานหัวจ่ายน้ำมัน ซึ่งทุกหัวจ่ายได้มาตรฐานที่รัฐกำหนด

กลยุทธ์ “Band Love” สร้างความเชื่อมั่นลูกค้า

นอกจากนี้ OR กอบกู้ความเชื่อมั่นให้ผู้บริโภค โดยมุ่งเน้นสร้าง “Brand Love” เพื่อให้ผู้บริโภคเข้าใจและผูกพันกับแบรนด์ OR และ ปตท.มากขึ้นผ่าน 3 กลยุทธ์ ได้แก่

1. มาตรฐานการให้บริการที่ดี มุ่งมั่นพัฒนาและรักษามาตรฐานการบริการให้ยอดเยี่ยมเพื่อสร้างประสบการณ์ดีที่สุดให้ลูกค้า

2. สร้างความเชื่อใจ จากการยอมรับและการรับรองจากสถาบันหรือหน่วยงานภายนอกเพื่อย้ำความน่าเชื่อถือและความโปร่งใส

3. ย้ำการเป็นผู้นำสู่ Net Zero โดยประกาศเจตนารมณ์เป็นผู้นำด้านพลังงานที่มุ่งสู่เป้าหมายการปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์ (Net Zero) เพื่อร่วมดูแลสิ่งแวดล้อมและสังคมอย่างยั่งยืน

ม.ล.ปีกทอง ยอมรับว่า เศรษฐกิจไทยปี 2568 มีความไม่แน่นอนสูงโดยเฉพาะจากปัจจัยภายนอก เช่น นโยบายภาษีตอบโต้ศุลกากรของสหรัฐและความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์ แต่ได้บริหารความเสี่ยงเพื่อลดผลกระทบ และตั้งเป้าลดต้นทุนรีดไขมัน 2,000 ล้านบาท ในปีนี้ตามนโยบาย ปตท.

นอกจากนี้ OR จะขยับสู่ Community Mall เพื่อให้ผู้บริการมาใช้ชีวิตอยู่ในสถานีบริการ และเมื่อ Exit เช่น ร้านอาหารจะหาร้านอาหารอื่นมาแทนเพื่อดึงดูดลูกค้าแม้ไม่ง่ายแต่จะเห็นก่อนเกษียณแน่นอน ธุรกิจไหนดีอยู่แล้วก็ทำไป ส่วนอันไหนไม่ดีก็แค่ Exit ออกไป

ยอมรับราคาน้ำมันประเมินยากในระยะสั้น

ส่วนสถานการณ์ราคาน้ำมันระยะสั้นคาดการณ์ลำบาก โดยเห็นได้จากอดีตแค่รถถังอิสราเอลวิ่งน้ำมันก็ปรับขึ้น และปัจจุบันการยิงจรวดใส่กันน้ำมันก็ขึ้น แต่พอมีการยิงระลอก 2 น้ำมันกลับลดลง แสดงให้เห็นความผันผวนและความไม่แน่นอนของสถานการณ์

ดังนั้น ระยะยาวตลาดน้ำมันมีกลไกปรับตัวและสร้างความสมดุล จะเห็นจากสงครามรัสเซีย-ยูเครน โดยช่วงแรกที่ความขัดแย้งปะทุขึ้น ราคาพลังงานสูงขึ้นเร็ว แต่เมื่อเวลาผ่านไปผู้คนเริ่มปรับตัวเข้าสถานการณ์ ราคาพลังงานเริ่มปรับลดลง เพราะโลกปรับตัวและบาลานซ์ได้

“สำหรับการบริหารสต็อกน้ำมันถือเป็นต้นทุนสำคัญ โดยเฉพาะสต็อกที่อยู่ระหว่างขนส่ง ซึ่ง OR พยายามบริหารจัดการให้ใช้เวลาอยู่ในระบบน้อยที่สุด เพื่อลด Exposure และต้นทุน”

ทั้งนี้ แม้เศรษฐกิจชะลอตัวแต่ประชาชนยังใช้น้ำมัน แต่สิ่งที่เข้ามาทดแทนหากดู Data สิ่งที่น่าเข้ามาเป็นการชาร์จรถยนต์ไฟฟ้า ซึ่งปีที่ผ่านมาการชาร์จ 4.5 ชั่วโมงต่อเครื่องชาร์จต่อวัน ซึ่งช่วง 5 เดือนแรกงปีนี้เพิ่มเป็น 6 ชั่วโมงต่อเครื่องชาร์จต่อวันอีกทั้งเมื่อเทียบราคารถน้ำมัน 1 กม. อยู่ที่เฉลี่ย 3 บาท ส่วนรถอีวีอยู่ที่เฉลี่ย 75 สตางค์

มุ่ง Virtual Bank ขยายโอกาสทางการเงิน

นอกจากนี้ การที่ OR ให้ความสำคัญกับการนำเทคโนโลยีดิจิทัลมาขยายธุรกิจ โดยมุ่งเป็น Virtual Bank เพราะจะช่วยประเมินความเสี่ยงในการปล่อยสินเชื่อผ่าน Data Ecosystem

ดังนั้น จากการที่ OR มีฐานข้อมูลสมาชิกเกือบ 9 ล้านคน เมื่อรวมข้อมูลจาก Krungthai NEXT ที่มีลูกค้า 20 ล้านคน และ AIS ที่มีผู้ใช้บริการ 45 ล้านเลขหมาย จะช่วยประเมินความเสี่ยงในการปล่อยสินเชื่อได้มีประสิทธิภาพ ลดปัญหาหนี้นอกระบบ เพิ่มโอกาสเข้าถึงแหล่งเงินทุนและลดหนี้นอกระบบที่มีอัตราดอกเบี้ยสูง โดยคาดว่าเปิดบริการได้ในปี 2569

สำหรับอนาคตของ OR ใน 5-10 ปีข้างหน้า คือ ความสมดุลระหว่าง 3 ธุรกิจหลักเพื่อเปลี่ยนผ่านจากการใช้น้ำมันสู่ยุคพลังงานสะอาดได้ราบรื่นและสมบูรณ์ พร้อมทั้งสร้างความแตกต่างที่ทำให้คนอื่นตามไม่ทันในยุคที่เทคโนโลยีและโลกเปลี่ยนแปลงเร็ว

แนะธุรกิจไทยพัฒนาสินค้ารับเทรนด์โลก

สำหรับประเด็น“สินค้าจีนราคาถูก”เข้ามาตีตลาดนั้นในส่วนธุรกิจ OR ไม่กระทบทางตรง โดยสินค้าส่วนใหญ่เป็น Consumer Product ที่สั่งซื้อออนไลน์และส่งทางเรือหรือเครื่องบิน จึงเป็นห่วงภาคอุตสาหกรรมไทยที่ยังผลิตสินค้ารูปแบบเดิมและไม่ได้พัฒนาสินค้ามานานดังนั้น จึงจำเป็นต้องได้รับการพัฒนาผลิตภัณฑ์ให้ตรงความต้องการของตลาดเพื่อแข่งขันได้ระยะยาว

ทางตรงกันข้าม ประเทศจีนมีประชากรมากจึงผลิตสินค้าได้มากด้วยต้นทุนต่ำและมีประสิทธิภาพสูงกว่าซึ่งทำให้สินค้าจีนแข่งขันในตลาดโลกได้ดีกว่า ดังนั้นอุตสาหกรรมไทยต้องเร่งหาวิธีพัฒนา โดยเฉพาะผลิตภัณฑ์ที่ตลาดต้องการ

ทั้งนี้ ผลกระทบแท้จริงของผู้บริโภคหลักๆมาจากเศรษฐกิจไทยโดยรวมมากกว่า เพราะเมื่อเศรษฐกิจไม่เติบโตทำให้ใช้จ่ายลดลง รวมถึงจำนวนนักท่องเที่ยวที่ลดลงชัดเจนแม้นักท่องเที่ยวปัจจุบันเป็นกลุ่ม Big Spender หรือนักท่องเที่ยวที่มีกำลังซื้อสูงและใช้จ่ายมากขึ้น แต่จำนวนที่หายไปโดยรวมชดเชยส่วนที่ขาดหายไปไม่ได้ทั้งหมดทำให้สถานการณ์ยังไม่สมดุล

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...