โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ต่างประเทศ

ศุลกากรอินเดีย รวบชายแอบลักลอบ นำงูพิษ เข้าประเทศ

สวพ.FM91

อัพเดต 03 มิ.ย. 2568 เวลา 11.07 น. • เผยแพร่ 03 มิ.ย. 2568 เวลา 11.07 น.

วันที่ 3 มิถุนายน 2568 สื่อต่างประเทศ รายงานว่า เจ้าหน้าที่ศุลกากรอินเดียได้จับกุมตัวชายชาวอินเดียรายหนึ่งคาสนามบินเมืองมุมไบ เมื่อวันที่ 1 มิ.ย.68 ที่ผ่านมา ขณะเดินทางกลับจากประเทศไทย หลังจากจับได้ว่าเขาซุกกซ่อนสัตว์เลื้อยคลานรวมถึงงูพิษ 47 ตัวในกระเป๋าเดินทางที่โหลดมาใต้เครื่อง และพยายามลักลอบนำเข้าประเทศ

โดยเจ้าหน้าที่ศุลกากรอินเดีย ได้โพสต์รูปภาพงูสีสันสดใส พร้อมระบุข้อความว่า พวกเขายึด งูเขียวหางไหม้อินโดนีเซีย (Indonesian Pit Viper) จำนวน 44 ตัว และงูไวเปอร์หางแมงมุม (Spider-tailed Horned Viper) อีก 3 ตัว นอกจากนี้ยังมีเต่าใบไม้ (Asian Leaf Turtle) อีก 5 ตัว ได้จากผู้โดยสารรายนี้ แต่ทางการอินเดียไม่ได้เปิดเผยชื่อ และรายละเอียดเกี่ยวกับชายผู้ต้องสงสัยนี้ และยังไม่ทราบแน่ชัดว่าแหล่งที่มาของงูเหล่านี้มาจากที่ใด

รายงานระบุว่า การลักลอบนำเข้างูนับว่าเป็นเรื่องที่แปลกในมุมไบ เนื่องจากเจ้าหน้าที่มักพบผู้ลักลอบนำทองคำ เงินสด กัญชา หรือยาเสพติด อย่างไรก็ดี กรณีของการลักลอบนำเข้าสัตว์แปลกหรือสัตว์พิเศษมักมีอยู่เรื่อยๆ

ก่อนหน้านี้เมื่อกุมภาพันธ์ ที่ผ่านมา เจ้าหน้าที่ที่สนามบินเมืองมุมไบ ได้จับกุมผู้ลักลอบขนชะนีเซียมังจำนวน 5 ตัว ซึ่งเป็นลิงขนาดเล็กที่มีถิ่นกำเนิดในป่าของอินโดนีเซีย มาเลเซีย และไทย โดยซ่อนมาในลังพลาสติกที่ใส่ไว้ในกระเป๋าเดินทางของผู้โดยสาร

เมื่อเดือนพฤศจิกายน 2567 เจ้าหน้าที่ศุลกากรได้ควบคุมตัวผู้โดยสารลักลอบขนเต่าทะเลที่ยังมีชีวิต 12 ตัว และก่อนหน้านั้นเพียง 1 เดือน เจ้าหน้าที่ได้ยึดนกเงือก 4 ตัว ที่ผู้โดยสารลักลอบนำเข้ามา โดยทั้งหมดเดินทางมาบนเครื่องบินที่มาจากประเทศไทย

ทั้งนี้ ภายใต้กฎหมายอินเดียไม่ได้ห้ามนำสัตว์เข้าประเทศ แต่สัตว์บางสายพันธุ์ ต้องมีใบอนุญาตจึงจะสามารถนำเข้าประเทศได้

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...