โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

หุ้น การลงทุน

ค่าเงินบาทอ่อนค่า จับตาการเจรจาภาษีระหว่างสหรัฐ-ประเทศคู่ค้า

ประชาชาติธุรกิจ

อัพเดต 07 ก.ค. 2568 เวลา 11.09 น. • เผยแพร่ 07 ก.ค. 2568 เวลา 11.09 น.

ค่าเงินบาทอ่อนค่า นักลงทุนจับตาการเจรจาภาษีระหว่างสหรัฐและประเทศคู่ค้า

ฝ่ายค้าเงินตราต่างประเทศ ธนาคารกรุงเทพรายงานว่า สภาวะการเคลื่อนไหวตลาดปริวรรตเงินตราประจำวันจันทร์ที่ 7 กรกฎาคม 2568 ค่าเงินบาทเปิดตลาดเช้าวันนี้ (7/7) ที่ระดับ 32.38/41 บาท/ดอลลาร์สหรัฐ ทรงตัวจากระดับปิดตลาดเมื่อวันศุกร์ (4/7) ที่ระดับ 32.35/36 บาท/ดอลลาร์สหรัฐ เมื่อวันอาทิตย์ (6/7) สก็อตต์ เบสเซนต์ รัฐมนตรีคลังสหรัฐ เปิดเผยกับสื่อมวลชนว่า มาตรการเรียกเก็บภาษีศุลกากรที่รัฐบาลของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ประกาศในเดือน เม.ย.นั้น จะมีผลบังคับใช้ใวันที่ 1 ส.ค.

สำหรับประเทศที่ยังไม่ได้บรรลุข้อตกลงกับสหรัฐ โดย ประธานาธิบดีทรัมป์จะส่งจดหมายไปยังประเทศคู่ค้าของสหรัฐตั้งแต่เวลา 12.00 น.ของวันจันทร์ที่ 7 ก.ค. ตามเวลาฝั่งตะวันออก (ตรงกับเวลา 23.00 น. ของวันนี้ ตามเวลาประเทศไทย)

โดยเนื้อหาในจดหมายระบุว่าหากประเทศดังกล่าวไม่เร่งดำเนินการใด ๆ แล้ว ในวันที่ 1 ส.ค.นี้ ภาษีศุลกากรของประเทศเหล่านี้้นั้นจะกลับมาอยู่ในระดับเดียวกับที่สหรัฐได้ประกาศไปเมื่อวันที่ 2 เม.ย. ซึ่งภายในวันที่ 9 ก.ค.ทุกประเทศจะได้รับการแจ้งครบถ้วน และอัตราภาษีจะมีตั้งแต่ 10 หรือ 20% ไปจนถึง 60 หรือ 70%

ทั้งนี้ หากมีการเรียกเก็บภาษีในอัตราสูงสุดถึง 70% จริง จะถือเป็นอัตราที่สูงกว่าที่ทรัมป์เคยประกาศไว้ในช่วงต้นเดือน เม.ย. ซึ่งมีเพดานสูงสุดอยู่ที่ 50% โดยจนถึงขณะนี้รัฐบาลสหรัฐได้บรรลุข้อตกลงกับเพียงอังกฤษและเวียดนาม รวมถึงตกลงพักรบด้านภาษีกับจีน ซึ่งช่วยลดความตึงเครียดระหว่างสองชาติมหาอำนาจลง

นอกจากนี้ ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ของสหรัฐ ได้ลงนามให้ร่างกฎหมายสำคัญที่ใช้ชื่อว่า One Big Beautiful Bill มีผลบังคับใช้ในช่วงบ่ายวันศุกร์ (4/7) โดยพิธีลงนามจัดขึ้นที่ทำเนียบขาว หนึ่งวันหลังจากร่างกฎหมายฉบับนี้ผ่านความเห็นชอบจากสภาผู้แทนราษฎร

ซึ่งกฎหมายนี้สะท้อนนโยบายหลักของทรัมป์ ไม่ว่าจะเป็นการลดภาษี การเพิ่มงบประมาณด้านกลาโหม และการเสริมความมั่นคงตามแนวชายแดน ทั้งนี้ในวันนี้ ค่าเงินดอลลาร์สหรัฐทยอยแข็งค่าขึ้นเมื่อเทียบกับสกุลเงินหลัก โดยเฉพาะค่าเงินยูโรและเยน โดยทางสหภาพยุโรปและญี่ปุ่นต่างยังไม่บรรลุข้อตกลงทางการค้ากับทางสหรัฐ

สำหรับปัจจัยภายในประเทศ เมื่อวานนี้ (6/7) นายพิชัย ชุณหวชิร รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ให้สัมภาษณ์กับสำนักข่าวบลูมเบิร์กว่า ไทยมีเป้าหมายที่จะเพิ่มปริมาณการค้าทวิภาคีกับสหรัฐ และลดการเกินดุลการค้ากับสหรัฐลง 70% จากปัจจุบันที่ 4.6 หมื่นล้านดอลลาร์ ภายในเวลา 5 ปี โดยตั้งเป้าว่าจะทำให้การค้าระหว่างสองประเทศถึงจุดสมดุลในระยะเวลา 7-8 ปี และภาษีศุลกากรที่ระดับ 10% ถือเป็นอัตราที่ดีที่สุด

แต่ขณะเดียวกันก็เสริมด้วยว่า ภาษีระหว่าง 10%-20% ก็ยังเป็นอัตราที่ยอมรับได้ นายพิชัยคาดว่าจะยื่นข้อเสนอที่ได้รับการปรับปรุงใหม่ต่อรัฐบาลสหรัฐ ก่อนวันที่ 9 ก.ค. ซึ่งหากข้อเสนอดังกล่าวได้รับการยอมรับ ไทยจะสามารถยกเว้นภาษีนำเข้าหรือมาตรการอื่น ๆ ที่ไม่ใช่ภาษีสำหรับสินค้าส่วนใหญ่ได้ทันที ในขณะที่ข้อจำกัดสำหรับสินค้าอื่น ๆ จะทยอยยกเลิกอย่างค่อยเป็นค่อยไป

อย่างไรก็ตามในวันนี้ ค่าเงินบาทปรับตัวอ่อนค่าอย่างมีนัยสำคัญ โดยนักลงทุนมีความกังวลว่าคณะตัวแทนจากไทยจะสามารถเจรจาต่อรองและได้ข้อสรุปทันเส้นตายที่ทางสหรัฐกำหนดหรือไม่

นอกจากนี้ นายพิชัยยังกล่าวด้วยว่า สินค้าสหรับหลายรายการที่จะเข้าถึงตลาดไทยได้มากขึ้นนั้น เป็นสินค้าที่ขาดแคลนในประเทศ จึงไม่น่าจะส่งผลกระทบต่อเกษตรกรหรือผู้ผลิตของไทย นอกจากนี้ สำนักนโยบายและยุทธศาสตร์การค้า (สนค.) กระทรวงพาณิชย์ แถลงดัชนีราาผู้บริโภคทั่วไป (CPI) เดือน มิ.ย. 68 อยู่ที่ 100.42 ลดลงจากเดือนเดียวกันของปีก่อน -0.25% (YOY) จากตลาดคาด -0.1% สาเหตุสำคัญมาจากการลดลงของราคาสินค้าในกลุ่มพลังงาน

ได้แก่ น้ำมันเชื้อเพลิง และค่ากระแสไฟฟ้า ประกอบกับราคาสินค้าในกลุ่มอาหารสดหลายชนิดราคาลดลงค่อนข้างมาก โดยเฉพาะไข่ไก่ ผักสด และผลไม้สด ขณะที่สินค้ากลุ่มอาหารที่ราคาสูงขึ้น ได้แก่ เนื้อสุกร และอาหารสำเร็จรูป ทั้งนี้ในระหว่างวันค่าเงินบาทเคลื่อนไหวอยู่ในกรอบระหว่าง 32.40-32.65 บา/ดอลลาร์สหรัฐ และปิดตลาดที่ 32.62/64 บาท/ดอลลาร์สหรัฐ

สำหรับการเคลื่อนไหวของค่าเงินยูโรเปิดตลาดเช้าวันนี้ (7/7) ที่ระดับ 1.1781/83 ดอลลาร์สหรัฐ/ยูโร ทรงตัวจากระดับปิดตลาดเมื่อวันศุกร์ (7/7) ที่ระดับ 1.1779/80 ดอลลาร์สหรัฐ/ยูโร โดยวันนี้ค่าเงินยูโรอ่อนค่าลงเนื่องจากนักลงทุนมีความกังวลเกี่ยวกับความไม่แน่นอนในการหาข้อสรุปเรื่องภาษีศุลกากรระหว่างสหภาพยุโรปกับสหรัฐ

สำหรับตัวเลขทางเศรษฐกิจของยูโรโซน ยังออกมาไร้ทิศทาง โดยเมื่อวันศุกร์ (4/7) สำนักงานสถิติแห่งชาติเยอรมนีเปิดเผยข้อมูลว่ายอดคำสั่งซื้อจากโรงงานของเยอรมนีร่วงลง 1.4% ในเดือน พ.ค. เมื่อเทียบรายเดือน โดยทรุดตัวหนักกว่าที่นักวิเคราะห์คาดการณ์ว่าจะลดลงเพียง 0.1% โดยการทรุดตัวดังกล่าวมีสาเหตุหลักมาจากการดิ่งลงอย่างรุนแรงถึง 17.7% ของยอดสั่งซื้อในกลุ่มคอมพิวเตอร์ สินค้าอิเล็กทรอนิกส์ และผลิตภัณฑ์ออปติก

ซึ่งเป็นภาคส่วนที่เคยได้รับคำสั่งซื้อล็อตใหญ่ในเดือน เม.ย. ขณะที่ยอดสั่งซื้อในกลุ่มอุปกรณ์ไฟฟ้าและโลหะพื้นฐานก็ร่วงหนักเช่นกัน ทั้งนี้หากไม่นับรวมคำสั่งซื้อรายการใหญ่ซึ่งมีความผันผวนสูง คำสั่งซื้อภาคอุตสาหกรรมโดยรวมร่วงลง 3.1% ในเดือน พ.ค.

อย่างไรก็ตาม สำนักงานสถิติแห่งชาติเยอรมนีแถลงในวันนี้ (7/7) ว่า ผลผลิตภาคอุตสาหกรรมเพิ่มขึ้น 1.2% ในเดือน พ.ค. เมื่อเทียบกับเดือนก่อนหน้า ซึ่งสวนทางกับที่นักวิเคราะห์คาดการณ์ว่าจะทรงตัวที่ 0% โดยมีปัจจัยหนุนสำคัญจากอุสาหกรรมยานยนต์และการผลิตพลังงาน ทั้งนี้ในระหว่างวันค่าเงินยูโรเคลื่อนไหวอยู่ในกรอบระหว่าง 1.1723-1.1772 ดอลลาร์สหรัฐ/ยูโร และปิดตลาดที่ระดับ 1.1725/27 ดอลลาร์สหรัฐ/ยูโร

สำหรับการเคลื่อนไหวของค่าเงินเยนเปิดตลาดเช้าวันนี้ (7/7) ที่ระดับ 144.44/45 เยน/ดอลลาร์สหรัฐ อ่อนค่าจากระดับปิดตลาดเมื่อวันศุกร์ (4/7) ที่ระดับ 144.32/34 เยน/ดอลลาร์สหรัฐ ญี่ปุ่นถูกกดดันจากความไม่แน่นอนเรื่องการเจรจาการค้าสหรัฐ-ญี่ปุ่น

ในวันนี้ (7/7) กระทรวงสาธารณสุข แรงงาน และสวัสดิการของญี่ปุ่น เปิดเผยข้อมูลว่า ค่าจ้างที่แท้จริงของญี่ปุ่นในเดือน พ.ค. ปรับตัวลดลง 2.9% เมื่อเทียบรายปี โดยปรับตัวลงติดต่อกันเป็นเดือนที่ 5 และดิ่งลงรุนแรงที่สุดในรอบเกือบ 2 ปี เนื่องจากอัตราการเติบโตของค่าจ้างยังคงไล่ตามไม่ทันภาวะเงินเฟ้อที่พุ่งสูงขึ้น ทั้งนี้ในระหว่างวันค่าเงินเยนเคลื่อนไหวอยู่ในกรอบระหว่าง 144.93-145.33 เยน/ดอลลาร์สหรัฐ และปิดตลาดที่ 145.32/33 เยน/ดอลลาร์สหรัฐ

สำหรับปัจจัยที่สำคัญในสัปดาห์นี้ ได้แก่ ดัชนี CPI เดือน มิ.ย.ของจีน (9/7), ดัชนีผู้ผลิต (PPI) เดือน มิ.ย.ของจีน (9/7), แบบจำลอง GDPNow ของธนาคารแอตแลนตาสหรัฐ (10/7), รายงานการประชุมของคณะกรรมการนโยบายการเงินของธนาคารกลางสหรัฐ (10/7), ดัชนี CPI เดือน มิ.ย.ของเยอรมนี (10/7), จำนวนคนที่ยื่นขอรับสวัสดิการว่างงานครั้งแรกของสหรัฐ (10/7), GDP เดือน พ.ค.ของอังกฤษ (11/7), และดัชนีภาคการผลิตอุตสาหกรรมเดือน พ.ค.ของอังกฤษ (11/7)

สำหรับอัตราป้องกันความเสี่ยง (Swap point) ภาคเช้า 1 เดือนในประเทศอยู่ที่ -8.6/-8.4 สตางค์/ดอลลาร์สหรัฐ และอัตราป้องกันความเสี่ยงภาคเช้า 1 เดือนต่างประเทศอยู่ที่ -7/-6 สตางค์/ดอลลาร์สหรัฐ

อ่านข่าวต้นฉบับได้ที่ : ค่าเงินบาทอ่อนค่า จับตาการเจรจาภาษีระหว่างสหรัฐ-ประเทศคู่ค้า

ติดตามข่าวล่าสุดได้ทุกวัน ที่นี่
– Website : https://www.prachachat.net

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...