โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

หุ้น การลงทุน

‘วิทัย’ ตีโจทย์ เศรษฐกิจซึมยาว ต่อจิ๊กซอว์แก้หนี้ครัวเรือน

ประชาชาติธุรกิจ

อัพเดต 20 มิ.ย. 2568 เวลา 12.04 น. • เผยแพร่ 21 มิ.ย. 2568 เวลา 00.00 น.
วิทัย รัตนากร

“วิทัย รัตนากร” ผู้อำนวยการออมสิน หนึ่งในแคนดิเดตชิงเก้าอี้ผู้ว่าการ ธปท. มองอนาคตเศรษฐกิจไทยซึมยาว หลังเครื่องยนต์เศรษฐกิจ “ส่งออก-ท่องเที่ยว” สะดุด เจอปัญหา “การเมือง” ซ้ำเติม ฉุดความมั่นใจลงทุน-บริโภค ชี้แก้ปัญหาเชิงโครงสร้าง “Policy Coordination” สำคัญมาก นโยบายคลัง-การเงิน-ทุกภาคส่วนต้องประสาน ชูบทบาทสำคัญแบงก์ออมสิน ตัด “กำไรสูงสุด” สู่ภารกิจ Social Bank โดยไม่ต้องใช้เงินรัฐบาล พร้อมเปิดแนวคิดแก้หนี้ครัวเรือนยั่งยืน

นายวิทัย รัตนากร ผู้อำนวยการธนาคารออมสิน หนึ่งในผู้สมัครชิงตำแหน่งผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ให้สัมภาษณ์พิเศษ “ประชาชาติธุรกิจ” ว่า เศรษฐกิจตอนนี้อยู่ในภาวะชะงักงัน และถ้าปล่อยแบบนี้ไม่ทำอะไร มีความน่ากังวลว่าจะ “ซึมยาว” จีดีพีน่าจะเตี้ยต่ำมาก เพราะไทยมีปัญหาเชิงโครงสร้างเยอะมาก ขณะที่เครื่องยนต์ขับเคลื่อนจีดีพี ทั้งส่งออกและท่องเที่ยวมีปัญหา ยังไม่นับรวมปัญหาอื่น ๆ ที่เกี่ยวกับรากฐานสำคัญ เช่น ปัญหาการศึกษา ความเหลื่อมล้ำ ความยากจน และสังคมสูงวัย เป็นต้น

เศรษฐกิจทรุด-การเมืองซ้ำเติม

ตอนนี้ทุกคนเห็นตรงกันว่าเศรษฐกิจไทยมีปัญหา “รุมเร้า” ถ้าทำไม่ดีจะ “ซึมยาว” โดยเครื่องยนต์ขับเคลื่อนมีแค่ “ส่งออก” และ “ท่องเที่ยว” ดังนั้นหากพูดถึงการเติบโต (Growth) ของจีดีพี หากนักท่องเที่ยวมาแค่ 35 ล้านคน ท่องเที่ยวก็จะไม่มี Growth เครื่องยนต์ “ท่องเที่ยว” หายไป

ขณะที่เครื่องยนต์ “ส่งออก” สัดส่วนประมาณ 18% อยู่ที่ตลาดสหรัฐ ขณะที่สถานการณ์สงครามการค้าไม่ชัดเจน ไม่รู้ข้างหน้าเกิดอะไรขึ้น และมีกระบวนการฟ้องร้องของศาลสหรัฐ อาจทำให้สถานการณ์ส่งออกที่เดิมคาดว่าจะ “จมลึก” ในช่วงครึ่งปีหลัง ปัญหาก็อาจจะลากยาวไปต้นปี 2569 และค่อยไหลลง

และตอนนี้ประเด็น “การเมือง” ในประเทศที่เกิดขึ้น ก็จะทำให้โฟกัสจะไม่อยู่ที่ “เศรษฐกิจ” ทำให้ความเชื่อมั่นของประชาชนลดลง ตลาดหุ้นลง และความเชื่อมั่นของคนที่จะลงทุน จากเดิมไม่ลงทุนอยู่แล้ว จะยิ่งไม่ลงทุนต่อ สถานการณ์จะหนักขึ้นอีก จะเห็นเศรษฐกิจ “ซึมยาว ๆ” และยังนึกไม่ออกว่าจะกลับมาด้วยอะไร

“เครื่องชี้วัดทุกตัวไม่ดีเลย ดัชนีราคาผู้ผลิต เงินเฟ้อ ดัชนีความเชื่อมั่น ดัชนีภาคอุตสาหกรรม ทุกตัวไม่ดีหมด เศรษฐกิจภาพรวมมีความน่ากังวล และทุกคนคิดเหมือนกันคือจะซึมยาว ดังนั้นกระทบกับจีดีพีในภาพรวมลดลงแน่ ๆ อาจจะเห็นตัวเลข 1% ปลาย ๆ”

Policy Coordination สำคัญมาก

ผู้อำนวยการแบงก์ออมสินระบุว่า ไทยเผชิญปัญหา “เชิงโครงสร้าง” การแก้ไขคงไม่ได้มีแค่ One Solution ที่ยิงโครงการเดียวแล้วสามารถแก้ไขได้หมด แต่จะต้องมีจิ๊กซอว์ที่เชื่อมต่อกัน แก้ด้วยหลาย ๆ มาตรการที่ส่งต่อกัน ซึ่งปัญหาไม่ได้หายเลย แต่เป็นการบรรเทาปัญหา เช่น ปัญหาหนี้ครัวเรือน ไม่สามารถใช้มาตรการแก้หนี้ แล้วจบเลย แต่ต้องใช้การ Synchronize ให้สอดคล้องกัน

“การประสานงานนโยบาย หรือ Policy Coordination จะมีความสำคัญมาก ไม่ว่าจะนโยบายการเงิน การคลัง แบงก์รัฐ การใช้หน่วยงานรัฐอื่น กระทรวงพาณิชย์ นโยบายไม่ใช่ภาษี (Nontariffs) ทุกอย่างจะต้อง Coordination และทยอยแก้ปัญหาไป ซึ่งการจะใช้นโยบายการคลังอย่างเดียว การเงินอย่างเดียว ทำนโยบายแบบตัวใครตัวมัน ไม่มีทางแก้ได้”

โดยการแก้ปัญหาเชิงโครงสร้าง ต้องอาศัยหลายมาตรการ หลายเครื่องมือจากหลายหน่วยงาน ซึ่งต้องมี Policy Coordination แต่วันนี้เหมือนไม่มีเจ้าภาพ ไม่มีคนหัวโต๊ะ หรือความเห็นไม่ตรงกัน เลยแก้ปัญหาไม่ได้

ธปท.ต้องมีบทบาทช่วยมากขึ้น

นอกจากนี้ นายวิทัยกล่าวว่า ในส่วนของธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) จะต้องเข้ามามีบทบาท เข้ามาช่วยมากขึ้น โดยที่ผ่านมา ธปท.ประสบความสำเร็จ และทำได้ดีมากในเรื่องของ “เสถียรภาพด้านราคา” และเรื่องของ “ความแข็งแรงของระบบการเงิน” เหมือนกับสิ่งที่ตรึงมากับปัญหาตั้งแต่วิกฤตปี 2540 เพราะฉะนั้น สถาบันการเงินต้องแข็งแรง ระบบการเงินต้องแข็งแรง ส่วน “เงินเฟ้อ” ก็คุมให้อยู่ใต้กรอบ

“อย่างไรก็ดี ธปท.ต้องมาดูการเติบโต (Growth) ของเศรษฐกิจในระยะยาวด้วย เพราะถ้าเศรษฐกิจไม่โต รายได้ไม่มา ก็ไม่ต้องพูดถึงตัวอื่น ไม่ต้องพูดถึงการกระจายรายได้ ไม่ต้องพูดถึงการแก้ปัญหาหนี้ครัวเรือน เพราะสุดท้าย เสถียรภาพราคาดี เสถียรภาพระบบการเงินแข็งแรง ต้องทำให้เศรษฐกิจโตด้วยเพื่อให้มีรายได้ และแก้ปัญหาเรื่องคน ความเหลื่อมล้ำ ความยากจน หนี้ครัวเรือน มันก็จะเป็น Micro Stability ที่สอดคล้อง ทำให้แข็งแรงจริงจัง”

เปิดแนวคิดแก้หนี้ครัวเรือนยั่งยืน

นายวิทัยฉายภาพการแก้ปัญหาหนี้ครัวเรือนว่า หลัก ๆ คือ 1.เศรษฐกิจต้องโต รายได้ต้องขึ้น หนี้ครัวเรือนต่อจีดีพีจะลงเอง เพราะคนมีรายได้มากขึ้น 2.ต้องลดดอกเบี้ย ไม่ใช่ลดดอกเบี้ยนโยบาย แต่หมายถึงการที่แบงก์จะต้องลดดอกเบี้ยเงินกู้ให้สอดคล้อง เพราะจะเห็นว่าเวลาขึ้นดอกเบี้ยนโยบาย 8 ครั้ง MLR, MOR, MRR ขึ้น 8 ครั้งที่ 0.25% เท่ากับดอกเบี้ยนโยบาย แต่เวลาดอกเบี้ยนโยบายลง จะเห็นว่าดอกเบี้ยเงินกู้ปรับลดลงช้า และลงในอัตราที่น้อยกว่าดอกเบี้ยนโยบายมาก ซึ่งสะท้อนว่าการแข่งขันของระบบสถาบันการเงินไม่ดี

ดังนั้นต้องทำให้แข่งขันมากขึ้น และ 3.ต้องทำมาตรการโอนหนี้เสียที่มีการตั้งสำรองหมดแล้วไปไว้ที่หน่วยงานใหม่ บริษัท บริหารสินทรัพย์ (AMC)

“การแก้ปัญหาหนี้เสียต้องใช้ความพยายาม และต้องใช้หลายมาตรการช่วยกัน แต่ถ้า Policy Coordination ไม่ไปด้วยกัน ก็จบ ลดดอกเบี้ยลึกพอมั้ย ลดต่อเนื่องมั้ย ลดแบบที่เป็น Cycle ปกติ ลดแบบสาดแล้วส่งสัญญาณ และออกมาตรการทางการเงิน แต่ดอกเบี้ยนโยบายไม่ใช่ตัวเดียว ต้องมีมาตรการร่วมสำคัญ” นายวิทัยกล่าว

ออมสินเครื่องมือหลักของรัฐ

สำหรับการแก้ปัญหาทั้งในเรื่องของ “กระตุ้นเศรษฐกิจ” หรือ “หนี้ครัวเรือน” ต้องเป็นการประสานงานนโยบายจากหลายภาคส่วน ที่ต้องทำทั้งมาตรการระยะสั้น และระยะยาวให้สอดคล้องและต่อเนื่องกัน เพราะไทยมีปัญหาเชิงโครงสร้างจำนวนมาก โดยในส่วนของธนาคารออมสิน ก็ใส่บทบาทเข้าไปเต็มที่ในช่วงที่ผ่านมาในช่วงโควิด-19 หลังเข้ารับตำแหน่งตั้งแต่กลางปี 2563 ออมสินอาจเรียกว่าเป็นกำลังหลักให้กับรัฐบาล โดยไม่ได้เลือกว่าใครเป็นรัฐบาล

“เราเลือกว่าเราจะช่วยคนยังไง ช่วยสังคมอย่างไร ดังนั้น จึงทำโครงการใหม่ ๆ ออกมาเต็มที่เพื่อช่วยคน เช่น จำนำทะเบียนมอเตอร์ไซค์ ลดดอกเบี้ย สินเชื่อที่ดิน สินเชื่อเครดิต สินเชื่อสร้างอาชีพ หรือยกหนี้ แก้หนี้ เพื่อให้เกิด Social Impact โดยออมสินตั้งเป้าปีหนึ่ง ๆ จะช่วยคน 2 ล้านคน โดยไม่ต้องใช้เงินรัฐ”

ผุดซอฟต์โลนแสน ล.อุ้ม 4 กลุ่ม

ผอ.แบงก์ออมสินกล่าวว่า ล่าสุดธนาคารเตรียมออกโครงการสินเชื่อดอกเบี้ยต่ำ (ซอฟต์โลน) วงเงิน 1 แสนล้านบาท เพื่อช่วยประคับประคองลูกหนี้ที่ได้รับผลกระทบจากมาตรการภาษีทรัมป์ มี 4 กลุ่มหลัก ได้แก่ 1.กลุ่มผู้ส่งออก 2.กลุ่มซัพพลายเชน 3.กลุ่มเอสเอ็มอีที่เจอสินค้าจีนทะลักเข้ามา และ 4.ธุรกิจท่องเที่ยวและซัพพลายเชน ซอฟต์โลนตัวนี้จะเน้นปล่อยกู้ไปเพื่อช่วย “ลดต้นทุน” ทางการเงินให้ลูกค้า จะเป็นอีกบทบาทในการประคองเศรษฐกิจ

โดยเป็นการนำสภาพคล่องของแบงก์ออมสินไปปล่อยสินเชื่อให้ธนาคารพาณิชย์ในอัตราดอกเบี้ยต่ำ 0.01% และธนาคารพาณิชย์ไปปล่อยต่อในอัตราดอกเบี้ยไม่เกิน 3.5% ซึ่งเป็นโครงการที่แบงก์ออมสินไม่ได้ขอรับเงินชดเชย ซึ่งได้เสนอไปยังกระทรวงการคลังตั้งแต่เดือนที่แล้ว ตอนนี้อยู่ระหว่างเสนอคณะรัฐมนตรี (ครม.) พร้อมกันนี้ ออมสินได้มีการเสนอโครงการยกหนี้ (NPL) จากปัญหาโควิด-19 ให้ลูกหนี้อีก 5 แสนราย คาดว่าจะเข้า ครม. พร้อมกับโครงการ ็คุณสู้ เราช่วยิ เฟส 2 ที่จะมีการปรับเงื่อนไขให้ผ่อนปรน

“เมื่อกลางปีที่แล้ว ออมสินออกซอฟต์โลนวงเงิน 1 แสนล้านบาท เวลา 2 ปี ซึ่งต้นทุนการเงินเราอยู่ที่ประมาณ 3% เท่ากับเอากำไรแบงก์ไป Subsidy ประมาณ 6,000 ล้านบาท รวมกับซอฟต์โลนก้อนใหม่อีกแสนล้าน ก็เท่ากับเอากำไรแบงก์ไปช่วยประคองสภาพคล่องธุรกิจ 12,000 ล้านบาท”

“สร้างเครดิต-อาชีพ” เข้าถึงสินเชื่อ

ผอ.แบงก์ออมสินกล่าวว่า สำหรับปัญหาการเข้าไม่ถึงสินเชื่อ (Financial Inclusion) ของประชาชน ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของการแก้ปัญหา “หนี้นอกระบบ” ธนาคารได้ทำผ่านโครงการต่าง ๆ ในช่วงที่ผ่านมา โดยในช่วงเดือนมีนาคม ธนาคารได้ออก “สินเชื่อสร้างเครดิต” เป็นโครงการที่ไม่มีใครเคยทำ เนื่องจากปล่อยกู้คนที่ไม่เคยกู้ได้ “ไม่มีเครดิต” โดยตอนนี้ปล่อยไปแล้ว 1.5 แสนราย จากเป้าหมาย 3 แสนราย เป็นการปล่อยกู้วงเงินเล็ก ๆ ไม่เกิน 10,000 บาท แต่หากลูกค้าผ่อนได้ตามกำหนด 12 เดือน สเต็ปต่อไปก็จะขยายวงเงินเป็น 3 หมื่นบาท

“กลุ่มนี้ปล่อยโดยไม่ต้องคิดมาก ขาดทุนอยู่แล้ว แต่หวังว่าปล่อย 100 คน สร้างเครดิตให้คนกลุ่มนี้ได้สัก 80 คน และอีก 20 คนจะเสียก็เสียไป เพราะเป้าหมายเพื่อสร้างเครดิตให้คนที่ไม่มีเครดิต”

และอีกโครงการคือ “สินเชื่อสร้างอาชีพ” คือ ลูกหนี้กลุ่มนี้อาจจะมีเครดิต แต่เครดิตไม่ดี โอกาสที่ธนาคารพาณิชย์จะปล่อยกู้ให้ลูกหนี้กลุ่มนี้ก็เป็นไปได้ยาก วิธีการของแบงก์ออมสิน คือ “หย่อนเกณฑ์” และปล่อยเป็น “สินเชื่อสร้างอาชีพ” โดยวงเงินปล่อยกู้เฉลี่ย 3-5 หมื่นบาท เพราะหวังว่าลูกค้าจะไปทำอาชีพมาและนำเงินมาคืน แม้จะมีเอ็นพีแอลบางส่วน แต่ก็มีโอกาสเป็นหนี้เสียสูงเช่นกัน ดังนั้น แบงก์อื่นก็ไม่ทำเลย แต่ในฐานะของออมสินที่เป็น Social Bank จึงทำบทบาทตรงนี้

โดยทั้ง 2 โครงการจะนำกำไรจากการดำเนินงานของแบงก์มาใช้ โดยตั้งเป้าช่วยคนกลุ่มนี้ให้เข้าถึงสินเชื่อได้ประมาณ 1 ล้านคนต่อปี

“ถ้าออมสินไม่ทำโครงการนี้ คนกลุ่มนี้ก็ต้องไปกู้นอกระบบ และต้องยอมรับว่าทั้ง 2 โครงการ ที่แบงก์ออมสินทำปล่อยกู้ออกไปขาดทุนอยู่แล้ว เพราะคนกลุ่มนี้กู้ไม่ได้ ไม่มีใครกล้าเสี่ยง คือถ้าเราไม่ตั้งใจลดกำไร เอากำไรจากธุรกิจใหญ่มาโปะ ไม่มีทางปล่อยได้”

ตัดกำไรสูงสุดสู่ Social Bank

นายวิทัยกล่าวว่า ถือเป็นความกรุณาของรัฐบาล ที่เมื่อกลางปี 2567 รัฐบาลได้ปรับ “เป้าหมายชี้วัด” ไม่เชื่อมโยงกับ “กำไรสูงสุด” โดยให้ลดกำไรอยู่ในระดับที่เหมาะสม ทำให้ธนาคารออมสินสามารถทำหน้าที่และบทบาทของ “Social Bank” เต็มตัว โดยให้นำกำไรของแบงก์มาทำโครงการที่ช่วยเหลือประชาชนในสังคมได้เต็มที่ โดยที่ธนาคารไม่ต้องไปขอเงินสนับสนุนหรืออุดหนุนจากรัฐบาล

โดยธนาคารจะรักษากำไรอยู่ที่ระดับ 2-2.5 หมื่นล้านบาท จากเมื่อปี 2567 มีกำไรอยู่ที่ 2.8 หมื่นล้านบาท และจากที่เคยทำได้สูงสุด 3.3 หมื่นล้านบาท

“การเปลี่ยนตัวชี้วัดไม่ลิงก์กับกำไรสูงสุดกลางปีที่แล้ว ถือเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญของธนาคารออมสิน ในฐานะ Social Bank ที่ทำให้สามารถ Scale การช่วยคนได้มาก ทำให้ทำงานได้ลึก และสร้าง Social Impact โดยไม่ใช้เงินรัฐ ก็กลายเป็นอีกยุคหนึ่งของออมสิน และมีอีกหลายเรื่องที่อยากทำและจะทยอยทำไปเรื่อย ๆ”

หลังจากประกาศเป็น “Social Bank” ตั้งแต่ปี 2563-2568 ประมาณ 5 ปี ธนาคารสามารถช่วยคนได้แล้ว 18.8 ล้านคน และปีนี้อีก 2 ล้านคน รวมเป็น 20 ล้านคน โดยธนาคารยังทำต่อเนื่องผ่านโครงการต่าง ๆ เพื่อดึงคนเข้าสู่ระบบ การแก้หนี้ หรือกระตุ้นเศรฐกิจ โดยในทุกครึ่งปีธนาคารจะมีการทำแผน และจะรู้ว่ากำไรประมาณเท่าไร มีโครงการอะไรบ้าง ต้องหาไอเดีย

ชูแนวคิด Data Bureau

นายวิทัยสะท้อนแนวคิดการที่ทำให้คนเข้าสินเชื่อได้มากขึ้นว่า เรื่อง Alternative Data ก็เป็นประเด็นสำคัญ ปัจจุบันกระทรวงการคลังพยายามทำ “Aree Score” หรือ ธปท.ทำระบบ “Your Data” แต่ยังกระท่อนกระแท่น มองว่าต้องตั้งหน่วยงานใหม่ขึ้นมาเหมือนเครดิตบูโร คือเป็นบริษัทกลางที่ทำหน้าที่เชื่อมโยงข้อมูลกับหน่วยงานต่าง ๆ ไม่ว่าจะเป็น การไฟฟ้า, การประปา, ค่ายมือถือ และแพลตฟอร์มต่าง ๆ

กรณีผู้ที่ต้องการที่จะกู้เงิน ต้องมีการเซ็นยินยอม (Consent) กับบริษัทกลาง ซึ่งจะสามารถเชื่อมต่อดึงข้อมูลจากหน่วยงานต่าง ๆ มาได้ ทำให้ต้นทุนความเสี่ยงในการปล่อยกู้จะลดลง เพราะตอนนี้คนไม่ปล่อยกู้รายย่อย เนื่องจากประเมินไม่ถูก จึงไม่ให้สินเชื่อ หรือให้ในอัตราดอกเบี้ยสูง แต่ปัจจุบันเป็นแค่คอนเซ็ปต์ที่ไม่เกิด เพราะทุกคนหวง Data

ดังนั้น ถ้าจะแก้เรื่อง Financial Inclusion อันนี้เป็นอีกหนึ่งมาตรการ นอกจากสร้างเครดิต สร้างอาชีพ ก็ต้องสร้าง Data Bureau

อ่านข่าวต้นฉบับได้ที่ : ‘วิทัย’ ตีโจทย์ เศรษฐกิจซึมยาว ต่อจิ๊กซอว์แก้หนี้ครัวเรือน

ติดตามข่าวล่าสุดได้ทุกวัน ที่นี่
– Website : https://www.prachachat.net

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...