กรมชลประทานมั่นใจ 6 มาตรการ รับมือเขื่อนทั่วไทย ปลอดภัยหายห่วง
กรมชลประทานมั่นใจ 6 มาตรการ รับมือเขื่อนทั่วไทย ปลอดภัยหายห่วง
ฤดูแล้งจัด ฤดูฝนตกหนัก ประชาชนส่วนใหญ่คงนึกถึงกรมชลประทาน นับเป็นหน่วยงานที่มีบทบาทสำคัญอย่างยิ่งในการดูแลบริหารจัดการน้ำแล้ว ยังดูแลมาตรการด้านความปลอดภัยเขื่อน ซึ่งเป็นโครงสร้างขนาดใหญ่ เกี่ยวพันกับชีวิตความเป็นอยู่ของประชาชนและความมั่นคงของประเทศ 123 ปี กรมชลประทานนับตั้งแต่ก่อตั้งในรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ถูกเปลี่ยนชื่อมาหลายครั้งจนมานิ่งที่
“กรมชลประทาน” รับผิดชอบดูแลเขื่อนทั้งสิ้น 1,417 แห่ง แบ่งเป็นเขื่อนขนาดใหญ่ 25 แห่ง ขนาดกลาง 496 แห่ง และขนาดเล็ก 866 แห่ง เขื่อนแต่ละแห่งมีบทบาทสำคัญต่อการเกษตร อุตสาหกรรม และการป้องกันภัยพิบัติ เขื่อนเปรียบเหมือนหัวใจของการบริหารจัดการน้ำ ฉะนั้นการดูแลเขื่อนให้แข็งแรง-ปลอดภัย กรมชลประทานให้ความสำคัญเป็นอันดับต้น ๆ ผ่าน 6 มาตรการด้านความปลอดภัยเขื่อน ที่เป็นรูปธรรม มีประสิทธิภาพ ตามหลักมาตรฐานวิศวกรรมและตามข้อกำหนดของมาตรฐานสากลครบถ้วนทุกมิติ ขับเคลื่อนผ่านกลไกที่สำคัญทั้งการจัดการฐานข้อมูล หรือ Big Data-การเข้าถึงข้อมูล-ระบบช่วยตัดสินใจที่มีประสิทธิภาพ
บนมาตราการหลักความปลอดภัยเขื่อนของกรมชลประทาน ทั้ง 1.การเตรียมความพร้อมและการเริ่มตั้งแต่ขั้นตอนการศึกษา สำรวจ ออกแบบ ไปจนถึงการก่อสร้างยึดมาตรฐานวิศวกรรมสากลอย่างเคร่งครัด เพื่อให้มั่นใจว่าเขื่อนทุกแห่งมีความมั่นคง ปลอดภัย ใช้งานได้ตามวัตถุประสงค์ รองรับสภาพภูมิอากาศที่เปลี่ยนแปลงได้ 2. การเฝ้าระวัง ดูแล ตรวจสอบระบบเตือนภัย ระหว่างก่อสร้าง ภายหลังก่อสร้าง และตลอดการใช้งานของเขื่อน โดยหน่วยงานที่เกี่ยวข้องในสังกัดกรมชลประทานทั่วประเทศ จะตรวจสอบสภาพเขื่อนเป็นประจำสม่ำเสมอ ทั้งด้วยสายตา หรือ Visual Inspection และเครื่องมือวัดอัตโนมัติ โดยแบ่งออกเป็น 5 ประเภท แบบเช็คลิสต์ตามปกติเป็นประจำทุกวัน-ตรวจสภาพประจำปี-ตรวจสภาพตามระยะเวลาการใช้งานและสภาพความเสี่ยงของเขื่อนนั้นๆ-ตรวจสภาพโดยกรณีพิเศษเมื่อมีเหตุการณ์ผิดปกติ-ตรวจสภาพเพื่อเฝ้าระวัง เช่น ฝนตกหนัก แผ่นดินไหว รั้วซึมผิดปกติ ข้อมูลทุกอย่างถูกรายงานเข้าสู่ส่วนกลาง วิเคราะห์ผลโดยผู้เชี่ยวชาญ และนำเข้าสู่ระบบสารสนเทศเพื่อจัดการอย่างทันท่วงที
เช่นเดียวกับ 3.การซ่อมแซม ปรับปรุงและบำรุงรักษา เพื่อให้เขื่อนอยู่ในสภาพมั่นคง แข็งแรง ปลอดภัย พร้อมใช้อยู่ตลอดเวลา ที่เป็นผลจากการเฝ้าระวัง อาทิ ตรวจสภาพด้วยสายตา ติดตามเครื่องมือวัดพฤติกรรมเขื่อน ประเมินความเสี่ยง จึงต้องจัดลำดับความสำคัญประกอบจัดทำแผ่นซ่อมแซม บำรุงรักษา เพื่อประกอบจัดทำงบประมาณให้สอดคล้องกับสภาพจริง 4.แผนรับมือฉุกเฉิน กรณีเขื่อนเกิดการวิบัติ กรมชลประทานจัดทำแผนเตรียมความพร้อมหรือ EPP และแผนปฏิบัติการกรณีฉุกเฉินหรือ EAP เพื่อลดการสูญเสียชีวิตทรัพย์สินของประชาชนด้านท้ายน้ำ 5.การบริหารจัดการน้ำในเขื่อนเพื่อความปลอดภัย เหมาะสมภายใต้สภาวะการเปลี่ยนแปลงภูมิอากาศ เพื่อลดผลกระทบกับชีวิตทรัพยสินของประชาชนด้านท้ายน้ำ
6.การสร้างความเชื่อมั่นให้กับประชาชน โดยได้พัฒนาเทคโนโลยีสารสนเทศให้ประชาชนเข้าถึงข้อมูลความปลอดภัยของเขื่อนในพื้นที่ได้เอง พร้อมประชาสัมพันธ์ ให้ความรู้เกี่ยวกับเขื่อนอย่างต่อเนื่อง เพื่อให้ประชาชนมั่นใจว่าเขื่อนที่อยู่ใกล้บ้านของเขานั้นปลอดภัย
ต้องยอมรับ 123 ปีกรมชลประทานได้พัฒนาอย่างต่อเนื่องเป็นลำดับ และนำระบบ Big Data และ Internet of Things หรือ IoT มาเป็นกุญแจสำคัญช่วยตรวจวัดพฤติกรรมเขื่อนผ่านเครื่องมืออัตโนมัติ พัฒนาระบบช่วยตัดสินใจ จนสามารถแจ้งเตือน คาดการณ์สถานการณ์ล่วงหน้าแบบเรียลไทม์ ฉะนั้นความปลอดภัยมั่นคงของเขื่อนทั่วประเทศ เป็นสิ่งที่ประชาชนทุกคนควรรู้ เข้าใจ มีส่วนร่วมในการเฝ้าระวัง ให้สมกับเขื่อนมั่นคง ประชาชนในประเทศไทยก็ปลอดภัย.