โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ย้อนเหตุการณ์ประวัติศาสตร์ ไทยเรียกทูตกลับ ประท้วงสหรัฐฯละเมิดอธิปไตย

Khaosod

อัพเดต 21 มิ.ย. 2568 เวลา 13.03 น. • เผยแพร่ 21 มิ.ย. 2568 เวลา 13.03 น.

ย้อนอดีต2518 ไทยเรียกทูตกลับ ประท้วงสหรัฐฯละเมิดอธิปไตย

กรณีกระทรวงการต่างประเทศชี้แจงว่าได้เชิญนายตุลย์ไตรโสรัสเอกอัครราชทูตกรุงพนมเปญกลับมาเพื่อหารือข้อราชการตามปกติท่ามกลางความตึงเครียดระหว่างไทยและกัมพูชานั้นกรณีคล้ายคลึงนี้ได้เคยเกิดขึ้นเมื่อ50 ปีก่อน

เมื่อรัฐบาล...คึกฤทธิ์ปราโมชได้เคยให้เอกอัครราชทูตกรุงวอชิงตันเดินทางมากรุงเทพเพื่อปรึกษาข้อราชการ ซึ่งเป็นเหตุการณ์ความสัมพันธ์ทางการทูตที่ตึงเครียดที่สุดครั้งหนึ่งในประวัติศาสตร์ซึ่งผู้นำรัฐบาลไทยและกระทรวงต่างประเทศในยุคนั้นได้แสดงท่าทีที่หนักแน่นและชัดเจนมากเหตุการณ์นี้จบลงด้วยการที่รัฐบาลสหรัฐฯขอขมารัฐบาลไทย

เวลา04.30 น. ของเช้ามืดวันที่14 พฤษภาคม2518สหรัฐฯส่งกำลังนาวิกโยธินจำนวน1,100 คนจากฐานทัพที่โอกินาวามาขึ้นที่อู่ตะเภา โดยไม่ได้แจ้งให้กับรัฐบาล ไทยทราบเป็นการดำเนิน ตามมาตรการแข็งกร้าวต่อ กัมพูชา ให้ปล่อยเรือสินค้าสหรัฐ ชื่อมายาเกวซ ที่เรือรบเขมรแดงจับไป พร้อมกับลูกเรือ39คน เมื่อวันที่12 พฤษภาคม จากนั้นได้ลากไปจอดลอยลำทิ้งสมอไว้ที่เกาะตาง ใกล้กับเมืองกำปงโสม

เรือเอสเอส มายาเกวซ ขณะถูกเรือปืนของเขมรแดงล้อมรอบ

เรือเอสเอส มายาเกวซ ขณะถูกเรือปืนของเขมรแดงล้อมรอบ

ก่อนหน้านั้นท่าทีแข็งกร้าวของสหรัฐฯ เป็นที่รับรู้กว้างขวาง และสร้างความวิตกให้กับรัฐบาลไทย บ่ายวันอังคารที่13 พฤษภาคม ม.ร.วคึกฤทธิ์ปราโมชนายกรัฐมนตรีได้เชิญนายเอ็ดเวิร์ดมาสเตอร์อุปทูตสหรัฐฯโดยแจ้งให้ทราบว่ารัฐบาลไทยไม่ต้องการเกี่ยวข้องกับกรณีพิพาทระหว่างสหรัฐฯกับกัมพูชาและไม่ต้องการให้สหรัฐใช้ฐานทัพในไทยปฏิบัติการคุกคามหรือรุกรานประเทศกัมพูชา

เมื่อเหตุการณ์กลับตาลปัตร เช่นนั้น ช่วงบ่ายวันที่14 พฤษภาคมรัฐบาลจึงเรียกอุปทูตสหรัฐมาพบที่ทำเนียบรัฐบาล เพื่อสอบถามข้อเท็จจริง" ซึ่งอุปทูต สหรัฐฯ ยอมรับว่าเป็นความจริงรัฐบาลไทยจึงยื่นประท้วงต่อรัฐบาลสหรัฐฯ

การประชุมรัฐบาล และหน่วยงานความมั่นคงของสหรัฐฯ เพื่อชิงเรือมายาเกวซ

การประชุมรัฐบาล และหน่วยงานความมั่นคงของสหรัฐฯ เพื่อชิงเรือมายาเกวซ

หม่อมราชวงศ์ คึกฤทธิ์กล่าวกับผู้สื่อข่าวว่า การกระทำของสหรัฐฯครั้งนี้เป็นการล่วงล้ำอธิปไตยของไทยเพราะได้พูดขอร้องกันไว้ก่อนอย่างฉันท์มิตรว่าอย่าให้ประเทศไทย เกี่ยวข้องกับเหตุการณ์ระหว่างสหรัฐฯ กับกัมพูชา

และถ้าหากมีการนำทหารสหรัฐฯ เข้ามายังฐานทัพในประเทศไทย ก็จะต้องได้รับความเห็นชอบจากรัฐบาลเสียก่อน"เป็นการละเมิดอธิปไตยของเรา อย่าง แน่นอนเมื่ออุปทูตสหรัฐ ซึ่งเป็นผู้แทนของสหรัฐรับปากกับผมซึ่งเป็นหัวหน้ารัฐบาลย่อมถือได้ว่าเป็นข้อผูกพันระหว่างรัฐบาล ทั้งสอง เมื่อสหรัฐฯไม่ทำตาม ก็เป็นการละเมิดอธิปไตยของเรา"

ในภายหลังมีรายงานว่า สหรัฐฯ ได้แจ้งปฎิบัติการนี้ กับผู้นำทางทหารของไทย ดังที่เคยปฎิบัติมาในยุครัฐบาลทหาร ซึ่งเป็นสิ่งที่ รัฐบาลพลเรือน ของม.ร.ว.คึกฤทธิ์ไม่ยอมรับวิธีการนี้อีกต่อไป

“ประชาชาติ” ฉบับ 15 พ.ค.18 พาดหัวข่าว ปฎิกิริยาความไม่พอใจอย่างรุนแรงของรัฐบาลไทยและคนไทย

“ประชาชาติ” ฉบับ 15 พ.ค.18 พาดหัวข่าว ปฎิกิริยาความไม่พอใจอย่างรุนแรงของรัฐบาลไทยและคนไทย

ช่วงเวลาตึงเครียด

รายงาน ข่าวจากเจ้าหน้าที่ระดับสูง กระทรวงต่างประเทศเปิดเผยว่าความสัมพันธ์ ระหว่างประเทศไทยกับสหรัฐตึงเครียดถึงที่สุดเมื่อเช้าวันที่14 พฤษภาคม

เมื่อเวลา10.00น. กระทรวงการต่างประเทศ ได้โทรศัพท์ไปยังสถานทูตสหรัฐฯ ถนนวิทยุถามว่าสหรัฐจะถอนนาวิกโยธิน1,100 คนซึ่งนำเข้ามาที่อู่ตะเภา ออกจากประเทศไทยภายใน24ชั่วโมงตามที่รัฐบาลไทยได้ประท้วงไปได้หรือไม่"สถานทูต ตอบมาว่า"ไม่ได้' ซึ่งเป็นการกล่าวที่โอหังและสบประมาทมาก

“ประชาชาติ” ฉบับ 16 พ.ค.18 พาดหัวข้อเสนอ กต. ให้เรียกทูตกลับ และให้สหรัฐฯ ถอนฐานทัพออกจากประเทศไทยทันที

“ประชาชาติ” ฉบับ 16 พ.ค.18 พาดหัวข้อเสนอ กต. ให้เรียกทูตกลับ และให้สหรัฐฯ ถอนฐานทัพออกจากประเทศไทยทันที

กระทรวงต่างประเทศ จึงได้เสนอ มาตรการ3ข้อ เพื่อปฏิบัติตอบต่อสหรัฐฯ ให้นายกรัฐมนตรีซึ่งเป็น ผู้รักษาการรัฐมนตรีต่างประเทศ(พลตรี ชาติชาย ชุณหะวัณ รมว.ต่างประเทศ อยู่ระหว่างการเดินทางไปต่างประเทศ)ได้ดำเนินการต่อไป

ประการแรกให้เรียกเอกอัครราชทูตไทยในสหรัฐฯกลับ

ประการต่อมากระทรวงการต่างประเทศจะ ได้ทำหนังสือถึงสถานทูตต่างๆ ในกรุงเทพฯ โดยชี้แจงให้ทราบถึงสถานการณ์ที่เกิดขึ้นว่า ในประเทศไทย ได้ประท้วงสหรัฐไปแล้วแต่สหรัฐไม่ยอมกระทำตาม" จึงขอประณามการกระทำของสหรัฐว่าเป็นการกระทำของผู้มีกำลังอำนาจที่ขาดสติ"

และประการที่สาม เจ้าหน้าที่ว่าเป็นการประกาศไล่ให้สหรัฐฯถอนกำลังทหาร ทั้งหมดในประเทศไทยออกไปทันที

เจ้าหน้าที่ระดับสูงกระทรวงต่างประเทศ เปิดเผยมาตรการทั้งสามประการจะ ดำเนินการต่อสหรัฐฯในทันที และถ้าสหรัฐฯ ยังแสดง ท่าทีที่คุกคามต่อเอกราช และอธิปไตยของไทยต่อไป ก็จะพิจารณาถึงขั้นตัดสัมพันธ์ทางการทูตต่อกัน

ส่วนความเคลื่อนไหวของมวลชนได้มีการชุมนุมประท้วงการกระทำของสหรัฐฯโดยมีผู้เข้าร่วมชุมนุมประมาณสามหมื่นคน

จากนั้นในวันที่16 พฤษภาคม2518 รัฐบาลไทย ได้มี แถลงการณ์ ดังต่อไปนี้(ในช่วงนั้น ไทยเรียกประเทศกัมพูชาว่า เขมร)

“ตามที่รัฐบาลได้ออกแถลงการณ์ เมื่อวันพุธที่14 พฤษภาคม2518เกี่ยวกับการประท้วง ต่อรัฐบาลสหรัฐฯให้ถอนกำลังนาวิกโยธินที่ได้ส่งเข้ามายังฐานทัพอู่ตะเภาเพื่อเตรียมตอบโต้เขมร ในกรณีพิพาทที่กำลังดำเนินอยู่โดยทันทีนั้น

ต่อมาเมื่อวันพฤหัสบดีที่15พฤษภาคม2518 ปรากฏว่าผ่ายสหรัฐฯ มิได้ปฏิบัติตามคำประท้วงและเรียกร้องของรัฐบาลไทยเกี่ยวกับการถอนทหารนาวิกโยธินออกจากประเทศไทย แต่กลับใช้กำลังทหารดังกล่าวจู่โจมยืดเรือ"'มายาเกวซคืน” จากฝายเขมรและยังได้ใช้เครื่องบินรบสหรัฐฯที่ประจำอยู่ณฐานทัพไทยออกปฏิบัติการสนับสนุนทางอากาศด้วย

การกระทำของผ่ายสหรัฐ ๆ ตามที่กล่าวมานี้ เป็น การจงใจผืนมติของรัฐบาลไทยดังที่ฯพณฯ นายกรัฐมนตรีได้แจ้งให้อุปทูตสหรัฐฯทราบเมื่อวันอังคารที่13 พฤษภาคม2518ว่าไทยไม่ประสงค์ที่จะยุ่งเกี่ยวด้วยในกรณีพิพาทระหว่างสหรัฐฯกับเขมรและหากรัฐบาลสหรัฐฯตกลงใจที่จะใช้กำลังทหารตอบโต้เขมรรัฐบาลไทยก็ไม่อาจทีจะให้ใช้ดินแดนไทยเพื่อดำเนินการดังกล่าวได้

นอกจากนั้นรัฐบาลสหรัฐฯยังได้แสดง ท่าทีว่า มิได้คำนึงถึงความประสงค์ของรัฐบาล และประชาชนชาวไทย หรือก่อความเสียหาย ที่อาจเกิดขึ้นแก่ความสัมพันธ์ระหว่างประเทศไทยกับประเทศเพื่อนบ้านและกับสหรัฐฯเองแต่ประการใดเลยเนื่องจากการกระทำของสหรัฐฯอันไม่มีลักษณะฉันท์มิตรเช่นนี้ รัฐบาลจึงมีความจำเป็น ที่จะต้องดำนินมาตรการเพื่อป้องกันมิให้เหตุการณ์อัน เป็นการละเมิดอำนาจอธิปไตยและลบหลู่เกียรติภูมิ ของชาติเกิดขึ้นได้อีก เพื่อการนี้รัฐบาลจึงได้สั่ง ให้ดำเนินการดังต่อไปนี้

1.ให้กระทรวง การต่างประเทศ จัดทำ บันทึกประท้วงต่อสหรัฐฯอีกครั้งหนึ่งโดยระบุถึง พฤติการณ์ของสหรัฐฯ ที่ผ่าผืนมติของรัฐบาลไทย และแจ้งความจำเป็น ที่รัฐบาลไทยจะต้องพิจารณาทบทวนข้อผูกพันทุกลักษณะทุกประการที่ไทยมีอยู่กับสหรัฐ ๆรวมทั้งการควบคุม การใช้ฐานทัพ และสิ่งอำนวยความสะดวกทางทหารในประเทศไทยอย่างเคร่งครัดให้เหมาะสมแก่สถาน-การณ์บัจจุบัน และความต้องการของรัฐบาลไทย

2.ให้กระทรวง การต่างประเทศยื่นบันทึกประ ท้วงฉบับนี้ ต่อสถานเอกอัครราชทูตสหรัฐ ฯ ณ กรุงเทพฯ และในขณะเดียวกัน สั่งการให้เอกอัครราชทูต ณ กรุงวอชิงตันยื่นบันทึกดังกล่าวนี้ต่อกระทรวงการต่างประเทศสหรัฐ ๆ อีกทางหนึ่งด้วย

3. ให้เอกอัครราชทูตกรุงวอชิงตันเดินทางมากรุงเทพเพื่อปรึกษาข้อราชการ

วันสาร์ที่17พฤษภาคม นายอานันท์ปันยารชุน เอกอัครราชทูตไทยประจำสหรัฐอเมริกา ได้ยื่นหนังสือประท้วงต่อรัฐบาลสหรัฐฯพร้อมได้พบกับนายเฮนรี คิสซินเจอร์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ ซึ่งได้แสดงความเสียใจในเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น ก่อนที่นายอานันท์ จะเดินทางกลับประเทศไทยพร้อมกับภริยา โดยเดินทางถึงสนามบินดอนเมืองในคืนวันที่21 พฤษภาคม

สหรัฐฯยอมขอขมา

วันที่19พฤษภาคมเวลา09.45 น.นายเอ็ดเวิร์ด มาสเตอร์ส อุปทุตสหรัฐประจำประเทศไทย ได้เข้าพบพลตรีชาติชาย ชุณหะวัณ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศพร้อมกับเป็นผู้ลงนาม นำจดหมายจากรัฐบาลสหรัฐที่ส่งมาทางวิทยุโทรศัพท์ มอบให้ ที่กระทรวงการต่างประเทศ

“ประชาชาติ” ฉบับ 20 พ.ค.18 พาดหัวข่าว สหรัฐฯ ยอมขอขมา

“ประชาชาติ” ฉบับ 20 พ.ค.18 พาดหัวข่าว สหรัฐฯ ยอมขอขมา

พลตรีชาติชาย เปิดเผยใจความสำคัญในจดหมายว่า"รัฐบาลสหรัฐเข้าใจถึงปัญหาที่ได้สร้างขึ้นในประเทศไทยว่า เป็นการรุกล้ำอธิปไตย และรัฐบาลสหรัฐฯขอย้ำอีกครั้งหนึ่งว่ามีความเสียใจที่เหตุการณ์นั้นๆ ได้เกิดขึ้นแต่อย่างไรก็ตาม สหรัฐฯยังคงมีนโยบาย ที่จะเคารพในอธิปไตยของประเทศไทยอย่างไม่เปลี่ยนแปลง กับขอยืนยันว่าจะไม่ให้เหตุการณ์ทำนองนี้เกิดขึ้นอีก รัฐบาลสหรัฐฯมุ่งหวังจะร่วมมือด้วยทุกประการกับประเทศ ไทยด้วยความกลมเกลียว และ มีมิตรภาพ ต่อไป"

รัฐมนตรี ว่าการกระทรวงการต่างประเทศกล่าวว่า แม้จดหมายของรัฐบาลสหรัฐจะไม่มีคำว่า"ขอขมา" อย่างชัดแจ้ง แต่การที่สหรัฐกล่าวว่า จะไม่ให้เหตุการณ์ทำนองนี้เกิดขึ้นอีก ก็น่าจะเป็นการขอขมาที่เพียงพอได้แล้ว

"เมื่อยอมรับว่า ทำผิดไปแล้วและจะไม่ยอมกระทำอีก เป็นเรื่องที่เราน่าจะพอใจ" พลตรีชาติชายกล่าวและเสริมว่า"เมื่อเขาขอขมาต่อรัฐบาล และรัฐบาล ของเรา ได้ มาจากประชาชน ประชาชนก็น่าจะพอใจ แม้ว่ารัฐบาลสหรัฐไม่ได้ขอขมาต่อประชาชนคนไทยก็ตาม"

ทั้งนี้รัฐบาลยังต้องเรียกนายอานันท์ ปันยารชุน เอกอัครราช ทูต ไทย ณกรุง วอชิงตัน กลับมาแน่นอนทั้งนี้เพื่อปรึกษาถึงแนวนโยบายและทบทวนเหตุการณ์ต่างๆโดยเฉพาะอย่างยิ่งสัญญาระหว่างไทย-สหรัฐ ฉบับปี2493ซึ่งไทยยังเสียเปรียบ ทั้ง ด้าน การ ทหารและด้านเศรษฐกิจ

ทางด้านประธานาธิบดีเจอรัลด์ฟอร์ดแห่งสหรัฐฯได้แถลงขอโทษรัฐบาลไทยในสภาคองเกรสอีกด้วย

ซากเฮลิคอปเตอร์ สหรัฐฯ 2 ใน 3 ลำที่โดนยิงตก บนชายหาดเกาะตาง

ซากเฮลิคอปเตอร์ สหรัฐฯ 2 ใน 3 ลำที่โดนยิงตก บนชายหาดเกาะตาง

ในส่วนปฎิบัติการทางการทหารของสหรัฐฯ ในวันที่14 พฤษภาคม ประสบความสำเร็จในเวลาประมาณ11.00 น. สามารถช่วยเหลือตัวประกันได้ทั้ง39 คนรวมถึงลูกเรือประมงของไทยจำนวน5 คน และนำเรือมายาเกวซ กลับคืนมาได้โดยมีความสูญเสียด้วยกันของทั้งสองฝ่าย

ฝ่ายสหรัฐฯ เสียชีวิต15 นาย บาดเจ็บ41 นาย สูญหาย3 นาย(เสียชีวิต) เฮลิคอปเตอร์3 ลำถูกยิงตก ส่วนฝ่ายเขมรแดง เสียชีวิต13–25 นาย บาดเจ็บ15 นาย เรือปืนจมลง3 ลำ ซึ่งทั้งสองฝ่ายต่างอ้างชัยชนะ

นาวิกโยธิน สหรัฐฯ ขึ้นเคลียร์เรือมายาเกวซ

นาวิกโยธิน สหรัฐฯ ขึ้นเคลียร์เรือมายาเกวซ

อ่านข่าวต้นฉบับได้ที่ : ย้อนเหตุการณ์ประวัติศาสตร์ ไทยเรียกทูตกลับ ประท้วงสหรัฐฯละเมิดอธิปไตย

ติดตามข่าวล่าสุดได้ทุกวัน ที่นี่
- Website : https://www.khaosod.co.th

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...