MIND: คุณอาจ ‘เจ็บป่วย’ ได้ แต่อย่ามองตัวเองว่าเป็น ‘คนป่วย’ เพราะหากยึดติดกับความคิดนี้ มันจะทำให้คุณ ‘ป่วยแบบถาวร’
ทุกวันนี้ในยุคที่การแพทย์ก้าวหน้าและการวินิจฉัยโรคเป็นไปได้สารพัดมิติ ข้อดีคือเรามีโอกาสรู้ 'ความเจ็บป่วย' ของตัวเองสารพัดรูปแบบ ในแง่การแพทย์และสาธารณสุขนับเป็นสิ่งที่ดี แต่ในเชิงจิตวิทยา คำถามที่สำคัญคือสิ่งเหล่านี้ 'ดีต่อใจ' แค่ไหน? การรับรู้ว่าตนเองป่วยเป็นโรคที่รักษาไม่หาย ต้องประคับประคองอาการไปเรื่อยๆ แบบพวกโรคประจำตัวต่างๆ ที่จะอยู่กับเราไปจนตาย มันส่งผลทางจิตใจกับผู้คนอย่างมาก
และจากมุมนี้ จูดิธ เอ็ม. ฟอร์ด (Judith M. Ford) นักจิตวิทยาและนักเขียนผู้เป็นโรคภูมิแพ้ประหลาด ได้มีข้อคิดดีๆ ที่น่าสนใจเธอบอกว่าถึงเธอจะมีโรคประจำตัวและเคยเจ็บป่วยถึงขั้นต้องนอนโรงพยาบาล แต่เธอไม่เคยมองว่าตัวเองเป็นคนป่วยเลย ถ้าอาการกำเริบ ก็อัดยาเข้าไป แล้วก็ใช้ชีวิตไปตามปกติ เดี๋ยวมันก็หาย และเธอก็อยู่มาจนเกือบ 80 ปีแล้ว
ประเด็นของจูดิธคือ ถ้าเรายิ่งคิดไปว่าตัวเองป่วย เราจะยิ่ง 'ทำตัวแบบคนป่วย' และหากเป็นแบบนั้นบุคลากรด้านสาธารณสุขก็น่าจะชอบใจ แต่คำถามของชีวิตเราเองก็คือ เราจะให้ความป่วยไข้มาเป็นตัวตนของเราจริงๆ หรือ? โดยเฉพาะสำหรับคนที่เป็นโรคอะไรที่ไม่มีทางรักษาหาย หรือไม่มีทางหายขาด
การตระหนักว่าตนเองป่วย มันทำให้เรามีความระมัดระวังในการใช้ชีวิตมากขึ้นก็จริง แต่อีกด้าน ถ้าเรามัวแต่พะวงกับอาการป่วยและคิดว่าเราคือคนป่วยตลอดเวลา เราจะลืมไปว่าเราเคยเป็นอะไรในโลกนี้มา และ 'ตัวตน' ของเราก็จะเหลือเพียงคนป่วยที่กำลังรอความตายเท่านั้น
ประเด็นพวกนี้สำคัญ เพราะมันไม่ใช่แค่ตัวเราเองเท่านั้น แต่การบอกสังคมว่าเราป่วย สังคมก็จะปฏิบัติกับเราแบบ ‘คนป่วย' ด้วย ตามความเข้าใจของคนทั่วไปว่าควรจะปฏิบัติกับ 'คนป่วย' อย่างไร
ทั้งหมดที่ว่ามา อาจขัดกับที่มีการรณรงค์กันในช่วงหลังๆ ให้ 'ปฏิบัติกับผู้ป่วยอย่างเข้าใจ' แต่นี่แหละประเด็น คือสังคมยิ่งใจดีกับคนป่วยเท่าไร คนป่วยก็ยิ่งรู้สึกว่าตนเองเป็นคนป่วย แต่จะไม่มีปัญหาเลย ถ้าเราอยากเป็นคนป่วยกันจริงๆ ประเด็นคือพื้นฐานของมนุษย์ทั่วไปนั้น น่าจะไม่มีใครจะอยากเป็นคนป่วย
และนี่แหละประเด็นของจูดิธ เรา 'เจ็บป่วย' ได้ แต่เราอย่าให้ความเจ็บป่วยนั้นกลายมาเป็นตัวตนของเรา อย่างน้อยก็คือไม่ใช่ในระดับที่เราจะลืมตัวตนด้านอื่นๆ ที่ผู้คนจดจำเรา ซึ่งไม่ได้เกี่ยวพันอะไรกับความเจ็บป่วย
แน่นอน ที่ว่ามาทั้งหมดนี้คงไม่มีน้ำหนักอะไรเท่าไร หากคนพูดไม่ใช่จูดิธ ซึ่งเป็นคนที่ตรวจพบโรคภูมิแพ้ประหลาด รักษาไม่หายมาตั้งแต่อายุ 50 เศษๆ และเธอก็อยู่กับมันมากว่า 2 ทศวรรษแล้ว
เรื่องนี้อาจสอนเราว่า สำหรับคนที่ป่วยเป็นโรคที่รักษายากนั้น กำลังใจในการต่อสู้กับโรคอาจสำคัญก็จริง แต่ในกรณีของโรคที่ไม่มีทางรักษา ความเข้าใจในโรคและการดูแลตนเอง และความคิดนี้ก็เป็นเพียง ‘ส่วนหนึ่งของชีวิต’ ของเราเองที่มีหลายมิติ และเป็นเรื่องสำคัญที่จะทำให้เรามีชีวิตปกติต่อไปได้
แต่ใดๆ ก็ตาม การไม่มองว่าตนเองคือ 'คนป่วย' ก็เป็นคนละเรื่องกับการใช้ชีวิตอย่างไม่ระมัดระวัง เพราะมนุษย์นั้นก็ควรต้องใช้ชีวิตโดยไม่ประมาทกับสิ่งที่จะเป็นภัยใดๆ กับตนอยู่แล้ว โดยไม่ต้องมองว่าตัวเอง 'เป็น' อะไรบางอย่างก่อนจึงค่อยระวัง