โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

หุ้น การลงทุน

แผนยุทธศาสตร์ Mission 2000 “ลูกธนูสามดอก” ขับเคลื่อนหุ้นไทย แตะ 2,000 จุด ใน 5 ปี

การเงินธนาคาร

อัพเดต 05 มิ.ย. 2568 เวลา 15.26 น. • เผยแพร่ 05 มิ.ย. 2568 เวลา 08.26 น.

นักศึกษาหลักสูตรผู้บริหารระดับสูง สถาบันวิทยาการตลาดทุน (วตท.) รุ่นที่ 35 ได้ทำบทวิจัยเรื่อง ‘Mission 2000 : Confidence, Continuity and Connecttivity’ ยุทธศาสตร์ยกระดับดัชนีหุ้นไทยสู่เป้าหมาย 2,000 จุด ภายใน 5 ปี ผ่านยุทธศาสตร์ "ลูกธนูสามดอก"

บทวิจัย ‘Mission 2000 : Confidence, Continuity and Connecttivity’ จากคณะนักศึกษาหลักสูตรผู้บริหารระดับสูง สถาบันวิทยาการตลาดทุน (วตท.) รุ่นที่ 35 โดยบทวิจัยนี้มุ่งหวังพัฒนาแผนยุทธศาสตร์ยกระดับดัชนีตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (SET Index) จากระดับปัจจุบันที่ประมาณ 1,200 จุด ให้ทะยานสู่เป้าหมาย 2,000 จุด ภายในกรอบระยะเวลา 5 ปี อันเป็นการเติบโตที่คาดการณ์ไว้ประมาณ 66%

กลไกหลักในการขับเคลื่อนภารกิจนี้ คือ ยุทธศาสตร์ "ลูกธนูสามดอก" (Three Arrows) ซึ่งประกอบด้วยการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานที่จำเป็น (Hard Infrastructure) การปฏิรูปโครงสร้างพื้นฐานเชิงสถาบัน (Soft Infrastructure) อย่างมีนัยสำคัญ และการยกระดับภาคบริการทางการแพทย์สู่การเป็นศูนย์กลางทางการแพทย์ (Medical Hub)

วิเคราะห์แผนยุทธศาสตร์ Mission 2000 ขับเคลื่อน SET Index แตะ 2,000 จุด ใน 5 ปี

สถานการณ์และปัจจัยขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทย เศรษฐกิจไทยในปัจจุบันกำลังเผชิญหน้ากับสภาวะการเติบโตที่ชะลอตัว โดยติดอยู่ใน ภาวะ "กับดักรายได้ปานกลาง" และมีอัตราการขยายตัวหลังการระบาดของโควิด-19 เพียง -2.2% ต่อปี ประเทศกำลังแสวงหาเครื่องยนต์ใหม่ในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจภายหลังจากภาคการท่องเที่ยวได้รับผลกระทบอย่างหนัก

ขณะเดียวกันก็ต้องรับมือกับความท้าทายเชิงโครงสร้าง อาทิ สังคมสูงวัย การขาดแคลนแรงงานที่มีคุณภาพ และโครงสร้างกฎหมายที่อาจยังไม่สอดรับกับพลวัตทางเศรษฐกิจสมัยใหม่ นอกจากนี้ ความผันผวนจากปัจจัยภูมิรัฐศาสตร์และสงครามการค้ายังคงเป็นปัจจัยที่อาจส่งผลให้เศรษฐกิจไทยเติบโตในอัตราที่ต่ำลง

เพื่อให้บรรลุเป้าหมาย SET 2000 แผนงาน "Mission 2000" ได้ตั้งสมมติฐานปัจจัยขับเคลื่อนหลัก 3 ประการ ได้แก่

  • การเพิ่มขึ้นของอัตราส่วนราคาต่อกำไรสุทธิ (P/E Multiple) ของตลาดจาก 14 เท่า เป็น 18 เท่า อันเป็นผลมาจากความเชื่อมั่นของนักลงทุนที่เพิ่มสูงขึ้น
  • อัตราการเติบโตของกำไรบริษัทจดทะเบียน (Earnings Growth) เฉลี่ย 3.65% ต่อปีอย่างต่อเนื่องเป็นระยะเวลา 5 ปี
  • การเติบโตของบริษัทจดทะเบียนในอัตรามากกว่า 5% ต่อปี

ลูกธนูดอกที่ 1 เสริมสร้างความแข็งแกร่งผ่านโครงสร้างพื้นฐาน (Hard Infrastructure)

ลูกธนูดอกแรก มุ่งเน้นการลงทุนในโครงสร้างพื้นฐานที่สำคัญของประเทศ ซึ่งครอบคลุมถึงระบบการจัดการน้ำและระบบชลประทาน การพัฒนาระบบขนส่งเชื่อมโยง และการเตรียมโครงสร้างพื้นฐานเพื่อรองรับการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ การลงทุนในโครงการโครงสร้างพื้นฐานขนาดใหญ่ คิดเป็นสัดส่วน 22% ของผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ (GDP) ภายใน 5 ปีข้างหน้า

คาดว่าจะสามารถสร้างการเติบโตทางเศรษฐกิจเพิ่มขึ้นจากกรณีฐานได้ 1.5-2% ต่อปี หากโครงการดังกล่าวสามารถเพิ่มผลิตภาพของประเทศได้อย่างแท้จริง การลงทุนเหล่านี้ถือเป็นรากฐานสำคัญในการยกระดับขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศและสนับสนุนการเติบโตทางเศรษฐกิจในระยะยาว

ลูกธนูดอกที่ 2 การปฏิรูปโครงสร้างพื้นฐานเชิงสถาบัน (Soft Infrastructure) เพื่อการเติบโตที่ยั่งยืน

ลูกธนูดอกที่ 2 การปฏิรูปเชิงโครงสร้างที่ซับซ้อนและหลายมิติ โดยมีองค์ประกอบสำคัญ ดังนี้

  • การปฏิรูปการคลัง ประกอบด้วยการขยายฐานการจัดเก็บภาษีควบคู่ไปกับการปรับอัตราภาษีให้อยู่ในระดับที่สามารถแข่งขันได้ เพื่อสร้างแรงจูงใจให้ภาคธุรกิจเข้าสู่ระบบอย่างถูกต้อง พร้อมกันนี้ จะมีการพิจารณาทบทวนการปรับขึ้นอัตราภาษีมูลค่าเพิ่มตามความเหมาะสม และการจัดเก็บภาษีประเภทใหม่ๆ เช่น ภาษีสิ่งแวดล้อม และภาษีธุรกิจดิจิทัล เพื่อให้สอดรับกับโครงสร้างเศรษฐกิจที่เปลี่ยนแปลงไป
  • การปฏิรูปการศึกษา เพื่อสนับสนุนการเติบโตทางเศรษฐกิจอย่างยั่งยืน จะมีการปรับเปลี่ยนแนวทางการใช้งบประมาณด้านการศึกษา มุ่งเน้นการเรียนรู้ตั้งแต่วัยเยาว์ไปจนถึงการเรียนรู้ตลอดชีวิต โดยให้ความสำคัญกับผลสัมฤทธิ์ของผู้เรียน การนำเทคโนโลยีมาประยุกต์ใช้เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพ และการปรับปรุงหลักสูตรให้ทันสมัย โดยเน้นทักษะที่จำเป็นสำหรับอนาคต เช่น ความรู้ทางการเงิน (Financial Literacy) ทักษะการเป็นผู้ประกอบการ (Entrepreneurship) และทักษะดิจิทัล (Digital Skills)
  • การพัฒนาโมเดลธุรกิจที่แข็งแกร่ง ผลสำรวจผู้บริหารชี้ว่า 80% ของผู้บริหารมีความเชื่อมั่นในระดับปานกลางต่อศักยภาพในการรักษาอัตราการเติบโตที่ 5% ต่อปี ต่อเนื่องเป็นระยะเวลา 5 ปี งานวิจัยนี้เสนอแนะให้ภาคธุรกิจไทยพัฒนาขีดความสามารถทั้งในแนวดิ่ง (Vertical Integration) เพื่อควบคุมห่วงโซ่อุปทาน และในแนวนอน (Horizontal Expansion) เพื่อขยายตลาดและกระจายความเสี่ยง การวิเคราะห์ด้วยแบบจำลองสมการโครงสร้าง (SEM) พบว่าปัจจัยด้านการลงทุนและนวัตกรรม (β=+0.41) และธรรมาภิบาลองค์กร (β=+0.33) มีอิทธิพลเชิงบวกสูงสุดต่อการเติบโตของธุรกิจ
  • การยกระดับธรรมาภิบาล การวิเคราะห์ข้อมูล พบว่า บริษัทที่มีธรรมาภิบาลในระดับ "ดีเยี่ยม" มีแนวโน้มที่จะสร้างผลตอบแทนต่อส่วนของผู้ถือหุ้น (ROE) มากกว่า 10% ถึง 80% และ 70% ของบริษัทกลุ่มนี้แสดงความเชื่อมั่นในการรักษาอัตราการเติบโตที่ 5% ต่อปี อย่างไรก็ตาม ยังคงมีความท้าทายบางประการ เช่น โครงสร้างการถือหุ้นที่กระจุกตัว การขาดความหลากหลายในองค์ประกอบของคณะกรรมการ และการบริหารจัดการความเสี่ยงด้านสิ่งแวดล้อม สังคม และธรรมาภิบาล (ESG) ที่ยังไม่ครอบคลุมเพียงพอ ทั้งนี้ ผลสำรวจความคิดเห็นจากผู้เชี่ยวชาญและผู้มีส่วนได้ส่วนเสียสรุปได้ว่า การเพิ่มอำนาจให้แก่สำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.) ตามที่กำหนดในพระราชกำหนด จะสามารถช่วยเพิ่มประสิทธิภาพในการบังคับใช้กฎหมาย ลดขั้นตอนและระยะเวลาในกระบวนการยุติธรรม ซึ่งเป็นการตอบสนองต่อความต้องการของนักลงทุนที่มุ่งหวังความคุ้มครองที่มากขึ้น
  • การเพิ่มสภาพคล่องให้ตลาดทุนไทย เพื่อแก้ไขปัญหาสภาพคล่องในตลาดที่ลดลงอย่างต่อเนื่องและการกระจุกตัวของมูลค่าการซื้อขายในหุ้นขนาดใหญ่ ซึ่งส่งผลให้น้ำหนักของหุ้นไทยในดัชนี MSCI ลดลงสู่ระดับต่ำสุดในรอบ 8 ปี จึงมีข้อเสนอในการปรับโครงสร้างของตลาด (Market Microstructure) เช่น การลดขนาดช่วงราคา (tick size) และการพัฒนาสมดุลด้านอุปสงค์และอุปทาน ผ่านการส่งเสริมโครงการซื้อหุ้นคืน (Share Buyback) การดึงดูดกองทุน Passive จากต่างประเทศ การสนับสนุนการทำหน้าที่ผู้ดูแลสภาพคล่อง (Market Making) สำหรับหุ้นขนาดกลางและเล็ก และการลดข้อจำกัดสำหรับนักลงทุนต่างชาติ

ลูกธนูดอกที่ 3 การปฏิรูปภาคบริการทางการแพทย์ (Medical Hub) สู่การเป็น "ลูกธนูดอกสำคัญสู่ SET 2000"

ลูกธนูดอกสุดท้าย ถูกกำหนดให้เป็นกลไกขับเคลื่อนสำคัญ โดยตั้งเป้าหมายในการเพิ่มสัดส่วนมูลค่าตลาดของกลุ่มอุตสาหกรรม HEALTH จาก 6% เป็น 12% ของมูลค่าตลาดรวมภายในระยะเวลา 5 ปี ซึ่งคิดเป็นอัตราการเติบโตเฉลี่ยที่สูงถึง 27.6% ต่อปี การพัฒนาภาคส่วนนี้จำเป็นต้องอาศัยการปฏิรูปใน 5 ด้านหลัก ได้แก่ กฎระเบียบและนโยบาย, โครงสร้างพื้นฐานและระบบนิเวศ, นวัตกรรม, ทักษะและทุนมนุษย์, การลงทุนและการพัฒนาธุรกิจ และเทคโนโลยีและนวัตกรรมเป้าหมาย

แผนปฏิบัติการสำหรับภาคส่วนนี้แบ่งออกเป็น 3 ระยระยะสั้น (ปีที่ 1-2) จะเน้นการริเริ่มโครงการนำร่อง (Pilot Projects) การปฏิรูปกฎระเบียบที่จำเป็นเร่งด่วน และการส่งเสริมการเปลี่ยนแปลงสู่ระบบดิจิทัล (Digital Transformation) ระยะกลางถึงระยะยาว (ปีที่ 3-5) จะมุ่งเน้นการขยายการลงทุนในโครงสร้างพื้นฐานขนาดใหญ่ การปฏิรูปโครงสร้างภาษีที่เกี่ยวข้อง และการพัฒนากลไกทางการเงินใหม่ๆ ผลกระทบที่คาดว่าจะได้รับคือการเติบโตของ GDP ที่เพิ่มขึ้น 0.5-1.0% ต่อปี และการสร้างงานคุณภาพสูงประมาณ 100,000 ตำแหน่ง

มุ่งสู่อนาคตเศรษฐกิจไทยที่รุ่งโรจน์ด้วย "Mission 2000"

‘Mission 2000 : Confidence, Continuity and Connecttivity’ ไม่ได้เป็นเพียงบทวิจัยในเชิงแผนยุทธศาสตร์เท่านั้น แต่คือ แนวทางที่ชัดเจน ที่จะมาพลิกโฉมประเทศไทย ทั้งโครงสร้างเศรษฐกิจอย่างรอบด้านและมีบูรณาการ การผนึกกำลังของการปฏิรูปภาคบริการทางการแพทย์ให้เป็นศูนย์กลาง (Medical Hub), การยกระดับโครงสร้างพื้นฐานเชิงสถาบัน (Soft Infrastructure) อย่างครบวงจรทั้งห้าประการ, และการลงทุนมหาศาลในโครงสร้างพื้นฐานหลัก (Hard Infrastructure) จะเป็นพลังขับเคลื่อนสำคัญที่นำพาประเทศก้าวข้ามกับดักรายได้ปานกลาง สู่การเป็นประเทศพัฒนาแล้วที่มีรายได้สูงอย่างยั่งยืน นี่คือ การเดินทางที่ต้องอาศัยความร่วมมือจากทุกภาคส่วนเพื่อสร้างอนาคตที่แข็งแกร่งให้กับประเทศไทย

มาตรการสนับสนุนตลาดทุนที่ออกแบบมาอย่างเฉียบคมและตรงจุด อาทิ มาตรการ TISA (Thai Individual Saving Account) ซึ่งส่งเสริมการลงทุนระยะยาวของประชาชนผ่านสิทธิประโยชน์ทางภาษีครอบคลุมทั้งเงินปันผล กำไรจากส่วนต่างราคา และดอกเบี้ย และมาตรการ Jump+ ที่สร้างแรงจูงใจให้บริษัทจดทะเบียนมุ่งมั่นสร้างการเติบโตตามเป้าหมายที่วางไว้ ควบคู่ไปกับการส่งเสริมการควบรวมกิจการเพื่อเสริมสร้างความแข็งแกร่งในตลาดทุนผ่านการนิรโทษกรรมทางภาษีสำหรับบริษัทนอกตลาดที่ถูกควบรวม เหล่านี้จะเป็นกุญแจสำคัญในการจุดประกายความเชื่อมั่นของนักลงทุนทั้งในและต่างประเทศให้กลับคืนมาอีกครั้งอย่างเต็มศักยภาพ

ด้วยปัจจัยสนับสนุนเหล่านี้ ดัชนีตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย จะทะยานสู่เป้าหมาย 2000 จุดภายในกรอบเวลา 5 ปี จึงมิใช่เป็นเพียงความฝัน แต่เป็นอนาคตที่ประเทศไทยสามารถไขว่คว้าได้ เป็นการปูทางไปสู่ยุคใหม่แห่งความมั่งคั่ง ความก้าวหน้าอย่างมีเสถียรภาพ และการยกระดับคุณภาพชีวิตของประชาชนอย่างถ้วนหน้าสำหรับเศรษฐกิจไทยในระยะยาว

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...