ราคาสินค้าเกษตรทั่วโลก พุ่ง 13% แรงสุดรอบกว่า 4 ปี เสี่ยงดันเงินเฟ้อเพิ่ม
ราคาสินค้าเกษตรโลก พุ่งแรงสุดนับตั้งแต่ปี 2565 จากสงครามรัสเซีย-ยูเครนและสภาพอากาศสุดขั้ว ดันข้าวโพด-ข้าวสาลีขึ้น 15% ในไตรมาส 3
วันที่ 1 ตุลาคม 2569 เวลา 11.49 น. สำนักข่าวบลูมเบิร์กรายงานว่าราคาสินค้าเกษตรทั่วโลกปรับตัวขึ้นรายไตรมาสมากที่สุดนับตั้งแต่รัสเซียบุกยูเครนช่วงต้นปี 2565 จากความตึงเครียดรอบใหม่ในภูมิภาคทะเลดำและสภาพอากาศสุดขั้ว เพิ่มความเสี่ยงต่อแนวโน้มเงินเฟ้อและอาจเป็นอุปสรรคต่อเป้าหมายควบคุมราคาของธนาคารกลางทั่วโลก
ดัชนี Bloomberg Agriculture Spot Index ซึ่งติดตามราคาพืชผลสำคัญ 10 ชนิด ตั้งแต่ถั่วเหลืองไปจนถึงกาแฟ พุ่งขึ้น 13% ในช่วง 3 เดือนสิ้นสุดเดือน ก.ย. ถือเป็นการเพิ่มขึ้นรายไตรมาสมากที่สุดนับตั้งแต่เดือน มี.ค. 2565
ปัจจัยสำคัญมาจากการสู้รบระหว่างรัสเซียและยูเครนที่ทวีความรุนแรงขึ้นในช่วงหลายเดือนที่ผ่านมา ซึ่งกระทบต่อการขนส่งสินค้าเกษตรออกจากภูมิภาคทะเลดำ หนึ่งในแหล่งส่งออกธัญพืชและพืชน้ำมันรายสำคัญของโลก ส่งผลให้อุปทานตึงตัว และทำให้ประเทศในเอเชียและแอฟริกาที่พึ่งพาการนำเข้าต้องมองหาแหล่งสินค้าอื่น
ขณะเดียวกัน สภาพอากาศสุดขั้วยิ่งเพิ่มความกังวลด้านอุปทาน หลังส่งผลกระทบต่อการผลิตข้าวสาลีและข้าวโพดในพื้นที่เพาะปลูกสำคัญ ตั้งแต่สหรัฐไปจนถึงยุโรป
ราคาธัญพืชโลกยังได้รับแรงหนุนจากการที่จีนเดินหน้าซื้อถั่วเหลืองจากสหรัฐ รวมถึงความคาดหวังต่อความสัมพันธ์ทางการค้าระหว่างสองประเทศ ก่อนการประชุมสุดยอดระหว่างผู้นำสหรัฐและจีนเมื่อปลายเดือน ก.ย.
หลังการประชุม ทั้งสองฝ่ายประกาศว่า จีนจะลดภาษีนำเข้าสินค้าเกษตรจากสหรัฐหลายรายการ รวมถึงข้าวสาลีและข้าวโพด ภายใต้ข้อตกลงทางการค้าที่กว้างขึ้น แต่ยังคงภาษีเพิ่มเติมสำหรับถั่วเหลืองจากสหรัฐ
การหยุดชะงักของอุปทานประกอบกับการเปลี่ยนแปลงของกระแสการค้า ทำให้ผู้ซื้อสินค้าเกษตรทั่วโลกยังต้องติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิด โดยเฉพาะโอกาสการเจรจาสันติภาพระหว่างรัสเซียและยูเครน รวมถึงทิศทางการซื้อสินค้าเกษตรของจีนในระยะต่อไป
อย่างไรก็ตาม ตลาดยังต้องเห็นการฟื้นตัวของอุปสงค์จากจีนอย่างต่อเนื่อง จึงจะสามารถรักษาแรงหนุนต่อราคาธัญพืชในตลาดโลกได้
ด้านสภาพอากาศ ปรากฏการณ์เอลนีโญที่กำลังทวีความรุนแรงและมีแนวโน้มเป็นหนึ่งในเอลนีโญที่รุนแรงที่สุดเป็นประวัติการณ์ ยังคงสร้างความเสี่ยงต่อผลผลิตทางการเกษตรในหลายภูมิภาค และกดดันแนวโน้มผลผลิตสินค้าอย่างน้ำมันปาล์มและโกโก้
ขณะที่อินเดียเพิ่งผ่านฤดูมรสุมที่อ่อนแอที่สุดในรอบทศวรรษ ซึ่งอาจส่งผลกระทบต่อผลผลิตทางการเกษตรและเพิ่มความเสี่ยงที่ราคาอาหารจะปรับตัวสูงขึ้น
อย่างไรก็ตาม แนวโน้มอุปทานสินค้าเกษตรของสหรัฐฯ ที่ยังอยู่ในระดับสูงช่วยลดแรงกดดันด้านราคาได้บางส่วน หลังจากกระทรวงเกษตรสหรัฐเปิดเผยรายงานล่าสุดเมื่อวันพุธ ส่งผลให้ราคาธัญพืชในตลาดชิคาโกร่วงลงอย่างหนัก ก่อนฟื้นตัวกลับมาบางส่วน
ตลอดไตรมาสที่ผ่านมา ราคาข้าวโพดและข้าวสาลีในตลาดชิคาโกต่างปรับตัวขึ้นประมาณ 15% ขณะที่ราคาถั่วเหลืองเพิ่มขึ้น 13%
อ้างอิง : www.bloomberg.com