โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ธุรกิจ-เศรษฐกิจ

ผ่าปฏิบัติการ “ศุภจี” เบรกเกม แพลตฟอร์มยักษ์ เอาเปรียบ “กู้ชีพ SMEs”

Thairath Money

อัพเดต 7 ชั่วโมงที่ผ่านมา • เผยแพร่ 22 ชั่วโมงที่ผ่านมา
ภาพไฮไลต์

ในยุคที่ “แพลตฟอร์มดิจิทัล” กลายเป็นประตูสำคัญในการเข้าถึงผู้บริโภค การอยู่รอดของผู้ประกอบการ จึงไม่ได้ขึ้นอยู่กับคุณภาพสินค้าเพียงอย่างเดียว แต่อาจขึ้นอยู่กับว่า “รับภาระต้นทุนบนแพลตฟอร์มไหวหรือไม่”

หลายปีที่ผ่านมา ผู้ประกอบการ SMEs และรายย่อยจำนวนมากต้องเผชิญต้นทุนที่เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะค่าธรรมเนียมต่างๆ ที่แพลตฟอร์มเรียกเก็บ จนทำให้การแข่งขันไม่สมดุล ไม่เป็นธรรม รายเล็กเสียเปรียบมากขึ้นเรื่อยๆ และตกที่นั่ง “ขายมาก แต่กำไรน้อย หรือขาดทุน”

จากการสำรวจของสำนักงานคณะกรรมการแข่งขันทางการค้า (สำนักงาน กขค.) พบว่า แพลตฟอร์มพาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์ (E-Commerce) รายใหญ่ อย่าง Shopee ปรับค่าธรรมเนียมแล้วถึง 10 ครั้ง นับตั้งแต่ปี 2565 จนถึงปัจจุบัน คิดเป็นการปรับเพิ่มรวม 433% ขณะที่ Lazada ปรับขึ้นแล้ว 7 ครั้ง รวม 367%

ส่วนแพลตฟอร์มให้บริการเรียกรถรับ-ส่งคน/สิ่งของและอาหาร (Ride-Hailing) ทั้ง 3 รายใหญ่ที่ครองตลาด ปรับขึ้นค่าธรรมเนียมรวมแล้ว 8 ครั้ง ในช่วงเดือน เม.ย.-ส.ค.2569

ส่งผลให้ผู้ประกอบการจำนวนมาก ร้องเรียนต่อกระทรวงพาณิชย์ และสำนักงานคณะกรรมการแข่งขันทางการค้า (กขค.) เพื่อขอให้เร่งแก้ไขปัญหา ก่อนจะไปไม่รอด

ข้อมูลของ สำนักงาน กขค. ช่วง 3 ปี (ปี 2566-2568) มีเรื่องร้องเรียนเกี่ยวกับแพลตฟอร์มดิจิทัลรวม 89 เรื่อง ส่วนใหญ่เกี่ยวกับการใช้ “อำนาจเหนือตลาด” บังคับเก็บค่าธรรมเนียม กำหนดค่าธรรมเนียมไม่เป็นธรรม จำกัดทางเลือกด้านการขนส่ง บังคับใช้ระบบงานพ่วง (Batching) บังคับเข้าร่วมกิจกรรมส่งเสริมการขาย

ขณะที่ปี 2569 ช่วงเดือน ม.ค. ถึงวันที่ 7 ต.ค. มีเรื่องร้องเรียนเข้ามาแล้ว 37 เรื่อง จากทั้งหมด 100 เรื่อง โดยแบ่งเป็น E-Commerce 25 เรื่อง และ Ride-Hailing อีก 12 เรื่อง

ปัญหาที่ทวีความรุนแรงขึ้น ทำให้ “ศุภจี สุธรรมพันธุ์” รองนายกรัฐมนตรีและรมว.พาณิชย์ ต้องลงมาบัญชาการแก้ไขปัญหาด้วยตนเอง พร้อมระดมความร่วมมือจากทุกหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อเดินหน้าสร้างความเป็นธรรมทางการค้า ฟื้นฟูการแข่งขันเสรี และวางกติกาที่ทำให้แพลตฟอร์มและผู้ประกอบการทุกขนาด สามารถดำเนินธุรกิจอยู่ร่วมกันได้ภายใต้สนามแข่งขันเดียวกัน

เบรกขึ้นค่า GP นาน 6 เดือนลดภาระรายย่อย

สำหรับการแก้ปัญหาดังกล่าว “ศุภจี” ได้เรียกประชุมทุกหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เช่น กรมการค้าภายใน กระทรวงพาณิชย์, สำนักงานคณะกรรมการแข่งขันทางการค้า (สำนักงาน กขค.), สำนักงานพัฒนาธุรกรรมทางอิเล็กทรอนิกส์ (องค์การมหาชน) หรือ ETDA ฯลฯ หลายครั้ง ก่อนจะเคาะมาตรการแก้ปัญหาออกมาอย่างต่อเนื่อง

มาตรการแรกที่ถูกหยิบมาใช้ คือ การใช้อำนาจตามมาตรา 60 แห่ง พ.ร.บ.การแข่งขันทางการค้า พ.ศ.2560 ของสำนักงาน กขค. สั่ง “ห้าม” แพลตฟอร์มดิจิทัลทั้ง E-Commerce และ Ride-Hailing ขึ้นค่าธรรมเนียมทุกประเภท รวมถึงค่า GP เป็นเวลา 6 เดือน เริ่มวันที่ 27 ส.ค.2569 - 27 ก.พ.2570

โดยแพลตฟอร์มที่อยู่ภายใต้มาตรการดังกล่าวมีทั้งหมด 6 ราย ได้แก่ Shopee, Lazada, TikTok Shop, Grab, Line Man และ Bolt ซึ่งระหว่างนี้ ทุกรายต้องส่งรายละเอียดโครงสร้างค่าธรรมเนียม ค่า GP ตลอดจนผลประโยชน์อื่นที่เรียกเก็บจากผู้ใช้บริการ ให้ กขค.พิจารณาความเหมาะสมด้วย

พร้อมกันนี้ กขค.ยังเปิดรับฟังความเห็นต่อร่างประกาศ กขค. เรื่อง การกำกับโครงสร้างอัตราค่าบริการในระบบนิเวศแพลตฟอร์มดิจิทัลประเภทบริการเรียกรถขนส่งสาธารณะ (Ride-Hailing) และประเภทบริการจัดส่งตามอุปสงค์ (On-demand Delivery) พ.ศ. … จนถึงวันที่ 19 พ.ย.2569 คาดจะประกาศใช้ภายในเดือน ธ.ค.2569

หากประกาศมีผลบังคับใช้แล้ว แพลตฟอร์มดิจิทัลรายใหญ่ที่มีรายได้ตั้งแต่ 500 ล้านบาทขึ้นไป และมีอำนาจเหนือตลาด ต้องแจ้งรายละเอียดโครงสร้างค่าบริการ ค่า GP ค่าธรรมเนียม ส่วนแบ่งรายได้ รวมถึงองค์ประกอบด้านต้นทุนที่ใช้คำนวณค่าบริการต่อสำนักงาน กขค.ก่อนปรับขึ้นทุกครั้ง เพื่อให้การเรียกเก็บค่าบริการเป็นไปอย่างเหมาะสมและเป็นธรรมมากขึ้น

แพลตฟอร์ม “ลด” ค่าธรรมเนียมภาคบังคับ

ต่อมาคือ การเจรจาให้แพลตฟอร์ม “ยอมปรับลดค่าธรรมเนียม” ซึ่งไม่ใช่เรื่องง่าย!!

เพราะการหารือกันหลายครั้ง มี 2 รายยอมลดลงแล้ว ยังเหลืออีก 1 รายที่ไม่ยอม กระทรวงพาณิชย์ จึงยื่นคำขาด จะใช้ “มาตรการทางสังคม” กดดัน และในที่สุด ก็สามารถกดดันได้จนสำเร็จ

เมื่อวันที่ 28 ต.ค.2569 แพลตฟอร์ม E-Commerce 3 รายใหญ่ ทั้ง Shopee, Lazada และ TikTok Shop ได้ประกาศลดค่าธรรมเนียมแล้ว หลังจากปีนี้ได้ปรับขึ้นแล้ว 3 ครั้ง โดยจะกลับเก็บอัตราเดียวกับเมื่อวันที่ 1 ม.ค.2569 ก่อนปรับขึ้น มีผลวันที่ 1 ธ.ค.2569-31 พ.ค.2570 คาดว่า จะลดภาระให้ SMEs ได้รวม 1,930 ล้านบาท

แม้ค่าธรรมเนียมที่ลดลงนี้ เป็นเพียง “ค่าธรรมเนียมภาคบังคับ” ที่ประกอบด้วย

1.Commission/GP (ขายของผ่านแพลตฟอร์ม)

2.ค่าโครงสร้างพื้นฐาน หรือ Infrastructure Fee/Platform/Growth (ค่าใช้ระบบ/เครื่องมือ) และ

3. Transaction/Payment (รับเงินผ่านระบบ) ที่เป็นเหมือน “ค่าผ่านทาง” ถ้าผู้ค้ารายใดไม่จ่าย ก็จะไม่ได้ขายของบนแพลตฟอร์ม

ส่วนค่าธรรมเนียมอื่นๆ แบบสมัครใจ ทั้ง Promotion/Campaign (ลดราคาเรียกลูกค้า), Advertising/Visibility (ให้ลูกค้าเห็นร้าน) ที่ไม่จ่ายจะไม่สามารถแข่งขันได้ รวมถึง Affiliate/Creator ที่จ่ายเพื่อการเติบโต, ค่าขนส่งหรือค่าอื่นๆ ที่เกี่ยวข้อง ไม่ได้ปรับลดลงแต่อย่างใด

สำหรับอัตราใหม่ เป็นดังนี้ Shopee อยู่ที่ 8.03-13.91% จากปัจจุบัน 8.03-19.26 % เท่ากับให้ส่วนลดสูงสุด 33.30%, TikTok Shop 11.24-17.66% จาก 13.38-21.94% ให้ส่วนลดสูงสุด 35% และ Lazada 7.50-11.60% จาก 9-17.50% ให้ส่วนลดสูงสุด 42.90% โดยลดค่าธรรมเนียมสินค้าทุกหมวดหมู่ ยกเว้น หมวดสินค้าอิเล็กทรอนิกส์

วอนผู้ค้าลงทะเบียนสกัดต่างชาติได้สิทธิ์

อย่างไรก็ตาม การปรับลดค่าธรรมเนียมภาคบังคับครั้งนี้ ไม่ใช่ผู้ค้าทุกรายจะได้รับสิทธิ์!!

แต่ได้กำหนดคุณสมบัติของผู้ค้าที่จะได้รับส่วนลดครั้งนี้ไว้ด้วย โดยหากเป็นบุคคลธรรมดา ต้องมียอดขายหรือรายได้ไม่เกิน 1.8 ล้านบาท/ปี/แพลตฟอร์ม และต้องขึ้นทะเบียนไว้ที่สำนักงานเขต หรือสำนักงานเทศบาล และองค์การปกครองส่วนท้องถิ่น คาดมีผู้ประกอบการได้รับประโยชน์ 1.02 ล้านราย

และหากเป็นนิติบุคคล ต้องมียอดขาย/รายได้ไม่เกิน 3.5 ล้านบาท/ปี/แพลตฟอร์ม และต้องขึ้นทะเบียนไว้ที่สำนักงานพาณิชย์จังหวัด หรือกรมพัฒนาธุรกิจการค้า คาดจะมีจำนวน 180,000 ราย รวมแล้วมีผู้ประกอบการได้รับประโยชน์ 1.2 ล้านราย โดยเริ่มลงทะเบียนได้ตั้งแต่วันที่ 1 พ.ย.69 เป็นต้นไป

เพื่อป้องกันคนต่างชาติ หรือสินค้าของต่างชาติได้รับส่วนลดและเข้ามาขายในแพลตฟอร์ม!!

ส่วนกลุ่มแพลตฟอร์มเรียกรถรับส่งคน สิ่งของ และอาหาร จะปรับลดเช่นกันในเร็วๆ นี้!!

ภายหลังสิ้นสุดการลดค่าธรรมเนียมวันที่ 31 พ.ค.2570 แพลตฟอร์มจะใช้ค่าธรรมเนียมอัตราใดนั้น กระทรวงพาณิชย์ คาดว่า จะใช้ “โครงสร้างค่าธรรมเนียม” ที่จะกำหนดใหม่ ภายใต้พ.ร.บ.ว่าด้วยเศรษฐกิจแพลตฟอร์มดิจิทัล พ.ศ…. ซึ่งกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม(DE) อยู่ระหว่างการยกร่าง มาเป็นตัวกำหนดค่าธรรมเนียมของแพลตฟอร์ม ในระยะต่อไป ซึ่งจะช่วยให้เกิดความเหมาะสม และเป็นธรรมมากขึ้น

ลุยต่อระบบ “อัลกอริทึม” แก้เกมแข่งขัน

แม้มาตรการลดค่าธรรมเนียมจะช่วยบรรเทาภาระผู้ประกอบการได้ระดับหนึ่ง แต่รัฐบาลมองว่า ปัญหาการแข่งขันในโลกดิจิทัลยังมีมิติที่ซับซ้อนกว่านั้น

หนึ่งในประเด็นที่ถูกจับตามากขึ้น คือ บทบาทของ “อัลกอริทึม” ในการจัดอันดับสินค้าและการมองเห็นบนแพลตฟอร์ม ซึ่งอาจส่งผลต่อโอกาสทางธุรกิจของผู้ประกอบการโดยตรง

ในทางปฏิบัติ ธุรกิจขนาดใหญ่สามารถใช้งบประมาณซื้อโฆษณาเพื่อเพิ่มการมองเห็นและการเข้าถึงลูกค้าได้มากกว่า ขณะที่ SME และรายย่อย ซึ่งมีข้อจำกัดด้านเงินทุน อาจต้องแบกรับต้นทุนเพิ่มขึ้น หากต้องการรักษาความสามารถในการแข่งขันบนแพลตฟอร์มเดียวกัน หรือหากต้องการขายสินค้าบนแพลตฟอร์มได้

ล่าสุด “ศุภจี” ได้มอบหมายให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ศึกษาข้อจำกัดทางกฎหมาย และกลไกกำกับดูแลที่มีอยู่ เพื่อพิจารณาว่าจะสามารถยกระดับการแข่งขันทางการค้าในยุคดิจิทัลให้มีประสิทธิภาพมากขึ้นได้อย่างไร โดยคำนึงถึงผลกระทบต่อทั้งผู้ประกอบการและผู้บริโภคอย่างรอบด้าน

บีบห้างยักษ์ใหญ่เร่งจ่าย Credit Term

อีกหนึ่งปัญหาที่รัฐบาลเดินหน้าแก้ไขควบคู่กัน คือ การที่ห้างค้าปลีกค้าส่งขนาดใหญ่ มักจ่ายค่าสินค้า หรือสินเชื่อทางการค้า (Credit Term) ให้คู่ค้าที่เป็น SMEs และรายย่อยล่าช้า จนขาดเงินทุนหมุนเวียนทางธุรกิจ

สำนักงาน กขค. จึงได้ออกประกาศ เรื่อง “การค้าที่เป็นธรรมเกี่ยวกับระยะเวลาการให้สินเชื่อทางการค้า (Credit Term) ระหว่างผู้ประกอบการธุรกิจขนาดใหญ่ หรือผู้ประกอบธุรกิจค้าปลีกค้าส่งขนาดใหญ่ กับผู้ประกอบธุรกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (SMEs)”

และภายใต้ประกาศนี้ กำหนดให้ธุรกิจค้าปลีกค้าส่งขนาดใหญ่ ที่มีรายได้ตั้งแต่ 500 ล้านบาทขึ้นไป ต้องชำระค่าสินค้าให้คู่ค้าภาคการค้า ภาคการผลิต และภาคบริการ ภายใน 45 วัน ส่วนภาคเกษตรและสินค้าเกษตรแปรรูปขั้นต้น ต้องชำระภายใน 30 วัน หากฝ่าฝืนอาจถูกปรับทางปกครองสูงสุดไม่เกิน 10% ของรายได้ในปีที่กระทำผิด เพื่อส่งเสริมการแข่งขันที่เป็นธรรม และคุ้มครอง SMEs ให้เข้าถึงแหล่งเงินทุน และเติบโตอย่างยั่งยืน

ทั้งหมดนี้ สะท้อนภาพว่า ภารกิจของ “กระทรวงพาณิชย์ และรัฐบาล” เป็นความพยายามครั้งใหญ่ในการปรับสมดุลอำนาจทางการค้า ให้เกิดการแข่งขันอย่างเสรี และเป็นธรรม ระหว่างธุรกิจรายใหญ่ กับ SMEs และพยายามปลดล็อกทุกอุปสรรคทางการค้าของ SMEs เพื่อให้ยังคงยืนหยัดอยู่รอด และเติบโตได้ ท่ามกลางสมรภูมิการแข่งขันที่ดุเดือด และไม่ค่อยเป็นธรรมเท่าไร

เชื่อเหลือเกินว่า จะมีมาตรการอื่นๆ ทยอยออกมาอีกอย่างต่อเนื่องแน่นอน!!

อ่านข่าวเศรษฐกิจและนโยบายรัฐ กับ ThairathMoney เพื่อให้คุณ "การเงินดีชีวิตดี” ได้ที่

https://www.thairath.co.th/money/economics/thai_economics

ติดตามเพจ Facebook : Thairath Money ได้ที่ลิงก์นี้ https:// www.facebook.com/ThairathMoney

อ่านข่าวต้นฉบับได้ที่ : ผ่าปฏิบัติการ “ศุภจี” เบรกเกม แพลตฟอร์มยักษ์ เอาเปรียบ “กู้ชีพ SMEs”

ข่าวที่เกี่ยวข้อง

ตามข่าวก่อนใครได้ที่
- Website : www.thairath.co.th
- LINE Official : Thairath

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...