KBank และ OJK อินโดนีเซีย เข้าคารวะ “นายกฯอนุทิน” หารือความร่วมมืออนาคต เดินหน้าการลงทุน ปราบสแกมเมอร์
วันนี้(14 ต.ค.)ณ ห้องรับรอง ชั้น 2 ตึกไทยคู่ฟ้า ทำเนียบรัฐบาล นาง Friderica Widyasari Dewi ประธานคณะกรรมการสำนักงานกำกับดูแลบริการทางการเงินแห่งอินโดนีเซีย (Otoritas Jasa Keuangan: OJK) พร้อมผู้บริหารธนาคารกสิกรไทย (KBank) นำโดย นายรุ่งเรือง สุขเกิดกิจพิบูลย์ ผู้จัดการใหญ่ เข้าเยี่ยมคารวะนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย โดยทั้งสองฝ่ายได้หารือและแลกเปลี่ยนความคิดเห็นเกี่ยวกับแนวทางส่งเสริมความร่วมมือระหว่างไทยกับอินโดนีเซียในหลายด้าน ทั้งการเงิน การธนาคาร พลังงาน เกษตรกรรม และการป้องกันอาชญากรรมทางการเงินข้ามชาติ
นายกรัฐมนตรี กล่าวต้อนรับและแสดงความยินดีต่อการเข้ารับตำแหน่งของประธานคณะกรรมการ OJK พร้อมขอบคุณฝ่ายอินโดนีเซียที่ให้การสนับสนุนธนาคารพาณิชย์ของไทยที่ดำเนินธุรกิจในอินโดนีเซีย และมีส่วนสนับสนุนการอำนวยความสะดวกทางธุรกิจระหว่างสองประเทศ ทั้งนี้ ไทยพร้อมส่งเสริมความร่วมมือด้านการเงินและการธนาคารอย่างต่อเนื่อง รวมถึงการแลกเปลี่ยนองค์ความรู้ด้านการเข้าถึงบริการทางการเงิน ความมั่นคงปลอดภัยทางไซเบอร์ และการพัฒนากลไกทางการเงินที่สนับสนุนการเติบโตอย่างยั่งยืน
ทั้งสองฝ่ายเห็นพ้องถึงความสำคัญของการขยายความร่วมมือด้านพลังงานและเกษตรกรรม ควบคู่กับการส่งเสริมการค้าและการลงทุนระหว่างกัน โดยนายกรัฐมนตรีแสดงความหวังที่จะเห็นผู้ประกอบการไทยขยายธุรกิจในอินโดนีเซียมากขึ้น และยินดีต้อนรับนักลงทุนอินโดนีเซียเข้ามาลงทุนในประเทศไทย พร้อมเน้นย้ำว่าความร่วมมือระหว่างสถาบันการเงินของทั้งสองประเทศจะมีส่วนสำคัญในการสนับสนุนภาคธุรกิจและเพิ่มโอกาสทางการค้าให้เติบโตยิ่งขึ้น
ในด้านการต่อต้านอาชญากรรมข้ามชาติ ฝ่ายอินโดนีเซียแสดงความชื่นชมและขอบคุณประเทศไทยต่อความพยายามในการปราบปรามแก๊งคอลเซ็นเตอร์และเครือข่ายสแกมเมอร์ ซึ่งมีส่วนช่วยคุ้มครองความปลอดภัยของประชาชนไทยและชาวอินโดนีเซีย พร้อมยืนยันว่าจะสนับสนุนการดำเนินงานของไทยในเรื่องนี้ต่อไป และเห็นว่าไทยสามารถมีบทบาทนำในอาเซียนในการจัดการปัญหาดังกล่าวได้อย่างมีประสิทธิภาพ
นายกรัฐมนตรีเน้นย้ำว่า ไทยและอินโดนีเซียควรเพิ่มความร่วมมือในการป้องกันและปราบปรามแก๊งคอลเซ็นเตอร์ การหลอกลวงทางออนไลน์ บัญชีม้า และการฟอกเงิน โดยอาศัยการประสานงานและแลกเปลี่ยนข้อมูลระหว่างหน่วยงานที่เกี่ยวข้องอย่างใกล้ชิด เนื่องจากอาชญากรรมเหล่านี้มีลักษณะข้ามพรมแดนและส่งผลกระทบต่อประชาชนในหลายประเทศ การผนึกกำลังในระดับภูมิภาคจึงเป็นสิ่งจำเป็นในการตัดวงจรอาชญากรรมและสร้างความเชื่อมั่นให้แก่ประชาชนและระบบเศรษฐกิจ
ในโอกาสนี้ ทั้งสองฝ่ายยังเห็นถึงศักยภาพของอาเซียนในการร่วมกันขับเคลื่อนการเติบโตทางเศรษฐกิจ ท่ามกลางความท้าทายที่เกิดขึ้นในหลายภูมิภาคทั่วโลก โดยไทยและอินโดนีเซียในฐานะประเทศเศรษฐกิจสำคัญของอาเซียนควรส่งเสริมความเป็นเอกภาพ เพิ่มพูนความร่วมมือ และใช้ประโยชน์จากจุดแข็งของแต่ละประเทศ เพื่อสร้างโอกาสทางการค้าและการลงทุน พร้อมแสดงให้ประชาคมโลกเห็นถึงศักยภาพของอาเซียนในฐานะภูมิภาคที่พร้อมร่วมมือและดำเนินการค้ากับทุกประเทศทั่วโล
website : mgronline.com
facebook : MGRonlineLive
twitter : @MGROnlineLive
instagram : mgronline
line : MGROnline
youtube : MGR Online VDO