โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

เพราะผิวที่ได้รับการดูแล ส่งผลต่อกำลังใจ และคุณภาพชีวิตของผู้ป่วยมะเร็ง La Roche-Posay ร่วมมือกับมูลนิธิเครือข่ายมะเร็ง ในโครงการ ‘ลา โรช-โพเซย์ เคียงข้างผู้ป่วยมะเร็ง’ เพื่อสร้าง ความตระหนักรู้เรื่องการดูแลผิวและผลกระทบระหว่างการรักษา

Mirror Thailand

อัพเดต 3 ชั่วโมงที่ผ่านมา • เผยแพร่ 3 ชั่วโมงที่ผ่านมา
ภาพไฮไลต์

ผิวคืออวัยวะที่ใหญ่ที่สุดของร่างกาย เป็นปราการด่านแรกที่ปกป้องเราจากสิ่งแวดล้อม และเป็นอวัยวะที่รับรู้ทุกสัมผัส และสำหรับผู้ป่วย ‘มะเร็ง’ เมื่อผิวอ่อนแอลงระหว่างการรักษา ผลกระทบจึงไม่ได้หยุดอยู่ที่ความสบายตัว แต่ลามไปถึงความรู้สึกที่ผู้ป่วยมีต่อร่างกายของตัวเอง

การรักษามะเร็งไม่ว่าจะเป็นเคมีบำบัด รังสีรักษา หรือยามุ่งเป้า ล้วนส่งผลต่อเซลล์ที่แบ่งตัวเร็ว ซึ่งรวมถึงเซลล์ผิวหนัง ผม และเล็บ ผลที่ตามมาคือผิวแห้ง ระคายเคืองง่าย คัน ลอก หรือไวต่อการสัมผัสกว่าเดิม บางรายผิวไวต่อแสงแดดมากขึ้นด้วย

ตัวเลขจากการศึกษาของ La Roche-Posay สะท้อนว่าเรื่องนี้ไม่ใช่เรื่องเล็ก ผู้ป่วยมะเร็งกว่า 80% เผชิญผลข้างเคียงทางผิวหนังจากการรักษา และมากกว่าครึ่งเคยต้องหยุดหรือชะลอการรักษา เพราะอาการรุนแรงจนทนไม่ไหว

นั่นหมายความว่าปัญหาผิวไม่ได้กระทบแค่ความสบายตัว แต่อาจกระทบถึงความต่อเนื่องของการรักษาโรค การดูแลผิวจึงไม่ใช่เรื่องความสวยงาม หากแต่เป็นส่วนหนึ่งของคุณภาพชีวิตไปด้วย ซึ่งโครงการ ‘ลา โรช-โพเซย์ เคียงข้างผู้ป่วยมะเร็ง’ (Cancer Support by La Roche-Posay) จึงตั้งใจเข้ามาช่วยให้ผู้ป่วยรู้สึกสบายตัวขึ้น มั่นใจขึ้น และพร้อมเดินหน้ารักษาต่อ และในปี 2569 โครงการนี้ก็ได้เดินทางมาถึงปีที่ 3 แล้ว ผ่านงาน The Healing Power of Touch Through Life-Changing Moments ซึ่งชวนให้เราเข้าใจการดูแลผู้ป่วยผ่านสิ่งที่เรียบง่ายที่สุดอย่างหนึ่ง นั่นคือการ ‘สัมผัส’

La Roche-Posay จากวิทยาศาสตร์ผิวสู่การดูแลผู้ป่วยมะเร็ง

La Roche-Posay แบรนด์ผลิตภัณฑ์ดูแลผิวจากฝรั่งเศสที่แพทย์ผิวหนังทั่วโลกแนะนำเป็นอันดับหนึ่ง ได้ศึกษาผลกระทบของการรักษามะเร็งต่อผิวหนังมาอย่างต่อเนื่องเกือบ 2 ทศวรรษ จากงานวิจัยในห้องแล็บ แบรนด์ค่อยๆ ขยายบทบาทมาสู่การสนับสนุนที่เข้าถึงผู้ป่วยและผู้ดูแลได้จริง

แอนนี่ ลอว์ (Annie Law) ผู้จัดการทั่วไป แผนกผลิตภัณฑ์เวชสำอาง ลอรีอัล ประเทศไทย อธิบายว่า องค์ความรู้ด้านผิวคือจุดตั้งต้นของทุกสิ่งที่โครงการทำ

“ลา โรช-โพเซย์ เชื่อว่ายิ่งผู้ป่วยได้รับการดูแลผิวที่เหมาะสม พวกเขาก็จะมีความพร้อมที่จะกลับไปทำการรักษาได้ดีขึ้น เราจึงนำองค์ความรู้จากการศึกษาผลกระทบของการรักษามะเร็งต่อผิวหนัง มาพัฒนาเป็นการสนับสนุนที่เข้าถึงผู้ป่วยและผู้ดูแลได้จริง ผ่านผลิตภัณฑ์ของเรา และความร่วมมือกับมูลนิธิเครือข่ายมะเร็งแห่งประเทศไทย”

แอนนี่ ลอว์ ชี้ว่า สิ่งที่การศึกษาของแบรนด์พบตรงกันคือ ผู้ป่วยแทบทุกคนที่เข้ารับการรักษามีโอกาสเผชิญปัญหาผิว ไม่ว่าจะเป็นผิวแห้ง ระคายเคือง หรือผิวที่เปราะบางกว่าที่เคยเป็น และผิวที่เปลี่ยนไปนี้ต้องการการดูแลที่ต่างจากเดิม ภารกิจของ La Roche-Posay จึงไม่ใช่แค่การมอบผลิตภัณฑ์ แต่คือการส่งต่อความรู้ว่าควรดูแลผิวในช่วงนี้อย่างไร

โครงการนี้เริ่มต้นจากการริเริ่มระดับโลกของทีมงาน La Roche-Posay ที่ฝรั่งเศส ก่อนขยายไปยังตลาดต่างๆ รวมถึงประเทศไทยและอินโดนีเซีย สิ่งที่แต่ละประเทศเลือกเองคือองค์กรพันธมิตร และในไทย แบรนด์ก็ได้เลือกทำงานกับมูลนิธิเครือข่ายมะเร็งมาตั้งแต่ปีแรก

“เราทำงานร่วมกันมาสามปีแล้ว และได้เห็นพัฒนาการของความร่วมมือนี้ เพราะเรามีเป้าหมายเดียวกัน คือช่วยให้ผู้ป่วยมะเร็งรับมือกับโรคได้และมีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น มูลนิธิเครือข่ายมะเร็งมีเครือข่ายผู้ป่วยและครอบครัวที่กว้าง และไม่ได้จำกัดอยู่ที่มะเร็งชนิดใดชนิดหนึ่ง ไม่ว่าจะเป็นมะเร็งปอด มะเร็งเม็ดเลือด หรือมะเร็งผิวหนัง ซึ่งสำคัญกับเรามาก เพราะปัญหาผิวไม่ได้เกิดเฉพาะกับผู้ป่วยมะเร็งผิวหนัง แต่เกิดกับผู้ป่วยมะเร็งทุกประเภท” แอนนี่ ลอว์ กล่าว

แม้หลายคนจะมองว่าปัญหาผิวเป็นเรื่องรองเมื่อเทียบกับตัวโรค แต่จากการศึกษาของแบรนด์พบว่า การรักษามะเร็งทุกรูปแบบสามารถทำให้ผิวแห้ง บอบบาง ระคายเคืองง่ายกว่าที่เคยเป็น และในหลายกรณียังไวต่อแสงแดดมากขึ้นด้วย

“เมื่อพูดถึงผู้ป่วยมะเร็ง สิ่งแรกที่ทุกคนให้ความสำคัญคือการรักษาโรค ซึ่งแน่นอนว่าสำคัญที่สุด แต่ผู้ป่วยและผู้ดูแลจำนวนมากก็ให้ความสำคัญกับปัญหาผิวทั้งระหว่างและหลังการรักษาเช่นกัน การดูแลผิวไม่ได้เข้ามาทดแทนการรักษามะเร็ง แต่เป็นสิ่งที่สนับสนุนเคียงข้างผู้ป่วยได้ตลอดเส้นทาง เพื่อให้มั่นใจว่าคุณภาพชีวิตของพวกเขาจะไม่ถูกลดทอนลง”

Healing Power of Touch เมื่อการดูแลผิวส่งต่อไปถึงใจ

หัวใจของโครงการปีนี้คือแนวคิด ‘พลังแห่งการเยียวยาด้วยการสัมผัส’ (Healing Power of Touch) ที่เชื่อว่าการดูแลผู้ป่วยไม่ได้มีแค่การรักษาทางการแพทย์ แต่รวมถึงความรู้สึก ความใส่ใจ และสัมผัสจากคนรอบข้างด้วย

ลองนึกถึงภาพง่ายๆ ลูกสาวที่ค่อยๆ ทาบาล์มบนแขนแห้งตึงของแม่หลังกลับจากให้ยาเคมี สามีที่จับมือภรรยาไว้ระหว่างรอผลตรวจ หรือพยาบาลที่ลูบแขนผู้ป่วยเบาๆ ก่อนเริ่มฉายแสง ในช่วงเวลาที่ร่างกายกำลังเปลี่ยนแปลงจนผู้ป่วยแทบจำตัวเองไม่ได้ สัมผัสที่อ่อนโยนเหล่านี้บอกเขาว่า ร่างกายนี้ยังเป็นของเขา และเขาไม่ได้เผชิญเส้นทางนี้เพียงลำพัง

การดูแลผิวจึงกลายเป็นมากกว่ากิจวัตร แต่ยังเป็นโอกาสที่ครอบครัวและผู้ดูแลจะได้ส่งต่อความห่วงใยผ่านการกระทำเล็กๆ ที่ทำได้ทุกวัน

แอนนี่ ลอว์ อธิบายว่าแนวคิดนี้มาจากความเข้าใจว่า การสัมผัสผิวส่งผลต่อความรู้สึกและอารมณ์ของคนเราอย่างมาก ไม่เฉพาะผู้ป่วย แต่รวมถึงทุกคน

“เมื่อเราสัมผัสผิว สัญญาณจะถูกส่งไปยังสมอง และสมองก็ส่งสัญญาณกลับมายังผิว การสัมผัสจึงไม่ใช่แค่การสัมผัสทางกาย แต่เป็นการสัมผัสทางอารมณ์ด้วย ในช่วงเวลาแบบนี้ นอกจากการดูแลทางร่างกายแล้ว ผู้ป่วยยังต้องการการสนับสนุนทางอารมณ์อย่างมาก แนวคิด Healing Power of Touch ช่วยให้เราเข้าใจว่า การดูแลจิตใจสำคัญไม่แพ้การดูแลร่างกายเลย”

นี่คือจุดที่ความเชี่ยวชาญด้านผิวของ La Roche-Posay มาบรรจบกับการดูแลจิตใจ ผิวเป็นทั้งอวัยวะที่ได้รับผลกระทบจากการรักษา และเป็นช่องทางที่ความห่วงใยเดินทางไปถึงผู้ป่วย

เมื่อการดูแลต้องอาศัยหลายฝ่าย

การดูแลผู้ป่วยมะเร็งให้รอบด้านไม่อาจทำได้โดยแบรนด์เพียงลำพัง ปีนี้ La Roche-Posay จึงร่วมกับ มูลนิธิเครือข่ายมะเร็งแห่งประเทศไทย (Thai Cancer Society) ลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือ เพื่อสานต่อการดูแลผู้ป่วยมะเร็งและผู้ดูแลในระยะต่อไป ภายในงาน คุณแอนนี่ ลอว์ และคุณศิรินทิพย์ ขัติยะกาญจน์ ร่วมลงนามในฐานะตัวแทนของทั้งสององค์กร

ความร่วมมือครั้งนี้ประกอบด้วย เงินสนับสนุน 2,000,000 บาท แก่มูลนิธิฯ ผลิตภัณฑ์ดูแลผิวสำหรับผู้ป่วย การจัดอบรมด้านการดูแลตนเองสำหรับผู้ป่วยและผู้ดูแล เพื่อส่งต่อองค์ความรู้ที่ถูกต้อง

สิ่งที่เปลี่ยนไปชัดเจนในปีที่ 3 คือกลุ่มเป้าหมายที่ขยายจากผู้ป่วยไปสู่ผู้ดูแลและครอบครัว แอนนี่ ลอว์ ให้เหตุผลว่า

“ผู้ป่วยกำลังเผชิญช่วงเวลาที่ยากลำบากอย่างมาก และหลายครั้งผู้ดูแลก็ต้องผ่านช่วงเวลาที่ท้าทายไม่แพ้กัน บางครั้งหรืออาจพูดได้ว่าหลายครั้ง ผู้ดูแลคือกลุ่มคนที่ถูกมองข้าม เราจึงไม่ได้อยากเข้าถึงแค่ตัวผู้ป่วย แต่อยากเข้าถึงผู้ดูแลด้วย”

นอกจากจำนวนผู้ป่วยและผู้ดูแลที่ได้รับผลิตภัณฑ์โดยตรง แบรนด์ยังนับจำนวนผู้เข้าชมเว็บไซต์ให้ความรู้เป็นอีกตัวชี้วัดหนึ่ง เพื่อขยายการเข้าถึงทั้งช่องทางออนไลน์และออฟไลน์

เมื่อถามว่าโครงการเน้นยกระดับคุณภาพชีวิตผู้ป่วย หรือขยายเครือข่ายความช่วยเหลือ แอนนี่ ลอว์ ตอบว่าต้องทำทั้งสองอย่างควบคู่กัน

“การสร้างความตระหนักรู้ต้องอาศัยการขยายโครงการให้เข้าถึงผู้คนมากขึ้น นั่นคือเหตุผลที่เราทำงานกับมูลนิธิเครือข่ายมะเร็ง แต่ขณะเดียวกัน สำหรับผู้ป่วยทุกคนที่เราเข้าถึง เราก็อยากเห็นคุณภาพชีวิตของเขาดีขึ้นจริงๆ ด้วย”

ด้านมูลนิธิเครือข่ายมะเร็ง ซึ่งเพิ่งตั้งกลุ่มผู้ป่วยมะเร็งผิวหนังขึ้นเมื่อเดือนพฤษภาคมที่ผ่านมา ศิรินทิพย์ ขัติยะกาญจน์ ประธานกรรมการมูลนิธิเครือข่ายมะเร็ง เล่าว่าความร่วมมือปีนี้วางไว้ 3 ด้านหลัก ดังนี้

1. สร้างสื่อให้ความรู้ นอกจากตัวผลิตภัณฑ์ ต้องมีสื่อประกอบที่อธิบายให้ผู้ป่วยและผู้ดูแลเข้าใจง่าย ว่าแต่ละตัวใช้ทำอะไรและใช้อย่างไร

2. อบรมแกนนำ ให้ความรู้แก่แกนนำผู้ป่วยและผู้ที่ต้องให้คำปรึกษาผู้ป่วยอยู่บ่อยๆ เพื่อส่งต่อวิธีดูแลตัวเองไปยังคนอื่น

3. ดูแลด้านจิตใจ เวิร์กช็อปจากประสบการณ์จริง ว่าเมื่อเจอปัญหาหน้างานจริง ควรดูแลอย่างไร รวมถึงการสื่อสารระหว่างผู้ป่วยกับผู้ดูแล

ในมุมของมูลนิธิฯ ความรู้ที่ผู้ดูแลควรมีเป็นคนแรก คือรู้ว่าอาการผิว เช่น อาการคันหรือแผล เริ่มต้นอย่างไร ต้องดูแลอย่างไร และอะไรคือสัญญาณเตือนที่ต้องพาไปพบแพทย์

นอกจากพิธีลงนาม ภายในงานยังเปิดพื้นที่ให้ความรู้และกำลังใจหลายรูปแบบ

  • การบรรยาย “Skin Management Under Cancer Treatment” โดยนายแพทย์รัศม์ฐวัฒน์ ดีสมโชค แพทย์ผิวหนัง และคุณลักษณา ทรัพย์ชูกุล ผู้จัดการฝ่ายฝึกอบรม แบรนด์เวชสำอางลา โรช-โพเซย์ ประเทศไทย ว่าด้วยผลข้างเคียงทางผิวหนังจากการรักษามะเร็งและแนวทางดูแลผิวเบื้องต้น
  • เวทีแลกเปลี่ยนเรื่องเล่าแห่งกำลังใจ โดยคุณศิรินทิพย์ ขัติยะกาญจน์ คุณณิรินทร์ญา อัครภัสราโรจน์ เจ้าของเพจ Happy SLE และคุณศุภาทร กัลยาณสุต ประธานกลุ่มมะเร็งปอด
  • เวิร์กช็อปดูแลกายและใจ โดยคุณนฤดี แสนสีงาม หัวหน้าหน่วยพยาบาลผู้ป่วยนอกผิวหนัง และคุณวรรณิษา พรมสุคนธ์ หัวหน้าหอผู้ป่วยศัลยกรรมมะเร็ง โรงพยาบาลจุฬาภรณ์

เพราะผู้ป่วยต้องการมากกว่าผลิตภัณฑ์ดูแลผิว

การดูแลผิวที่เหมาะสมเป็นเพียงองค์ประกอบหนึ่งของการดูแลผู้ป่วย แต่เป็นองค์ประกอบที่ผู้ป่วยและผู้ดูแลลงมือทำเองได้ทุกวัน หลักง่ายๆ คือทำความสะอาดอย่างอ่อนโยน เติมความชุ่มชื้นอย่างสม่ำเสมอ ปลอบประโลมจุดที่ระคายเคือง และปกป้องผิวจากแดด

แอนนี่ ลอว์ ย้ำว่าบทบาทของแบรนด์คือการเติมส่วนที่การรักษาทางการแพทย์ไม่ได้ครอบคลุม ไม่ใช่การแทนที่

La Roche-Posay แนะนำผลิตภัณฑ์กลุ่มหนึ่งที่สอดคล้องกับหลักการนี้ เพื่อเสริมการดูแลผิวในชีวิตประจำวัน

  • ทำความสะอาด — Lipikar Syndet AP+ ครีมอาบน้ำสูตรอ่อนโยนสำหรับผิวหน้าและผิวกาย เหมาะกับผิวแห้งที่ระคายเคืองง่าย
  • เติมความชุ่มชื้น — Lipikar AP+Max Baume บาล์มเนื้อเข้มข้น ช่วยปลอบประโลมผิวแห้งมาก ทาได้ทั้งหน้าและตัววันละครั้ง หรือทาซ้ำได้บ่อยตามต้องการ
  • ปลอบประโลม — Cicaplast Baume B5+ บาล์มช่วยบรรเทาการระคายเคืองและเสริมปราการผิว ใช้ได้ทั้งใบหน้า ร่างกาย และริมฝีปาก วันละ 2 ครั้ง หรือทาหนาเป็นมาสก์ตอนกลางคืน
  • ปกป้อง — Anthelios UVmune 400 Invisible Fluid SPF50+ กันแดดเนื้อบางเบาสำหรับผิวบอบบาง ทาก่อนออกแดดและทาซ้ำทุก 2 ชั่วโมง

ทั้งนี้ ผลิตภัณฑ์ดูแลผิวไม่ได้รักษาผลข้างเคียงจากการรักษามะเร็ง และไม่สามารถทดแทนคำแนะนำของแพทย์ได้ ผู้ป่วยควรปรึกษาแพทย์หรือพยาบาลที่ดูแลก่อนเริ่มใช้ผลิตภัณฑ์ใหม่ โดยเฉพาะบริเวณที่ได้รับการฉายรังสีหรือมีแผล

ในวันที่การรักษาเต็มไปด้วยนัดหมาย ผลตรวจ และขั้นตอนที่ผู้ป่วยควบคุมไม่ได้ การมีใครสักคนคอยดูแลสิ่งเล็กๆ รอบตัว อาจเป็นสิ่งที่ทำให้แต่ละวันผ่านไปได้ง่ายขึ้น

“ผู้ป่วยมะเร็งทุกคนคือนักสู้ การผ่านช่วงเวลาที่ยากลำบากแบบนั้นไม่ใช่เรื่องง่าย บางคนต้องอยู่กับโรคนี้มานานกว่า 10 ปี และเราต้องไม่ลืมผู้ดูแลและครอบครัว เพราะในช่วงเวลาแบบนี้พวกเขาต้องการระบบสนับสนุนที่ดี เราอยากให้ผู้ป่วยรู้สึกมั่นใจมากขึ้น เพราะหลังการรักษาแต่ละครั้ง ผิวของพวกเขาอาจแห้ง ระคายเคือง และไม่สบายตัว เราอยากช่วยเติมกำลังใจให้พวกเขามีแรงก้าวต่อไป” แอนนี่ ลอว์ กล่าว

ขณะที่ศิรินทิพย์ทิ้งท้ายว่า “ผู้ดูแลผู้ป่วยมะเร็งเป็นเหมือนเทวดาประจำตัว ชีวิตผู้ป่วยจะเป็นอย่างไรขึ้นอยู่กับผู้ดูแลด้วยเช่นกัน”

เพราะท้ายที่สุดแล้ว Healing Power of Touch ยังหมายความถึงมือของครอบครัวและคนรักของผู้ป่วยที่ยังอยู่ตรงนั้น มือที่คอยเป็น support system โดยไม่ต้องเอ่ยคำใดว่าเขาไม่ได้เดินบนเส้นทางนี้เพียงลำพัง


ผู้ป่วย ครอบครัว และผู้ดูแลที่สนใจ สามารถศึกษาคำแนะนำการดูแลผิว ผม เล็บ และการรับมือกับผลข้างเคียงระหว่างการรักษาเพิ่มเติมได้ที่เว็บไซต์ cancer-support.com/th

บทความต้นฉบับได้ที่ : เพราะผิวที่ได้รับการดูแล ส่งผลต่อกำลังใจ และคุณภาพชีวิตของผู้ป่วยมะเร็ง La Roche-Posay ร่วมมือกับมูลนิธิเครือข่ายมะเร็ง ในโครงการ ‘ลา โรช-โพเซย์ เคียงข้างผู้ป่วยมะเร็ง’ เพื่อสร้าง ความตระหนักรู้เรื่องการดูแลผิวและผลกระทบระหว่างการรักษา

บทความที่เกี่ยวข้อง

ตามบทความก่อนใครได้ที่
- Website : Mirror Thailand.com

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...