‘สภาสถาปนิกอุทกศาสตร์แห่งชาติ’
คุณอนุทินอยากนั่งอยู่บนเก้าอี้นายกฯ ไปจนก้นงอกรากไปเลยไหม?
ถ้าอยาก..ก็ลงมือเสียแต่บัดนาว กับการยกระดับปัญหาน้ำท่วมกรุงเทพฯ และปริมณฑลให้เป็น “วาระแห่งชาติ” ตามที่ผู้เชี่ยวชาญ-ผู้ชำนาญ-ผู้รู้ (จริง)..
ได้พยายามทั้งผลัก-ทั้งดัน-ทั้งชี้แนะมาทุกยุคสมัยและทุกรัฐบาล แต่ก็ไม่เคยเห็น “ผู้นำ” ไม่ว่าจะ “เผด็จการ” หรือ “ประชาธิปไตย” จะได้สนองตอบ!
เอา..หยิบเอาเรื่องน้ำ-เรื่องท่านี่แหละขึ้นมาทำ ให้เพียงเห็นเริ่มต้นด้วยการระดมยอดฝีมือและผู้เชี่ยวชาญด้านการจัดการน้ำมารวมตัวกัน..
แล้วตั้งชื่อให้ดูยิ่งใหญ่สะท้านสะเทือนแผ่นดินไปเลยว่า.. “สภาสถาปนิกอุทกศาสตร์แห่งชาติ”!
แค่นี้..ความนิยมของประชาชนที่มีต่อ “นายอนุทิน ชาญวีรกูล” ก็พุ่งพรวดโดยไม่ต้องให้โพลสำนักไหนต้องสำรวจ..เชื่อเหอะ!
เออ..แต่นั่นเหลือจะเชื่อว่าจะมีคนประเภทนี้ ก็ประเภทที่ ดร.บุ๋ม-ปนัดดา วงศ์ผู้ดี ที่กำลังลุยน้ำ-นำของกิน-ของใช้ไปแจกชาวบ้านผู้ประสบอุทกภัยอยู่ในเวลานี้ โพสต์ไง..
“เข้าใจทุกท่านที่ขอความช่วยเหลือมา และโกรธแค้น ที่พวกเราไม่สามารถช่วยทุกคนได้หมด แต่อยากให้เข้าใจ
เราคือมูลนิธิเล็กๆ ที่ไม่ได้มีสปอนเซอร์เป็นนายทุน ไม่ได้เป็นหน่วยงานราชการ เราขับเคลื่อนด้วยงบประมาณอันน้อยนิดจากแรงบริจาคของพี่น้องประชาชน และบุ๋มแยกร่างไม่ได้
ที่ทำในตอนนี้ คือเกินกำลังมนุษย์ไปมากๆๆ แล้ว ทีมงานนอนวันนึง 2-3 ชั่วโมง รวมถึงบุ๋มด้วย
บุ๋มไม่ขออะไรมาก ทักมาขอความช่วยเหลือ โปรดใช้คำพูดที่เคารพกัน บางคนจิกกัดเหมือนพวกเราเป็นทาส
บุ๋มสงสารน้องๆ ทีมงานที่ต้องมารองรับอารมณ์พวกคุณ ขอความเห็นใจ และโปรดใจดีต่อกันนะคะ”
ครับ.. “บางคนจิกกัดเหมือนพวกเราเป็นทาส” นี่เป็นความรู้สึกจากฟาก “จิตอาสา” ที่พยายามเข้าช่วยเหลือผู้ประสบภัยให้มากที่สุดเท่าที่กำลังจะทนได้-ทำไหว!
การทำงานแข่งกับเวลาภายใต้ทรัพยากรที่จำกัดและความเสี่ยงรอบด้าน แต่เมื่อเสียงสะท้อนจาก “ความโกรธ” ของฟากผู้ประสบภัยพุ่งเข้าใส่แบบจิกกัด
คุณบุ๋มก็หาใช่พระอิฐ-พระปูนไม่ และแม้จะทำให้ลดทอนกำลังใจตัวเองและสงสารน้องๆ ทีมงานอาสาสมัครที่สละแรงกายแรงใจมาโดยไม่หวังสิ่งตอบแทน..
กระนั้น คุณบุ๋มก็ได้แค่เพียงระบายผ่านตัวหนังสือ ไม่ได้ตอบโต้หรือแสดงกิริยาโกรธเคืองให้อีกฝ่ายเห็นแต่อย่างใด!
กลับกัน คุณบุ๋มได้ขอความเห็นใจ และโปรดใจดีต่อกัน ซึ่งเป็นเสมือนเสียงสะท้อนจากคนหน้างานที่อยากขอความร่วมมือ ให้ทุกคนจับมือกันด้วยความเข้าใจ..
มากกว่าการสาดอารมณ์และด่าทอ เหมือนเช่นที่นายกฯ อนุทินโดนที่แฟลตคลองจั่น!
เพราะในยามเผชิญกับธรรมชาติที่โหดร้าย สิ่งเดียวที่จะพยุงพวกเราให้ผ่านพ้นไปได้ นั่นคือ “น้ำใจ” ของเพื่อนมนุษย์ด้วยกันนั่นแล!
อยากบอกว่า ในนาทีชีวิตหรือช่วงเวลาแห่งการฟื้นฟู ความโกรธแค้นที่มากเกินไปอาจกลายเป็นกำแพงที่ปิดกั้นการรับความช่วยเหลือ
การมีสติควบคุมอารมณ์ในยามวิกฤต ไม่ได้ทำเพื่อใครอื่น แต่ทำเพื่อตัวเราเองและครอบครัว เพื่อให้เรามีสมองที่แจ่มใสพอที่จะตัดสินใจแก้ปัญหาเฉพาะหน้าได้อย่างปลอดภัย!
ผมไม่ได้หมายจะตำหนิคนที่โกรธ เพราะความโกรธไม่ใช่สิ่งผิด และไม่ใช่สิ่งที่ต้องกำจัดทิ้งอย่างสิ้นเชิง แต่วิธีจัดการต่างหากคือสิ่งสำคัญ
เมื่อสถานการณ์คลี่คลายลง พลังแห่งความโกรธสามารถแปรเปลี่ยนเป็นแรงขับเคลื่อนเชิงสร้างสรรค์ ทั้งในการเรียกร้องสิทธิ์ การตรวจสอบระบบบริหารจัดการ
และการร่วมมือกันวางแนวทางป้องกันไม่ให้เกิดความเสียหายต่อชีวิตและทรัพย์สินซ้ำรอยในอนาคต!
ท้ายนี้จึงขอย้ำ..คุณอนุทินประกาศตั้ง “สภาสถาปนิกอุทกศาสตร์แห่งชาติ” เถอะครับ..จะแต่งตั้งผู้เชี่ยวชาญน้ำอย่างคุณชูวิทย์ กมลวิศิษฎ์ เป็นประธานก็ได้..
ขอประทานโทษ..หยอกๆ!.
สันต์ สะตอแมน