‘สมัชชาคนจน’ ชู 6 ข้อเสนอ ล้างหนี้ประเทศ–หยุดอุดหนุนทุนใหญ่
‘สมัชชาคนจน’ เคลื่อนขบวนมุ่งหน้าศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์ ชู 6 ข้อเสนอ ล้างหนี้ประเทศ–หยุดอุดหนุนทุนใหญ่
วันนี้ (16 ต.ค. 69) กลุ่มสมัชชาคนจน นัดรวมตัวกันที่บริเวณประตู 1 สวนลุมพินี เพื่อเคลื่อนขบวนมุ่งหน้าไปยังศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์ โดยใช้เส้นทางผ่านถนนวิทยุ มุ่งสู่ถนนสุขุมวิท ก่อนเลี้ยวเข้าสู่ถนนรัชดาภิเษก ภายใต้แคมเปญ “ปฏิบัติการสากลเพื่ออธิปไตยด้านอาหาร” ก่อนจะเริ่มการปราศรัยและอ่านแถลงการณ์ในช่วงเย็น ซึ่งคาดว่ามีมวลชนเข้าร่วมกว่า 500 คน
นายไพฑูรย์ สร้อยสด แกนนำสมัชชาคนจน กล่าวถึงข้อเรียกร้องในการเคลื่อนไหวครั้งนี้ว่า มีทั้งหมด 6 ข้อสำคัญ ได้แก่
1.การยกเลิกหนี้: ปัจจุบันร้อยละ 60 ของประเทศที่มีรายได้ต่ำ และร้อยละ 30 ของประเทศที่มีรายได้ปานกลาง กำลังเผชิญภาวะวิกฤตหนี้สิน ทำให้มีทรัพยากรจำกัดในการลงทุนเพื่อสร้างอธิปไตยทางอาหารและจัดสวัสดิการสังคม ทั้งยังซ้ำเติมปัญหาความหิวโหยและความเหลื่อมล้ำ การยกเลิกหนี้จึงเป็นสิ่งจำเป็นเร่งด่วนเพื่อตัดวงจรนี้
2.เปิดให้ประชาชนตรวจสอบหนี้ต่างประเทศ: ในหลายประเทศ ชาวนาและผู้ใช้แรงงานยังไม่ทราบแน่ชัดว่า รัฐบาลก่อหนี้ต่างประเทศไปเพื่อวัตถุประสงค์ใด นำเงินไปใช้อย่างไร และใครเป็นผู้ได้รับประโยชน์ที่แท้จริง ดังนั้น จึงควรมีกระบวนการให้ภาคประชาชนตรวจสอบหนี้ต่างประเทศ และติดตามให้ผู้มีอำนาจตัดสินใจต้องรับผิดชอบต่อความเสียหายที่เกิดขึ้นกับชุมชน
3.ยุติการอุดหนุนบรรษัทและนำงบประมาณมาสนับสนุนเกษตรนิเวศ: เร่งปรับทิศทางเงินทุนด้านอาหาร เกษตรกรรม และสภาพภูมิอากาศ ทั้งจากแหล่งทุนภายในประเทศและกลไกพหุภาคี โดยให้ยุติการสนับสนุนระบบอาหารและห่วงโซ่มูลค่าแบบอุตสาหกรรมที่ถูกบรรษัทขนาดใหญ่ครอบงำ แล้วหันมาสนับสนุนอธิปไตยทางอาหารและเกษตรนิเวศ พร้อมทั้งยุติการอุดหนุนธุรกิจเกษตรขนาดใหญ่ทั้งทางตรงและทางอ้อม เพื่อนำงบประมาณส่วนนี้มาสร้างความมั่นคงทางอาหารของชุมชน
4.เพิ่มรายได้รัฐด้วยระบบภาษีบรรษัทและภาษีความมั่งคั่ง: รัฐต้องเพิ่มรายได้ด้วยการจัดเก็บภาษีแบบก้าวหน้า รวมถึงการเก็บภาษีกำไรของบรรษัทในอัตราที่เหมาะสม และจัดเก็บภาษีความมั่งคั่งจากกลุ่มมหาเศรษฐี
5.ทำให้ธนาคารกลางเป็นประชาธิปไตย: ธนาคารกลางต้องมีความโปร่งใส ตรวจสอบได้ และมีความรับผิดชอบต่อประชาชน โดยต้องทำหน้าที่ปกป้องผลประโยชน์ของคนทำงานและผู้มีรายได้น้อย แทนการรับใช้ผลประโยชน์ของกลุ่มทุนใหญ่
6.กำหนดให้ประชาชนและสิ่งแวดล้อมเป็นหัวใจของนโยบายเศรษฐกิจ: การประเมินการปฏิรูปเศรษฐกิจต้องไม่มองเพียงแค่ดุลงบประมาณหรือตัวชี้วัดของตลาด แต่ต้องพิจารณาว่านโยบายเหล่านั้นส่งผลกระทบอย่างไรต่อปัญหาความยากจนและการดำรงชีพของคนในชนบท ตลอดจนขีดความสามารถของระบบนิเวศในการฟื้นตัว โดยต้องไม่ให้ความสำคัญเพียงแค่ตัวเลขผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ (GDP) แต่ต้องดูผลกระทบที่เกิดขึ้นจริงกับชีวิตความเป็นอยู่ของประชาชน
นายไพฑูรย์กล่าวถึงผลกระทบที่เกิดขึ้นจากการดำเนินนโยบายของธนาคารโลกและกองทุนการเงินระหว่างประเทศ (IMF) ว่า นโยบายของทั้งสองสถาบันส่งผลให้เกิดการตัดลดสิทธิและสวัสดิการของประชาชน เช่น การจำกัดสิทธิในบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ (บัตรคนจน) และความพยายามแก้ไขกฎหมายหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ (บัตรทอง) ซึ่งบีบให้ประเทศไทยต้องตัดลดสวัสดิการที่จำเป็นของประชาชนให้เหลือน้อยที่สุด เพื่อนำงบประมาณไปชำระหนี้สิน
“ในอดีตกรณีเขื่อนปากมูลถือเป็นหลักฐานเชิงประจักษ์ว่า ความล้มเหลวของโครงการพัฒนาได้ทำลายวิถีชีวิตของชุมชนลุ่มน้ำมูลกว่า 20,000 ครัวเรือน ซึ่งทุกวันนี้ยังไม่ได้รับการเยียวยาแก้ไขและยังคงเป็นบาดแผลเรื้อรัง ขณะที่นโยบายส่งเสริมเกษตรแปลงใหญ่และพืชเชิงเดี่ยวเพื่อการส่งออก ก็เป็นการผลักให้เกษตรกรรายย่อยต้องแบกรับภาระหนี้สิน ทั้งที่ในอดีตเราไม่เคยมีหนี้ แต่เมื่อปฏิบัติตามนโยบายกลับไม่เคยหลุดพ้นจากวงจรหนี้สินได้เลย ยิ่งไปกว่านั้นการเปิดเสรีทางการค้าที่นำเข้าสินค้าเกษตรจากต่างประเทศ เช่น จีน ก็ทำให้พี่น้องเกษตรกรไทยต้องล้มละลาย ซึ่งทั้งหมดนี้ล้วนเป็นผลพวงจากคำแนะนำของธนาคารโลกและไอเอ็มเอฟ” นายไพฑูรย์ระบุ
สำหรับความคาดหวังในการเคลื่อนไหวครั้งนี้ นายไพฑูรย์กล่าวทิ้งท้ายว่า แม้จะประเมินว่าฝ่ายผู้มีอำนาจอาจไม่รับฟัง เพราะในอดีตเราเรียกร้องมาโดยตลอด แต่เรายังจำเป็นต้องยืนหยัดเรียกร้องต่อไป เพื่อปกป้องสิทธิของเกษตรกร ชีวิตของพวกเรา และอนาคตของลูกหลาน ซึ่งการเคลื่อนไหวในวันนี้จะไม่มีการยื่นหนังสือ เพราะมองว่าการยื่นหนังสือไม่มีความหมายอะไรอีกแล้ว แต่เราต้องการมาประกาศข้อเสนอและชี้ให้เห็นทางออกที่ถูกต้องต่อสาธารณชน