ยูโอบี ส่งพื้นที่ ‘UOB Wonder Lab 2026’ ให้คนรุ่นใหม่กำหนดอนาคตความยั่งยืนในโลกธุรกิจ
“ความยั่งยืนต้องให้เยาวชนเป็นคนกำหนด เพื่ออนาคตของเขาเอง ธนาคารยูโอบีทำหน้าที่เปิดพื้นที่ให้เขาได้ลงมือทำ”
นี่คือแนวคิดการลงทุนในคนและเยาวชนของ ธนาคารยูโอบี ประเทศไทย ผ่านเวที ‘2026 UOB Wonder Lab’ ภายใต้แนวคิด “Where youth ideas meet sustainability challenges: พื้นที่ที่ไอเดียของคนรุ่นใหม่ ได้ร่วมแก้โจทย์ความยั่งยืน”
ความสำเร็จจาก UOB Wonder Lab ในปี 2025 ที่เปิดโอกาสให้เยาวชนพัฒนาโครงการแก้ไขปัญหาสิ่งแวดล้อมในชุมชนของตนเอง ต่อยอดสู่โครงการในปีที่ 2 เปลี่ยนโจทย์จากสิ่งแวดล้อมใกล้ตัว เป็นโจทย์ความท้าทายด้านความยั่งยืนที่เกิดขึ้นจริงในภาคธุรกิจ เพื่อเรียนรู้สถานการณ์จริง พัฒนาทักษะแห่งอนาคต และออกแบบแนวทางแก้ไขที่สามารถสร้างผลกระทบเชิงบวกต่อธุรกิจ สังคม และสิ่งแวดล้อมได้อย่างยั่งยืน
นางสาวธรรัตน โอฬารหาญกิจ ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการใหญ่ บริหารสื่อสารและภาพลักษณ์องค์กร ธนาคารยูโอบี ประเทศไทย อธิบายว่า ความยั่งยืนเป็นหลักในการดำเนินธุรกิจของธนาคารยูโอบี สิ่งที่ธนาคารเลือกทำเพิ่มคือต่อยอดจากปีแรก ด้วยการเปิดให้เยาวชนรับโจทย์จากธุรกิจจริง เพราะ ‘คนรุ่นใหม่คือผู้กำหนดอนาคตจึงเปิดพื้นที่ให้เยาวชนชิมลางจริง’
“เด็กคืออนาคต ความยั่งยืนไม่ได้พูดแค่ปัจจุบัน ต้องมองว่า โลกที่เขาสามารถออกแบบได้เป็นอย่างไร เราจึงให้ UOB Wonder Lab เป็นพื้นที่ทดลองว่า โจทย์ธุรกิจนี้ เขาจะคิดไอเดียและลงมือทำจริงอย่างไร…เราเป็นเหมือน Enabler ที่ช่วยผลักให้เขาทำ”
มองธุรกิจ-ความยั่งยืนมุมใหม่
กว่า 4 เดือนของโครงการนับตั้งแต่เดือนกรกฎาคม 2569 กับเยาวชนผู้สมัครเข้าร่วมโครงการ 688 คน จำนวน 171 ทีม ผ่านบททดสอบต่างๆ จนเหลือ 15 ทีมในรอบ Impact Academy และคัดจนเหลือ 9 ทีมสุดท้ายในรอบ Final Pitch โดยมีเงินรางวัล 120,000 บาท รวม 9 รางวัล
นางสาวธรรัตน กล่าวว่า เยาวชนได้เรียนรู้ตั้งแต่การคิดไอเดีย การคิดเชิงสร้างสรรค์ การเล่าเรื่อง การสื่อสารไปยังกลุ่มเป้าหมาย วิธีคิดทางธุรกิจ งบการเงิน ทำความเข้าใจกับโจทย์หรือปัญหาที่อยากแก้ไข และต้องศึกษาความเป็นไปได้ (feasibility) และนำไปลงมือทำได้จริง (implementation) รวมถึงวิธีการนำเสนอต่อหน้าคณะกรรมการ โดยมีเมนเทอร์ที่ช่วยบ่มเพาะองค์ความรู้เหล่านี้
สิ่งที่เยาวชนได้รับจึงไม่ใช่แค่ทักษะหรือความรู้ แต่เป็นประสบการณ์จริงนอกรั้วมหาวิทยาลัย
ความพิเศษของ 2026 UOB Wonder Lab คือการปล่อยให้เยาวชนเรียนรู้โจทย์ของธุรกิจระดับประเทศ
3 องค์กร ซึ่งเผชิญความท้าทายร่วมกันในการสื่อสารประเด็นด้านความยั่งยืนให้เข้าใจง่าย เข้าถึงได้ และมีความหมายต่อกลุ่มเป้าหมายที่หลากหลาย ทั้งนี้ 3 องค์กร ได้แก่
- DHL Express: โจทย์การสร้างการรับรู้ให้ลูกค้าเข้าใจว่าการใช้บริการส่งสินค้าระหว่างประเทศ ณ จุดบริการ DHL Express ทั้ง 36 สาขาทั่วประเทศ เชื่อมโยงกับการลดผลกระทบสิ่งแวดล้อม
- DKSH: โจทย์การออกแบบแนวคิดแคมเปญการตลาดที่ทำให้เรื่องสิ่งแวดล้อมและความยั่งยืนในธุรกิจ B2B เข้าใจง่าย มีความน่าเชื่อถือ สื่อสารผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อมของแบรนด์ได้ชัดเจน และสนับสนุนการสร้างโอกาสความร่วมมือทางธุรกิจในอนาคต
- HÄFELE Thailand: โจทย์การสร้างความตระหนักในการเลือกผลิตภัณฑ์อุปกรณ์บ้านและการอยู่อาศัยมีผลต่อสิ่งแวดล้อม สื่อสารคุณค่าของผลิตภัณฑ์ที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม และสร้างแรงจูงใจให้ผู้บริโภคเห็นคุณค่าของความยั่งยืน
ความท้าทายร่วมของธุรกิจทั้ง 3 แห่งคือ องค์กรเอกชนส่วนใหญ่มีแผนงานด้านความยั่งยืนอยู่แล้ว แต่ภาคประชาชนยังไม่เข้าใจว่าความยั่งยืนเกี่ยวข้องกับตัวเองอย่างไร และทำไมต้องเลือกผลิตภัณฑ์ที่เน้นเรื่องนี้ เช่น ทำไมต้องซื้อบานพับประตูที่เป็นมิตรต่อโลก หรือสนับสนุนองค์กรที่ทำเรื่องความยั่งยืน
แก้โจทย์ธุรกิจ
“ประสบการณ์ทำให้คนในองค์กร มีมุมมองที่คุ้นเคย การได้ฟังเยาวชนมองโจทย์เดิมด้วยสายตาใหม่ จึงเปิดไอเดียที่ทีมงานไม่เคยนึกถึง”
ยกตัวอย่างทีมที่ได้รับโจทย์ HÄFELE Thailand ซึ่งตีความเรื่องวัสดุเครื่องใช้ในบ้านไม่ใช่แค่สิ่งของ แต่เป็นเรื่องของคนระหว่างรุ่น ตั้งแต่พ่อ แม่ ลูก สะท้อนไปถึงการเลือกใช้ผลิตภัณฑ์ที่ยั่งยืน เพื่อให้สามารถส่งต่อไปถึงคนรุ่นหลังได้
อีกตัวอย่างคือกลุ่มที่ได้รับโจทย์ DKSH ซึ่งมีหน่วยธุรกิจมากมาย เยาวชนจึงนำเสนอเรื่องการสื่อสารความยั่งยืนแบบ one message ให้กลุ่มเป้าหมายสามารถจดจำได้
จากการรับรู้สู่พฤติกรรม
จากการฟังการนำเสนอ นางสาวธรรัตนพบว่าบางไอเดียหยุดอยู่ที่การสร้างการรับรู้ ยังไม่มีคำตอบว่าคนจะเข้ามามีส่วนร่วมและเปลี่ยนพฤติกรรมได้อย่างไร ทีมที่ชนะเลิศจึงตอบโจทย์สองด้านพร้อมกัน คือทำได้จริงและปรับใช้ได้ และให้ผลในระยะยาว
“การเปลี่ยนแปลงจะเกิดขึ้นเมื่อเข้าใจว่าปัญหามีองค์ประกอบอะไรบ้าง ความยั่งยืนคือการที่เปลี่ยนพฤติกรรมของคนได้จริง ถึงจะเรียกว่าผู้สร้างการเปลี่ยนแปลง”
ธนาคารเรียนรู้เรื่องนี้จากประสบการณ์ตัวเองในการแยกขยะ เริ่มจากหาผู้ฝึกสอนมาสอนแม่บ้านซึ่งเป็นผู้แยกขยะโดยตรง แล้วจึงสอนพนักงาน เมื่อพบว่ายังไม่เห็นการเปลี่ยนแปลง จึงปรับมาจัดเป็นเกมและได้ผล ปัจจุบันมีพนักงานบางคนไม่ทิ้งขยะที่ออฟฟิศ แต่เก็บกลับไปล้างและแยกทิ้งที่บ้านด้วย
“เราต้องพิสูจน์ให้เห็นก่อนว่า จากการรับรู้ นำไปสู่การมีส่วนร่วม แล้วเปลี่ยนเป็นนิสัยได้จริง UOB Wonder Lab เป็นโมเดลต่อยอดสู่โครงการ วันนี้ตอบไม่ได้ว่าความสำเร็จของโครงการจะยั่งยืนหรือไม่ ปีหน้าต้องกลับมาทบทวนกันอีกครั้งว่าผลเป็นอย่างไร”
เสียงจากเยาวชน
ฝั่งเยาวชนทั้งหมด 9 ทีมสุดท้ายในรอบ Final Pitch ต่างได้รับประสบการณ์และมุมมองธุรกิจที่สามารถปรับใช้ได้จริง อีกทั้งได้เรียนรู้ทักษะการทำงานเป็นทีม ความเป็นผู้นำ การนำเสนอ และประสบการณ์อีกมากมายนับไม่ถ้วน
ทีมใครเซ็น ได้รับรางวัลชนะเลิศในโจทย์ DKSH โดยมีสมาชิกในทีมประกอบด้วย กุ้งเต้น นัทที ตุ๊กติ๊ก เฟย์ และปุยฝ้าย มองว่าความยั่งยืนคือเรื่องใกล้ตัวที่เยาวชนมีส่วนร่วมได้ และโครงการ UOB Wonder Lab เป็นพื้นที่แห่งการมีส่วนร่วมอย่างแท้จริง
ส่วนกลุ่มที่ได้รับรางวัลชนะเลิศในโจทย์ DHL Express คือ ทีม Just the Case สมาชิกในทีมประกอบด้วย น้ำหวาน กร ฟรุ๊ต อาร์ตคุง และลิลลี่ เห็นตรงกันว่า คำแนะนำจากเมนเทอร์และคณะกรรมการเป็นมุมมองใหม่ที่หาไม่ได้ในห้องเรียน ที่สำคัญคือต้องกล้าคิด กล้าถาม คิดนอกกรอบ แต่ต้องทำให้ไอเดียนั้นปฏิบัติได้จริง
สุดท้ายทีม Catalyst-Five ได้รับรางวัลชนะเลิศในโจทย์ HÄFELE Thailand สมาชิกในทีมประกอบด้วย มากิ เปียโน เกล มาวิน และไอวี่ สรุปว่า สิ่งที่ได้จากโครงการ UOB Wonder Lab ไม่ใช่แค่เงินรางวัล แต่เป็นการกำหนดอนาคตความยั่งยืนที่เริ่มตั้งแต่วันนี้ และในวันหน้าที่เติบโตขึ้น เยาวชนจะเลือกได้เองว่าจะออกแบบโลกใบนี้อย่างไร