โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ท่องเที่ยว

เรื่องเก่าเล่าใหม่ “อ๊ามปุดจ้อ” เช็คอิน “คาเฟ่เหม่ยหลิง”

เดลินิวส์

อัพเดต 22 ชั่วโมงที่ผ่านมา • เผยแพร่ 1 วันที่แล้ว • เดลินิวส์
ย้อนเวลากลับไปในยุคที่เกลียวคลื่นกระทบกาบเรือสำเภาโบราณ และกลิ่นควันไอจากการทำเหมืองแร่ดีบุกยังคงคละคลุ้งทั่วเกาะภูเก็ต ย่านหมู่บ้านจุ้ยตุ่ยในวันนั้นอาจไม่ใช่อาคารตึกแถวตระการตาอย่างที่คุ้นเคยในปัจจุบัน แต่เป็นสายคลองขนาดใหญ่ที่ลึกพอให้เรือใบสามหลักจากต่างแดนแล่นโต้ลมเข้ามาเทียบท่า ณ จุดเชื่อมโยงวิถีชีวิตและสายน้ำแห่งนี้เอง คือจุดเริ่มต้นของ

ณ วันนั้นมีเพียงศาลเจ้าไม้เล็ก ๆ มุงหลังคาจากเรียบง่ายอยู่บริเวณริมคลองท่ามกลางความเงียบสงบ ชาวบ้านขนานนามศาลเจ้าแห่งนี้ว่า "ศาลเจ้าเต้จุ้น" หรือ "ศาลเจ้ากวนอู" เพื่อเคารพบูชาเทพเจ้ากวนอู เทพแห่งความซื่อสัตย์และความกล้าหาญ จนวันหนึ่งในช่วงที่ธุรกิจเหมืองแร่ดีบุกกำลังเจริญรุ่งเรือง พ่อค้าชาวจีนผู้หนึ่งแล่นเรือใบมาจากเกาะปีนังนำพาความหวังและโชคชะตามาสู่เกาะแห่งนี้ พร้อมกับรูปแกะสลักไม้ขององค์พระโพธิสัตว์กวนอิม หรือ “องค์กิมซิ้นโบราณ” ที่นำติดตัวมาบนเรือเพื่อให้ช่วยคุ้มครองให้แคล้วคลาดจากภัยอันตรายในท้องทะเล

เมื่อเรือเทียบท่าและได้ก้าวขึ้นฝั่งมาเห็นบรรยากาศโดยรอบของศาลเจ้าเต้จุ้น เกิดความรู้สึกเลื่อมใสและความสงบเย็นประทับใจอย่างน่าประหลาด จึงเชื่อว่าสถานที่ริมน้ำแห่งนี้คือสัปปายะสถานอันเหมาะสม จึงได้อัญเชิญรูปแกะสลักไม้พระโพธิสัตว์กวนอิมขึ้นประดิษฐานไว้ร่วมภายในศาลเจ้าด้วย

นับแต่นั้นสายธารแห่งศรัทธาก็หลั่งไหลเข้ามาไม่ขาดสาย ผู้คนที่เดินทางมากราบไหว้ต่างได้รับความสุข ความสำเร็จ และอัศจรรย์แห่งความเมตตาตามคำอธิษฐาน ชาวบ้านจึงพร้อมใจกันเปลี่ยนชื่อศาลเจ้าตามนามขององค์เทพประธานองค์ใหม่ในภาษาจีนฮกเกี้ยนว่า "กวนอิมปุดจ้อ" หรือ "ศาลเจ้าปุดจ้อ" คำว่า “ปุดจ้อ” หรือ “พุทโจ้ว” เป็นคำที่ชาวจีนฮกเกี้ยนใช้เรียกพระโพธิสัตว์หรือสิ่งศักดิ์สิทธิ์ชั้นสูงด้วยความเคารพ จากอาคารไม้หลังคาจากเดิมก็ถูกสร้างใหม่เป็นอาคารคอนกรีตตามสถาปัตยกรรมจีนฮกเกี้ยนในช่วงปลายราชวงศ์ชิง (พ.ศ. 2451–2452) ด้วยพลังทรัพย์จากเหล่าคหบดีและชาวภูเก็ตเชื้อสายจีน

วันนี้ศาลเจ้าปุดจ้อก้าวสู่บทใหม่หลังการบูรณะครั้งใหญ่ครั้งที่ 2 เป็นเวลายาวนานถึง 2 ปี ที่ปิดเพื่อปรับปรุงภูมิทัศน์และซ่อมแซมตัวอาคาร เพื่อคืนชีวิตให้แก่จิตวิญญาณสถาปัตยกรรมโบราณ และกลับมาเปิดให้อย่างเป็นทางการอีกครั้งเมื่อวันที่ 28 กรกฎาคม 2569 วันนั้นบรรยากาศอบอวลไปด้วยความสุขและความปิติยินดี มีการจัดพิธีสมโภชและขบวนอัญเชิญองค์ปฐมกวนอิมปุดจ้อ พร้อมทั้งองค์กิมซิ้นรูปจำลองเทพเจ้าเก่าแก่ทั้งหมด เสด็จกลับมาประดิษฐาน ณ แท่นบูชาหลักอย่างยิ่งใหญ่ หลังจากที่เสด็จไปประทับชั่วคราว ณ ศาลเจ้าจุ้ยตุ่ยเต้าโบ้เก้งซึ่งอยู่ข้างเคียงกันระหว่างการก่อสร้าง

สถาปัตยกรรมของศาลเจ้าปุดจ้อสะท้อนถึงวิถีช่างโบราณชาวจีนฮกเกี้ยนอย่างแท้จริง ตัวอาคารโดดเด่นด้วยทรงหลังคาโค้งงอนเชิดปลายตามแบบฉบับวังโบราณจีน ตกแต่งด้วยงานปูนปั้นลอยตัวประดับกระเบื้องเคลือบ ที่เรียกว่า “ตี่เซียง” เล่าเรื่องราวเทพนิยายและปลามังกรอันเป็นสัญลักษณ์แห่งความอุดมสมบูรณ์ ผนังประดับด้วยภาพวาดฝาผนังลายเส้นพู่กันจีนอันอ่อนช้อย ละเลงสีชาดสดใสตัดกับสีทองคำเปลวบริสุทธิ์ ขณะที่โครงสร้างไม้ภายในถ่ายทอดความประณีตผ่านงานไม้แกะสลักลวดลายโปร่งสลับซับซ้อนตามเสาและขื่อคาน สะท้อนความสง่างามอลังการจนได้รับคำยกย่องให้เป็น "พระราชวังปุดจ้อ"

การบูรณะครั้งล่าสุดยังมอบมิติใหม่ทางดีไซน์ด้วยการสร้างสรรค์ "ฟอนต์ปุดจ้อ" (Pud Jor Font) ถือเป็นศาลเจ้าจีนแห่งแรกในประเทศไทยที่มีการออกแบบลายเส้นตัวอักษรเป็นของตนเอง โดยผู้ออกแบบได้นำโครงสร้างฐานของตัวอักษรไทย มาผสานเข้ากับน้ำหนัก จังหวะความหนาบาง และการตวัดปลายพู่กันจีนโบราณ เกิดเป็นตัวอักษรร่วมสมัยที่เชื่อมโยงเรื่องราวประวัติศาสตร์ สถาปัตยกรรม และจิตวิญญาณแห่งศรัทธา นำไปสู่การสื่อสารวัฒนธรรมท้องถิ่นถึงคนรุ่นใหม่

ทันทีที่ก้าวเท้าผ่านประตูศาลเจ้า เข้าสู่ด้านในที่อบอวลไปด้วยกลิ่นควันธูปอบอุ่นและแสงเทียน ความสงบก็เข้ามาปกคลุม ภายในได้จัดแบ่งตำแหน่งประดิษฐานองค์เทพศักดิ์สิทธิ์ไว้ตามคติความเชื่อ โดยมี “องค์พระโพธิสัตว์กวนอิม” องค์กวนอิมปุดจ้อทำจากไม้แกะสลักโบราณประทับเป็นองค์เทพประธานหลัก ณ แท่นบูชากลาง ผู้คนนิยมเดินทางมาขอพรเรื่องความเจ็บป่วย สุขภาพร่างกาย ขอความร่มเย็นเป็นสุข ความสำเร็จในชีวิต และการตั้งชื่อมงคลแก่บุตรหลาน โดยชาวบ้านมักนำเด็กแรกเกิดมาฝากตัวเป็นลูกหลานขององค์ปุดจ้อ เพื่อขอพรให้ท่านคุ้มครองดูแลเติบโตอย่างปลอดภัย

“เทพเจ้ากวนอู” ประทับประธานร่วม ณ แท่นบูชาดั้งเดิม ด้วยความเชื่อที่ว่ากวนอูคือเทพเจ้าแห่งความซื่อสัตย์ ความกล้าหาญ และสัจจะ ผู้คนจึงนิยมกราบไหว้ขอพรเรื่องการขจัดอุปสรรค ความยุติธรรม การบำเพ็ญคุณงามความดี และการ ดำเนินธุรกิจการค้าให้เจริญรุ่งเรือง

“องค์กิมซิ้น” รูปจำลองเทพเจ้าบริวารโบราณ ประดิษฐานเรียงราย ณ แท่นบูชาเคียงข้างองค์ประธาน เป็นองค์เทพเจ้าจำลองเก่าแก่เนื้อไม้และดินเผา มีหน้าที่คุ้มครองปัดเป่าสิ่งอัปมงคล ผู้คนนิยมขอพรเรื่องความแคล้วคลาดปลอดภัย โชคลาภ และกระทำ พิธีลอดใต้ “ตั๋วพระ” หรือ “เกี้ยวเสด็จเทพเจ้า” ตามความเชื่อดั้งเดิมเพื่อขจัดอุบาทว์และเสริมสิริมงคลให้แก่ตนเอง

ไม่เพียงเท่านั้นสิ่งที่ทำให้ศาลเจ้าปุดจ้อกลายเป็นตำนานเล่าขานแบบปากต่อปาก คือภูมิปัญญาโบราณอย่าง "เซียมซียารักษาโรค" ในยุคสมัยที่การแพทย์สมัยใหม่ยังเข้าไม่ถึงเกาะภูเก็ต ยามที่ชาวบ้านเจ็บป่วยหรือเด็กน้อยร้องไห้ด้วยไข้สูง พวกเขาจะพากันมากราบไหว้ ตั้งจิตอธิษฐานเบื้องหน้าองค์ปุดจ้อ แล้วตั้งใจเขย่ากระบอกเซียมซียา ซึ่งแบ่งออกเป็นใบยารักษาโรคทั่วไปและใบยารักษาโรคเด็ก เมื่อได้หมายเลขมา ก็นำใบเซียมซีนั้นไปจัดเทียบตัวยาสมุนไพรจีนที่ร้านขายยาในตัวเมืองมารับประทาน ความแม่นยำในการวินิจฉัยโรคและการปัดเป่าโรคร้ายให้หายเป็นปลิดทิ้ง ถูกบอกเล่าสืบต่อกันมาจนกลายเป็นเอกลักษณ์

การบูรณะใหญ่ครั้งนี้นอกจากจะยังคงสถาปัตยกรรมดั้งเดิมไว้อย่างครบถ้วนแล้ว ยังมีการปรับปรุงภูมิทัศน์ใหม่เพื่อความสะดวกสบายแก่ผู้มาเยือน โดยมีไฮไลต์สำคัญสำหรับสายเช็กอินอย่าง "คาเฟ่เหม่ยหลิง" (Mei Ling) คาเฟ่สไตล์จีนโมเดิร์นที่ซ่อนตัวอยู่อย่างแนบเนียนภายในบริเวณศาลเจ้า เพิ่มเติมประสบการณ์ท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรมรูปแบบใหม่ ให้ผู้มาเยือนได้แวะนั่งพักผ่อน ดื่มเครื่องดื่มเย็น ๆ และชิมขนมอร่อย ๆ หลังจากไหว้พระขอพร

ภายในร้านตกแต่งสไตล์จีนโมเดิร์นโดยนำเสน่ห์ของโรงเตี๊ยมจีนโบราณมาตีความใหม่ให้เข้ากับยุคสมัย เลือกใช้วัสดุไม้จริง โทนสีแดงชาด สีเขียวหยก และสีเบจสว่าง เพื่อให้เข้ากับบรรยากาศของศาลเจ้าด้านนอก แล้วยังมีของประดับตกแต่งที่ให้ความรู้สึกแบบจีนโบราณอีกมากมาย ทั้ง ฉากกั้นไม้แกะสลัก กระจกสีลายโบราณ โคมไฟจีนร่วมสมัย และแน่นอนว่าจะต้องมีลวดลาย "ฟอนต์ปุดจ้อ" ตามจุดต่าง ๆ ด้วย

เครื่องดื่มและขนมที่บริการเป็นการผสมผสานวัตถุดิบและสมุนไพรจีนอันเป็นเอกลักษณ์ของศาลเจ้าปุดจ้อ ออกมาเป็นเมนูสไตล์ฟิวชันรสชาติกลมกล่อม เมนูแนะนำ ได้แก่ กาแฟสมุนไพรเหม่ยหลิง เอสเพรสโซช็อตเข้มข้นผสมน้ำหล่อฮังก๊วยและเก๊กฮวย หอมกลิ่นสมุนไพรเบา ๆ ดื่มแล้วสดชื่นชุ่มคอ ชาเก๊กฮวยเกล็ดหิมะ หรือ ชาจีนน้ำผึ้งมะนาว สองเมนูที่นำชาจีนเกรดพรีเมียมต้มสด ชงหวานน้อย ดื่มแก้ร้อนในเข้ากับสภาพอากาศของภูเก็ต แล้วยังมีเมนู ชาไทยเฉาก๊วยโบราณ ชาไทยเข้มข้นท็อปด้วยเฉาก๊วยหนึบหนับ ส่วนของว่างที่จะมาเคียงมีทั้งซาลาเปาทอดทอดไส้ลาวา หรือไส้เผือกหิมะ ขนมเต้าส้อภูเก็ตและเปี๊ยะสูตรพิเศษ ชอบแบบเย็น ๆ ก็มีไอศกรีมรสสมุนไพรจีนที่มีรสชาติเป็นเอกลักษณ์แตกต่างอย่างรสเก๊กฮวย และรสชาจีน เปิดให้บริการทุกวัน ตั้งแต่เวลา 08.30-17.30 น.

ในช่วงเทศกาลกินเจนี้เวลาเปิด-ปิดจะมีการปรับเพิ่ม-ลดตามขบวนพิธี รวมถึงรับเปลี่ยนเมนูขนมและเครื่องดื่มทั้งหมดให้เป็น เมนูเจทั้งหมดด้วยเพื่อรองรับผู้ที่มาร่วมประเพณีถือศีลกินผักของเมืองภูเก็ต และด้วยความที่ศาลเจ้าปุดจ้อตั้งอยู่ติดกับ "ศาลเจ้าจุ้ยตุ่ยเต้าโบ้เก้ง" ซึ่งเป็นศาลเจ้าประธานหลักในเทศกาลกินเจ ประตูกลางเชื่อมทะลุถึงกันทำให้สะดวกต่อผู้แสวงบุญและผู้ถือศีลกินผักจะเดินผ่านประตูกลางนี้เพื่อกราบไหว้สิ่งศักดิ์สิทธิ์ทั้งสองศาลเจ้า โดยศาลเจ้าปุดจ้อจะถูกประดับประดาด้วยโคมไฟสีแดงและธงเจสีเหลืองด้วย

ช่วงเทศกาลกินเจสภาวัฒนธรรมเทศบาลนครภูเก็ตจัดกิจกรรม “กินผัก นั่งโพถ้อง ชมเมือง ไหว้พระ 9 อ๊าม นครภูเก็ต” นั่งรถสองแถวไม้เมืองภูเก็ตชมเมืองเก่าและกราบสักการะขอพรองค์พระศักดิ์สิทธิ์ประจำอ๊าม 9 แห่งในตัวเมืองภูเก็ต ระหว่าง 14-18 ตุลาคม 2569 วันละ 1 รอบ เวลา 14.00-19.00 น. เพียงร่วมทำบุญท่านละ 199 บาท บริจาคให้กับอ๊ามทั้ง 9 แห่ง ลงทะเบียนได้ที่ Line OA: @tatphuket หรือสอบถาม ททท.สำนักงานภูเก็ต โทร.076 212213 และสภาวัฒนธรรมภูเก็ต โทร. 091 0698623

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...