โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

จากลาบูบู้ถึงหมีเนย : เมื่อความหน้าร้ายกลายเป็นความน่ารัก

The101.world

อัพเดต 01 ก.ค. 2567 เวลา 11.15 น. • เผยแพร่ 27 มิ.ย. 2567 เวลา 13.23 น. • The 101 World

ลาบูบู้ หมีเนย

เพื่อนสาวอายุยังน้อยคนหนึ่งตั้งข้อสังเกตว่า ตุ๊กตาที่ได้รับความนิยมในระยะหลัง ไม่ว่าจะเป็น ‘ลาบูบู้’ (Labubu) หรือตุ๊กตา ‘หมีเนย’ (Butterbear) หน้าตาของตุ๊กตาเหล่านี้ดูมีความ ‘ร้าย’ ซ่อนอยู่เล็กๆ

“แต่เป็นความ ‘หน้าร้าย’ ที่ดู ‘น่ารัก’ นะ” เธอว่า

ข้อสังเกตของเพื่อนทำให้ผมลองพินิจพิจารณาหน้าตาของตุ๊กตาเหล่านี้ จากที่ไม่เคยสนใจมาก่อน เลยไม่รู้ว่าหน้าร้ายไม่ร้ายอย่างไร แต่พอดูให้ดีๆ แล้ว ก็เริ่มเห็นด้วยกับเพื่อนตงิดๆ ว่า เออ…หน้าเจ้าตุ๊กตาเหล่านี้มีความ ‘ร้ายๆ’ แทรกอยู่ด้วยจริงๆ ลาบูบู้นั้นไม่ต้องสงสัย เพราะคุณกาซิง ลุง (Kasing Lung) สร้างลาบูบู้ขึ้นมาเป็นหนึ่งในตัวละครของจักรวาลอาร์ตทอย ‘มอนสเตอร์’ (The Monsters) โดยอิงจากเอลฟ์เพศหญิงในเทพนิยายนอร์ดิก ดังนั้น หน้าตาจึงดูร้ายแบบซุกซนๆ แต่แท้จริงแล้วแฝงไว้ด้วยจิตใจที่ดี ชอบช่วยเหลือผู้อื่น ในขณะที่รอยยิ้มของหมีเนยแสนน่ารักนั้น หลายคนบอกว่าไม่ใช่รอยยิ้มธรรมดา แต่เหมือนมีนัยที่ลึกซึ้งกว่านั้นซ่อนอยู่

ได้ฟังอย่างนี้ ผมเลยเกิดสงสัยขึ้นมาว่า – แล้วเพราะอะไร จากความ ‘หน้าร้าย’ ถึงได้กลายมาเป็นความ ‘น่ารัก’ ในสายตาของหลายๆ คนได้

เอาเข้าจริงแล้ว – นี่ไม่ใช่ครั้งแรกในประวัติศาสตร์ตุ๊กตานะครับ ที่ตุ๊กตาซึ่งหน้าตาไม่เป็นไปตาม ‘แบบและเบ้า’ ของความน่ารักไร้เดียงสา (ดูง่ายๆ ก็คือ ดูหน้าร้ายหรือดูหน้าตาแปลกๆ ไม่น่าไว้วางใจเท่าไหร่) จะได้รับความนิยมล้นหลาม!

‘ตุ๊กตา’ นี่ จริงๆ แล้วมีมาตั้งแต่ยุคโบราณนานนมนะครับ ตุ๊กตาที่เก่าแก่ที่สุดเท่าที่พบ มีอายุราวๆ 4,000 ปี มาจากอารยธรรมอียิปต์และอารยธรรมลุ่มแม่น้ำสินธุ นักมานุษยวิทยาบอกว่า ตุ๊กตานั้นมีหน้าที่ที่ชวนขนลุกอยู่ไม่น้อยนะครับ เพราะโบราณเดิมทีสร้างขึ้นเพื่อนำมาใช้ในพิธีกรรมต่างๆ มีทั้งพิธีกรรมแง่บวก คือเป็นตัวแทนความเชื่อเชิงลัทธิศาสนา ตุ๊กตาจึงกลายเป็น ‘รูปเคารพ’ คือเป็นตัวแทนของเทพเจ้าทั้งหลาย แต่ในอีกด้านหนึ่ง ตุ๊กตาก็กลายเป็นตัวแทนของพิธีกรรมร้ายกาจอย่างมนต์ดำ เช่นในกรณีตุ๊กตาวูดูที่เอาไว้สาปแช่งได้ด้วย

ฟังดูแล้ว หน้าที่ของตุ๊กตาที่ว่ามาน่าจะทำให้ตุ๊กตาเป็นหนึ่งในของ ‘ต้องห้าม’ ใช่ไหมครับ เพราะตุ๊กตาเป็นตัวแทนของทั้งความศักดิ์สิทธิ์และความ ‘อันตราย’ ไปพร้อมกัน แต่ปรากฏว่า มนุษย์กลับนำตุ๊กตามาใช้เป็น ‘ของเล่นเด็ก’ อย่างแพร่หลายในหลายอารยธรรม

เวลาพูดถึงตุ๊กตา หลายคนมักนึกถึงแต่ภาพของ ‘ความน่ารัก’ อย่างเดียว เพราะแนวคิดเรื่องตุ๊กตาถูกนำมาใช้เป็นของเล่นเด็กนั้น เป็นหน้าที่ (function) ที่แพร่หลายกว่าหน้าที่ทางศาสนาหรือมนต์ดำ แต่การบอกว่าตุ๊กตาเป็นตัวแทนของความน่ารักอย่างเดียวนั้น ดูจะเป็นการ ‘ดูแคลน’ ตุ๊กตาอยู่สักหน่อย เพราะเอาเข้าจริง ตุ๊กตาไม่ได้เป็นแค่นั้น

ประเด็นหนึ่งที่มีการศึกษากันมากก็คือ ‘การออกแบบ’ ตุ๊กตาในแต่ละยุค สามารถ ‘สะท้อน’ อารมณ์ความรู้สึกของผู้คนในแต่ละยุคสมัยได้อย่างไร

หนังสือเล่มหนึ่งที่พูดถึงเรื่องนี้เอาไว้คือ Kid’s Stuff: Toys and the Changing World of American Childhood ของ แกรี ครอส (Gary Cross)

[ถ้าใครอยากอ่านหนังสือเล่มนี้ สามารถหาซื้อได้ทาง amazon.com นะครับ มีฉบับ Kindle ด้วย แต่ขออนุญาตแอบบ่นนิดหน่อยว่า เป็นหนังสือที่แพงมาก ฉบับ Kindle ราคาตั้งสามสิบกว่าเหรียญ แสดงให้เห็นว่าเรื่องราวของ ‘ของเล่น’ นี่ไม่ใช่เรื่องเล่นๆ เลย!]

แม้หนังสือเล่มนี้จะศึกษา ‘ของเล่น’ โดยรวมหลากหลายชนิด ไม่ได้ศึกษาตุ๊กตาเพียงอย่างเดียว แต่ก็ต้องถือว่าตุ๊กตาเป็นส่วนสำคัญในการเล่นของเด็กๆ คุณครอสศึกษาการเปลี่ยนแปลงของของเล่นตั้งแต่ปลายศตวรรษที่ 19 จนถึงปลายศตวรรษที่ 20 เรียกว่าศึกษาพัฒนาการของของเล่นเป็นเวลาเกือบร้อยปี เพื่อดูว่าของเล่นกับการเปลี่ยนแปลงทางสังคมนั้นสัมพันธ์กันอย่างไร

อาจมีคนไม่น้อยคิดว่าของเล่นก็คือของเล่น ไม่น่าจะสะท้อนสภาพเศรษฐกิจ สังคม หรือความเชื่ออะไรได้ แต่จริงๆ แล้ว แค่เรื่องวัสดุที่ใช้ทำของเล่นก็บอกอะไรได้หลายอย่างแล้วครับ อย่างเช่น ในยุคเศรษฐกิจตกต่ำระดับ The Great Depression ในอเมริกา เขาพบว่าตุ๊กตามักจะเรียบง่าย และทำจากวัสดุราคาถูกเป็นหลัก

ที่เป็นอย่างนั้นก็เพราะตุ๊กตาถือเป็น ‘ของฟุ่มเฟือย’ สำหรับคนยากจนนะครับ พ่อแม่ที่ขัดสนจะเลือกใช้เงินซื้ออาหารมากกว่าซื้อตุ๊กตา ในภาวะเศรษฐกิจตกต่ำ ผู้ผลิตตุ๊กตาจึงต้องพยายามลดราคาตุ๊กตาลงมาให้มากที่สุด

คุณครอสบอกไว้ว่า ตุ๊กตาที่เราเห็นในแต่ละยุคสมัยนั้น อาจถือได้ว่าเป็น ‘ภาพตัวแทน’ ของ ‘ความคาดหวังทางสังคม’ ในสองด้านที่สวนทางกัน ด้านหนึ่งคือ ‘สังคม’ คาดหวังให้เด็กเป็นอย่างไรก็จะสร้างตุ๊กตาแบบนั้นออกมา เช่น ตุ๊กตาพ่อแม่ลูกที่เด็กๆ นำมาเล่น ‘ครอบครัว’ กัน คือตุ๊กตาที่สอน ‘บทบาท’ การเป็นพ่อแม่ลูก รวมไปถึงบทบาทการเป็น ‘ผัวเมีย’ ซึ่งมีหน้าที่ของหญิงชายฝังอยู่ในนั้น เช่น ตุ๊กตาพ่อจะออกไปทำงานนอกบ้าน ตุ๊กตาแม่จะคอยดูแลบ้าน เป็นต้น จึงเป็นการ ‘เตรียมเด็ก’ ให้เข้าสู่บทบาทผู้ใหญ่ในอนาคต ด้วยวิธีการ ‘จำลองแบบ’ หรือจะเรียกว่าเป็น simulation ในทางค่านิยมทางเพศก็ได้

แต่ในอีกด้านหนึ่ง ตุ๊กตาที่ผู้ใหญ่ออกแบบมานั้น ผู้ใหญ่ไม่อาจคาดเดาได้เลยว่าเด็กจะชอบเล่นหรือไม่ชอบ แม้มีการวิเคราะห์ทางการตลาดว่าทำไมตุ๊กตาแบบนั้นแบบนี้ถึงขายดี แต่เอาเข้าจริงก็เป็นการวิเคราะห์แบบเอาผลมาตัดสินเหตุเสียส่วนใหญ่ ดังนั้นจึงมีการวิเคราะห์ว่า การเลือกเล่นตุ๊กตาแบบไหนคือการแสดงออกของเด็กว่า ‘คาดหวัง’ กับสังคมอย่างไร ด้วยเหมือนกัน สองเรื่องนี้จึงมีส่วนอย่างมากว่าตุ๊กตาแบบไหนจะ ‘ฮิต’ ในยุคไหน ความฮิตของตุ๊กตาในแต่ละยุคจึงบอกเราได้ถึงความต้องการของผู้ใหญ่และเด็กที่อาจสวนทางหรือสอดคล้องกัน

นอกจากนี้แล้ว คุณครอสยังเสนอมุมอื่นๆ อีกหลายมุมที่น่าสนใจ ทั้งความแตกต่างทางชนชั้นและเชื้อชาติ (เช่น คนผิวสี คนผิวขาว ฯลฯ) เรื่องของเทคโนโลยีและนวัตกรรมใหม่ๆ ที่ทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงของของเล่น เช่น จากของเล่นธรรมดาไปสู่ของเล่นอิเล็กทรอนิกส์ รวมไปถึงบทบาททางเพศ โครงสร้างในครอบครัว การ ‘ควบคุม’ การเล่นของเด็กโดยผู้ใหญ่ (เช่น เด็กผู้ชายต้องเล่นตุ๊กตาจีไอโจ เด็กผู้หญิงต้องเล่นตุ๊กตาบาร์บี้ ฯลฯ)

คุณครอสเสนอมุมมองที่ลึกซึ้งเกี่ยวกับความสัมพันธ์ระหว่างของเล่น สังคม และวัฒนธรรมเด็กในอเมริกา โดยชี้ให้เห็นว่าของเล่นไม่ได้เป็นไปเพื่อความบันเทิงอย่างเดียว แต่ถ้า ‘ถอดรหัส’ ของเล่นเป็น เราจะเห็นเลยว่า ของเล่น (โดยเฉพาะตุ๊กตา) เป็น ‘เครื่องมือสื่อสาร’ ที่สำคัญ ในการ ‘สอน’ เรื่องค่านิยมต่างๆ จากคนรุ่นหนึ่งไปสู่คนอีกรุ่นหนึ่งด้วย แต่มันจะได้รับความนิยมไหม คราวนี้ขึ้นอยู่กับ ‘อำนาจ’ ในมือเด็กๆ แล้ว ว่าจะชอบสิ่งที่ผู้ใหญ่หยิบยื่นให้หรือเปล่า ไม่ชอบก็แค่ไม่เล่นเท่านั้น ดังนั้น การที่ตุ๊กตาแบบหนึ่งๆ จะได้รับความนิยมในระดับที่เด็กๆ ทั่วโลกเห็นพ้องต้องกันว่าอยากเล่นจนกลายเป็นปรากฏการณ์สังคมในยุคหนึ่งๆ ได้ จึงไม่ใช่เรื่องง่ายเลย

ตุ๊กตายุคต้นศตวรรษที่แล้ว มักจะเป็นตุ๊กตาที่เตรียมเด็กให้เป็นผู้ใหญ่ เช่น ตุ๊กตาเด็กทารกมีหน้าที่ฝึกเด็กผู้หญิงให้เรียนรู้บทบาทแม่และเมียตั้งแต่ยังเด็ก

ราวๆ ยุค 1930s เกิดปรากฏการณ์ตุ๊กตาเชอร์ลีย์ เทมเพิล (Shirley Temple) บูม

เชอร์ลีย์ เทมเพิล เป็นนักแสดงเด็กที่เต้นรำเก่งมากจนเป็นที่นิยมไปทั่วโลก ความนิยมของตุ๊กตาเชอร์ลีย์ เทมเพิล จึงสะท้อนให้เห็นถึงยุครุ่งเรืองของวงการภาพยนตร์ฮอลลีวู้ด รวมไปถึงความต้องการ ‘หนี’ (escapism) ไปจากความทุกข์ยากทางเศรษฐกิจ และการที่เด็กสามารถดึงดูดใจผู้ใหญ่ได้ด้วยความสามารถของตัวเอง เชอร์ลีย์ เทมเพิล จึงกลายเป็นสัญลักษณ์ของความสดใส ความหวัง และปลอบประโลมใจให้เด็กๆ มีความหวังว่าจะมีชีวิตที่ดีกว่าเดิมได้ด้วยความสามารถของตน

หรือในยุค 1960s เป็นยุคที่บาร์บี้ (และจีไอโจ) ครองเมืองตลอดเวลาอันยาวนาน และน่าจะเป็นบาร์บี้นี่เอง ที่ทำให้หลายคนติดภาพว่า ‘ตุ๊กตา’ จะต้องน่ารักสดใสเสมอ แม้ในตอนหลังจะมีขบวนการ ‘ปลดปล่อย’ บาร์บี้ เพื่อให้เธอหลุดพ้นจากกรงขังของความเป็นหญิงสวยน่ารักเพียงอย่างเดียว จนก่อเกิดเป็นองค์กรชื่อ Barbie Liberation Organization ขึ้นมา (ซึ่งต่อมาทำงานหลายด้านมาก ไม่ใช่แค่เรื่องตุ๊กตา) แต่กระนั้น ‘ภาพ’ ของบาร์บี้ก็ยังเป็นภาพของ ‘ตุ๊กตาน่ารัก’ อยู่ดี

แล้ว ‘ตุ๊กตาหน้าร้าย’ มาจากไหน?

ที่จริงเรื่องความ ‘หน้าร้าย’ หรือ ‘น่ารัก’ ของตุ๊กตานี่พูดยากนะครับ เพราะน่าจะเป็นเรื่องอัตวิสัยพอสมควร อย่างตุ๊กตาคิวพี (Kewpie) ที่พัฒนามาจากงานการ์ตูนของ โรส โอนีล (Rose O’Neill) คิวพีซึ่งมีมาตั้งแต่ยุค 1910s-1920s อยู่ในตระกูล bisque doll หรือตุ๊กตาที่บางส่วนหรือทั้งตัวทำจากพอร์ซเลนที่เรียกว่า biscuit porcelain และปัจจุบันกลายเป็นของสะสมมูลค่ามหาศาล ก็มีคนถกเถียงกันนะครับ ว่ามัน ‘น่ารัก’ หรือ ‘น่ากลัว’ กันแน่ (ลองเสิร์ชดูหน้าของคิวพี แล้วตัดสินใจกันเอาเองนะครับว่าน่ารักหรือหน้าร้าย)

แต่ที่ถือกันว่าเริ่มเกิดตุ๊กตา ‘หน้าแปลก’ ที่อาจจะยังไม่ได้ดูหน้าร้ายสักเท่าไหร่ แต่ที่แน่ๆ คือเป็นตุ๊กตาที่มีความขบถด้วยหน้าแปลกแหวกขนบของ ‘ตุ๊กตา’ แบบที่ผู้คนคุ้นเคยกัน คือตุ๊กตาโทรล (Troll doll) ที่ได้แรงบันดาลใจในการออกแบบมาจากโทรล (Troll) ในตำนานปรัมปราพื้นบ้านของสแกนดิเนเวีย โดยจะมีผมตั้งฟูชี้ขึ้นไปด้านบน ตุ๊กตาโทรลนี้กลายเป็นกระแสฮือฮามากๆ ในอเมริกายุคทศวรรษ 1960s และแม้จะซาๆ ไปบ้าง แต่ในปัจจุบันก็ยังเป็นที่นิยมกันอยู่

เจ้าตุ๊กตาโทรลนี้ น่าจะเป็นตุ๊กตา ‘สมัยใหม่’ ตัวแรกนะครับ ที่ได้รับการยอมรับว่ามันมีสัญลักษณ์ของการ ‘ขบถต่อต้าน’ อยู่ในตัว เพราะยุคที่มันเกิดมา (คือ 1950s-1960s) มีความสัมพันธ์กับ ‘วัฒนธรรมฮิปปี้’ ในหลายระดับ เช่น ช่วงเวลาที่ฮิตตรงกับช่วงที่ฮิปปี้เฟื่องฟู แถมยังมีผมยาวฟูฟ่องแบบฮิปปี้ด้วย แต่ที่สำคัญก็คือ มันคือตุ๊กตาที่หน้าตาไม่น่ารัก ไม่สอดคล้องกับ ‘มาตรฐานความงาม’ ทั่วไป จึงสะท้อนแนวคิดการ ‘ต่อต้านสังคม’ ชัดเจน แถมยังมีสีสัน (โดยเฉพาะสีผม) ที่ฉูดฉาดมากๆ สอดคล้องกับสีสันแนวไซคีเดลิก (psychedelic) ของฮิปปี้ด้วย

หลายคนจึงมองว่า ตุ๊กตาโทรลน่าจะเป็นตุ๊กตา ‘หน้าแปลก’ ตัวแรกในยุคสมัยใหม่ ที่พกพา ‘ความร้าย’ ซ่อนเอาไว้ในตัว แล้วหลังจากนั้นก็เริ่มเกิด ‘ตุ๊กตาหน้าร้าย’ ตามมาอีกในยุคสมัยต่างๆ โดยเรียกได้ว่ามีการ ‘แข่งขัน’ (contest) กันอยู่ตลอดเวลา ระหว่างตุ๊กตาหน้าร้ายกับตุ๊กตาน่ารัก เช่น เฟอร์บี้ (Furby) ในยุค 1990s-2000s เป็นตุ๊กตาตัวแรกๆ ที่ใช้อุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ซ่อนอยู่ภายใน ทำให้มันสามารถตอบโต้ได้ และในรุ่นหลังๆ ก็ถึงขั้น ‘แสดงอารมณ์’ ได้ด้วย (แต่ก็แบบเบื้องต้นน่ะนะครับ) เรียกว่า Emoto-Tronic Furby เจ้าเฟอร์บี้นี้บางคนก็บอกว่าน่ารัก แต่บางคนก็บอกว่าหน้าดู ‘ร้ายๆ’ อยู่ไม่น้อย ผู้วิเคราะห์ว่า เฟอร์บี้สะท้อนการ ‘ขบถ’ อีกแบบหนึ่ง คือขบถต่อยุคสมัย คนรุ่นใหม่ (ในเวลานั้น) นิยมเล่นเฟอร์บี้เพราะมันคือสัญลักษณ์ของการก้าวไปข้างหน้าในมิติเทคโนโลยีแบบที่ของเล่นหรือตุ๊กตารุ่นก่อนๆ ทำไม่ได้ และหน้าตาของเฟอร์บี้ก็ไม่ได้น่ารักตามขนบด้วย มันจึงเป็นตัวแทนความขบถหลายชั้น

แล้วลาบูบู้กับหมีเนยล่ะครับ?

ที่จริงแต่ละคนอาจเห็นภาพความหน้าร้ายและน่ารักไม่เหมือนกันนะครับ บางคนอาจจะบอกว่า – ไม่เห็นร้ายเลย น่ารักออก แต่บางคนก็อาจรู้สึกได้ถึงความร้ายที่น่ารักของตุ๊กตาทั้งคู่

ที่จริงแล้ว ความดังของทั้งลาบูบู้และหมีเนย เกิดขึ้นเพราะโซเชียลมีเดียและจากการแชร์และการใช้ของคนดังระดับโลก ตุ๊กตาทั้งสองจึงช่วยสะท้อนให้เห็นว่า อิทธิพลของโซเชียลมีเดียในสังคมยุค 2020s นี้ ‘แรง’ ขนาดไหน แต่ถ้านึกย้อนกลับไปถึงกำเนิดของตุ๊กตาที่ได้รับความนิยมอย่างมากทั้งสองตัวนี้ เราจะพบว่าทั้งคู่ถือกำเนิดในช่วงก่อนโควิด-19 และมีชีวิตแบบยังไม่ค่อยจะโด่งดังเท่าไหร่ในช่วงโควิด-19 ที่ผู้คนกำลังท้อแท้สิ้นหวัง จึงอาจเป็นไปได้ที่หน้าตาของตุ๊กตาทั้งสองนั้นจะ ‘มีนัย’ ที่สะท้อนถึงความคิดและอารมณ์ความรู้สึกของสังคมได้

ลาบูบู้จะแสดงความบึ้งหรือความร้ายผ่านทางคิ้วและการแยกเขี้ยวในแบบ ‘ร้ายแสดงออก’ ส่วนหมีเนยนั้น เพื่อนผมบอกว่ารอยยิ้มที่แสนน่ารักนั้นซ่อน ‘นัย’ เอาไว้ลึกๆ ซึ่งอาจแสดงให้เห็นว่า ตุ๊กตาทั้งสองแบบมีอาการ ‘ไม่สยบยอม’ ซ่อนอยู่ภายใน จึงไม่เหมือนตุ๊กตาสมัยก่อนที่บอบบาง แลดู ‘น่ารัก’ แบบไร้อันตราย หรืออาจพูดได้ว่ามีความ ‘เชื่อง’ ซ่อนอยู่ นั่นอาจแปลว่า ความร้ายที่น่ารักเหล่านี้สัมพันธ์กับการที่สังคม ‘ยอมรับ’ ความหลากหลายใน ‘ตัวตน’ และ ‘การแสดงออกทางอารมณ์’ ได้มากขึ้นกว่าสมัยก่อน และสะท้อนอารมณ์ความรู้สึกของคนรุ่นใหม่ออกมาในตุ๊กตาที่มี expression ที่ซับซ้อน – หรือเปล่า

เหล่านี้ไม่ใช่คำตอบหรือคำอธิบายนะครับ มันยังคงเป็น ‘คำถาม’ อยู่ดี เป็นคำถามที่ว่า – สีหน้าหรือการแสดงออกบนใบหน้าของตุ๊กตาที่ได้รับความนิยมนั้น ช่วยบอกเราได้ไหมว่าเราอยู่ในสังคมที่ผู้คนกำลังมีอารมณ์ความรู้สึกอย่างไร

จะว่าไป ลาบูบู้และหมีเนยมีลักษณะคล้ายการ ‘เลี้ยงแมว’ ของคนสมัยใหม่ไม่น้อย นั่นคือการยอมรับว่า ‘ความร้าย’ อาจเป็น ‘ความน่ารัก’ อีกแบบหนึ่งก็ได้ เช่น แมวจะชอบ ‘สวบ’ หรือไม่ยอมทำตามคำสั่งของเจ้าของ กัด ข่วน หรือแม้กระทั่งทำลายข้าวของ แต่กระนั้น เจ้าของก็ยังรัก

ลาบูบู้และหมีเนยจึงอาจแสดงให้เราเห็นถึงความหลากหลายในการ ‘ยอมรับ’ และ ‘ตีความ’ สัญญาณทางสังคมแบบใหม่ที่เปิดกว้างมากขึ้น ไม่ได้แปลว่าหน้าบึ้งหรือหน้าร้ายแล้วจะต้อง ‘ร้าย’ ตะพึดตะพือเพียงอย่างเดียว!

ลาบูบู้ หมีเนย

ลาบูบู้ หมีเนย

ลาบูบู้ หมีเนย

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...