‘คิดถึงบ้าน มาเรียนไกลขนาดนี้ ทำไงดี?’ 8 Tips & Tricks จัดการปัญหา Homesick
สำหรับชาวทีมเด็กนอกที่ไม่ว่าจะไปเรียนต่อ ทำงาน หรือย้ายไปอยู่ต่างประเทศ ในช่วงแรกหลายคนอาจจะเจอกับ Culture Shockยังไม่คุ้นชินกับสภาพแวดล้อม วัฒนธรรมและผู้คนใหม่ๆ จนทำให้รู้สึกคิดถึงบ้าน หรือที่รู้จักกันว่า‘Homesickness’ แม้ว่าฟังดูไม่น่าใช่ปัญหาใหญ่และต่างก็รู้ว่าเป็นเรื่องที่ต้องเจออยู่แล้ว สักแปปเดี๋ยวก็คงหาย แต่ในความเป็นจริงการปล่อยไว้นานและแก้ไขไม่ถูกจุดก็อาจทำให้เกิดผลเสียในระยะยาวและอาจนำไปสู่ภาวะซึมเศร้าก็เป็นได้
อย่างพี่เองก็เคยเป็นนักเรียนแลกเปลี่ยนโครงการ AFS มาก่อน เข้าใจดีเลยว่าความรู้สึกนี้มันเป็นยังไง บอกเลยว่าไม่ง่ายแต่สุดท้ายก็ผ่านมาได้ เพราะทำตาม Tips & Tricks ที่จะพูดถึงในบทความนี้นี่แหละ รวบรวมมาให้ 8 ข้อ เป็น Life saver สุด!รับรองว่ามีประโยชน์นำไปปรับใช้ได้ให้เข้ากับไลฟ์สไตล์ตัวเองได้เลย จะมีอะไรบ้าง ไปดูกันนน~~
………..
1. Say Yes to Homesickness
เรื่องนี้สำคัญมากเพราะสเต็ปแรกก่อนที่เราจะก้าวข้ามอาการ Homesickness ได้คือเราต้องโอบรับมันก่อนหมั่นบอกตัวเองว่าความคิดถึงบ้านไม่ได้แปลว่าเราอ่อนแอ หรือเราเข้าใจอะไรผิดไป เพราะเอาจริงๆ มันเป็นเรื่องปกติมากที่หลายคนต้องเคยมีประสบการณ์ Culture Shock เมื่ออยู่ต่างบ้าน ต่างเมือง ต่างวัฒนธรรม
อย่างที่เคยบอกในบทความจากเรื่อง Inside Outว่า “การที่เพิกเชยกับความรู้สึกแย่ไม่ได้ทำให้เรารู้สึกดีขึ้นแต่อย่างใด แต่จริงๆ มันกลับทำให้ความรู้สึกรุนแรงและฝังลึกลงไปอีก ดังนั้นสิ่งที่ดีที่สุดคือการเผชิญหน้า”เมื่อเราคิดถึงบ้าน อยากร้องไห้ ปล่อยโฮมาเลยก็ไม่เสียหายนะ แต่ๆๆ อย่าเศร้านานล่ะ! สัก 1-2 วันก็พอ แล้วก็ค่อยไปต่อ
2. ว่างใช่มั้ย หาอะไรทำด่วน!
หลังจากที่ปล่อยใจกับอาการโฮมซิกไปแล้ว ก็มาถึงเวลาเริ่มต้นทำอะไรสักอย่าง จริงๆ มีกิจกรรมที่ช่วยบรรเทาความเศร้าหลายอย่างมากที่จะช่วยให้เราไม่ฟุ้งซ่านและไม่คิดมาก เพียงเราต้องหาจุดโฟกัสให้เข้ากับไลฟ์สไตล์ของตัวเองก่อนโดยอาจจะเริ่มจากเรื่องง่ายๆ เช่น การทำงานบ้าน-จัดระเบียบห้องให้น่าอยู่ หรืออาจลองระบายความรู้สึกเขียนลงไดอารีหรือเขียน blog บันทึกเรื่องราวลงไป (พอกลับมาอ่านอีกครั้งก็อาจจะรู้สึกภูมิใจกับตัวเองที่ผ่านมาได้ก็ได้นะ) หรือถ้าเหงาจริงๆ ก็อาจลองหาเพื่อน make friend กับคนไทยที่อยู่ในสถาบันหรือเมืองเดียวกันกับเรา โดยเริ่มค้นหาจากกลุ่ม Facebook คอมมูนิตีคนไทยในต่างแดนหรือเมืองนั้นๆ เป็นต้น // อาจจะช่วยให้เราหายเหงาและมีจุดโฟกัสนอกเหนือจากการเรียนได้ไม่มากก็น้อย
อย่างตอนพี่ไปแลกเปลี่ยนช่วงแรกที่โรงเรียนยังไม่เปิดคืออยู่บ้านคนเดียวเหงาๆ เพราะโฮสต์ก็ไปทำงานกัน พี่ก็เลยดูดฝุ่น ซักผ้า ถูพื้นวนไป เรียกว่าทำจนลืมเวลาไปเลย แทบไม่ได้นึกถึงไทยสักนิด หรืออย่างการเข้าไปร่วมจอยในชมรมก็เป็นอีกตัวเลือกที่ดีมากเหมือนกัน เพราะมันเปิดโอกาสให้เราได้หาเพื่อนใหม่ที่มีความสนใจตรงกับเรา และคนรอบตัวนี่แหละมีส่วนช่วยให้เราปรับตัวเข้าหาสังคมใหม่ในต่างประเทศได้ดีขึ้น
หรือใครอยากจะเปลี่ยนความรู้สึก Down ให้เป็นเงินก็ย่อมได้ นักเรียนต่างชาติหลายคนก็เลือกการทำงาน Part-time ในการ Make money และได้พบปะผู้คนพร้อมสะสมประสบการณ์ไปในตัว
Note:อย่าลืมเช็กข้อกำหนดวีซ่านักเรียนของประเทศนั้นด้วยนะว่าอนุญาตให้ต่างชาติแบบเราทำงานนอกเวลาเรียนได้หรือไม่ และมีเงื่อนไขอะไรยังไงบ้าง
3. ติดต่อทางบ้านบ้าง แต่อย่ามากเกินไปล่ะ
เดี๋ยวยุคนี้เทคโนโลยีพัฒนาไปไกลมาก มีแอปพลิเคชันที่ช่วยให้เราได้พูดคุย วิดีโอคอลกับครอบครัวได้แบบเรียลไทม์และง่ายมากขึ้น เช่น Line, Facebook Messenger, Facetime เป็นต้น หรือแค่ไถ IG Story ก็สามารถอัปเดตข่าวสารจากทางบ้านและเพื่อนๆ ให้พอหายคิดถึงได้ เหมือนย่อโลกให้อยู่ใกล้กันมากขึ้น แต่ถึงอย่างนั้นก็อย่าติดต่อบ่อยเกินล่ะต้องหาจุดบาลานซ์ เพราะบางทีมันจะยิ่งทำให้เรารู้สึกโฮมซิกกว่าเดิมและการปรับตัวเข้าหาคนใหม่ๆ ยากขึ้น // อย่างพี่ก็มีคอลกับที่บ้านสัปดาห์ละ 1 ครั้งเท่านั้นแหละ คุยมากกว่านี้เดี๋ยวนอยด์อยากกลับบ้าน
4. ลดเวลาออนไลน์ โฟกัสกับสิ่งตรงหน้า
เคยไหมที่ไถฟีดโซเชียลแล้วเห็นเพื่อนหรือครอบครัวอยู่กันพร้อมหน้าพร้อมตาแล้วรู้สึกดาวน์ บางทีก็นอยด์ที่ตรงนั้นไม่มีเรา (อยากวาร์ปไปใจจะขาดแต่ก็ทำไม่ได้) เหมือนกับข้อก่อนหน้าเลย เราอาจจะเข้าอินสตาแกรมไปดูโพสต์ ดูสตอรี่คนอื่นเล็กน้อยให้พอรู้ว่าเค้าเป็นยังไงกันบ้าง สบายดีหรือเปล่า แต่ถ้ามัวแต่ตามติดชีวิตคนรู้จักที่ไทยมากไป บางทีเราเอาความสุขตัวเองไปเปรียบเทียบกับคนอื่นโดยไม่รู้ตัวจนทำให้เศร้าได้ ฉะนั้นลดเวลาออนไลน์ เพิ่มเวลาออฟไลน์ โฟกัสกับสิ่งที่อยู่ตรงหน้าซะ บางทีอาจจะมีเรื่องดีๆ อยู่นอกหน้าจอรอเราอยู่ก็ได้
ตอนที่พี่ไปแลกเปลี่ยน เวลาว่างๆ ก็เลือกอ่านหนังสือ อ่านวนไปจนลืมโทรศัพท์ไปเลย นอกจากผ่อนคลายแล้วยังช่วยเสริมสร้างวินัยการอ่านไปในตัว สุดท้ายแล้วนอกจากจะไม่โฮมซิกแล้วยังได้พัฒนาสกิลภาษาแบบจัดเต็ม 2 in 1 ไปอีก
5. พกของฮีลใจ
โดยเฉพาะคนที่มีแฟนและใครที่มีแฟนทิพย์เป็นดาราไอดอล พี่คิดว่าคงต้องมีพกของชิ้นเล็กๆ น่ารักๆไปต่างประเทศด้วยอยู่แล้ว อย่างตุ๊กตา รูปโพลารอยด์ หรือพวงกุญแจ ไอเท็มพวกนี้มีประโยชน์ไม่เบาเพราะมันเป็นเหมือนกับสิ่งแทนใจ เป็นคอมฟอร์ตโซนที่ทำให้เรารู้สึกว่าเค้ายังอยู่ใกล้ๆ เราเสมอ ไม่ไปไหนข้อนี้อาจจะดูนิยายนิดนึง ฟีลนางเอกกำสร้อยคอและนึกถึงพระเอก (*ยิ้มกรุ้มกริ่ม*) แต่เชื่อว่าต้องทำให้หลายคนรู้สึกดีขึ้นแน่นอน ก่อนออกเดินทางอย่าลืมพกไปด้วย!
6. ชุดพร้อม กล้องพร้อม เงินพร้อม เตรียมออกสำรวจโลก
มาตั้งไกลแล้วจะมัวเก็บตัวเศร้าอยู่ในห้องทำไม? ออกไปสำรวจโลกกว้างซะ อาจจะมีเรื่องราวอีกมากมายที่รอให้เราไปค้นหานอกจากได้ซึมซับวัฒนธรรมต่างแดนแล้ว ยังเป็นการกอบโกยประสบการณ์ชีวิตที่อาจหาที่ไหนไม่ได้ อย่างสาย Outdoor อาจจะไปเดินป่า ตั้งแคมป์ ดูดดื่มกับบรรยากาศดีๆ หรือเล่นกีฬา Extreme sports ก็ปัง ส่วนใครเป็นสายกินก็เปิดมือถือปักหมุดพิกัดร้านอาหารเก๋ๆ ไว้ แล้วหาวันว่างไปเช็กอิน
ถ้าใครเป็นสายคอนเทนต์ก็อาจถ่าย Vlog สร้างช่องเป็นของตัวเอง ไม่ว่าจะลุยเดี่ยวหรือตั้งตี้กับเพื่อนก็ได้หมดถ้าสดชื่น ตามสไตล์ที่เราชอบเลย~ (เผลอๆ อาจมีคนติดตามเยอะและสามารถต่อยอดสร้างรายได้ได้ด้วย)
7. เลิกเปรียบเทียบตัวเองกับคนอื่น
คนอื่นไม่ Homesick ไม่ได้แปลว่าเราแปลกนะ ดังนั้นไม่ต้องโทษตัวเองและอย่าไปเปรียบเทียบกับคนอื่น บางคนอาจจะปรับตัวไวซึ่งก็เป็นเรื่องที่ดี แต่อย่าเอาประสบการณ์ของคนอื่นมาใช้กับเรา เพราะแต่ละคนมีชีวิตและภูมิต้านทานที่ไม่เหมือนกัน
อย่างที่เกริ่นไปข้อด้านบนว่าโซเชียลก็มีบทบาทกับเรื่องนี้มาก หลายครั้งที่เราเห็นเพื่อนๆ หรือคนที่รู้จักลงสตอรี่ดูแฮปปี้ ปาร์ตี้สุดเหวี่ยง ใช้ชีวิตดีติดแกลมไม่ไหว แต่นั่นมันก็แค่ด้านหนึ่งของเขาเท่านั้น ย้ำเสมอว่าใครๆ ก็โพสต์แต่ด้านดีๆ ทั้งนั้นแหละเพราะฉะนั้นอย่าเอาชีวิตของเขามาตัดสินเรา
8. นอนนะที่รัก
“เพื่อนก็ไม่ค่อยมี เรียนก็ไม่เข้าใจ ฉันมาทำอะไร อยากกลับบ้านนนน”การมาอยู่ต่างประเทศไม่ใช่เรื่องง่ายเลย นอกจากจะต้องปรับตัวกับวัฒนธรรมและการใช้ชีวิตแล้ว เรายังต้องรับมือกับรูปแบบการสอนที่ไม่เหมือนไทยอีก (เรื่องนี้ทำคนเครียดหัวหมุนกันไปเยอะมากกก) ไหนจะเรื่องอุปสรรคทางภาษา แม้ว่าจะเตรียมตัวและเตรียมใจมาดีแค่ไหน แต่เราก็ไม่ใช่ Native บางทีก็ไม่ได้เข้าใจทุกอย่าง พอเครียดสะสมมากๆ ก็กลายเป็นอีกต้นเหตุของอาการ Homesickness นั่นเองครับ
เครียดขนาดนี้ อย่าปล่อยให้ตัวเองจมกับความทุกข์จนลืมดูแลร่างกายตัวเองนะครับ ถ้าหาทางออกไม่ได้จริงๆ “การนอนจะเยียวยาทุกสิ่ง” บอกเลยว่าแนวทางสุดคลาสสิก ขอยกให้เป็น No.1 เพราะมันเหมือนให้สมองเราได้เคลียร์แคช (Cache) และ Refresh เพื่อเตรียมเปิดรับความรู้ใหม่ในวันถัดไปพักผ่อนให้เพียงพอซะ แม้ว่าไม่ได้ช่วยให้ปัญหาหายไป แต่อย่างน้อยผิวพรรณเราสดชื่นและสุขภาพดีนะ // แต่ถ้าเครียดจนนอนไม่หลับ กระทบกับการใช้ชีวิตประจำวันมากๆ จนรู้สึกไม่ไหว แนะนำให้ปรึกษานักจิตวิทยาหรือจิตแพทย์นะครับ
…………
จบไปแล้วกับทริกทั้ง 8 ข้อที่รวมมาให้สำหรับรับมือกับอาการ Homesickness อย่างที่บอกไปว่าบางข้ออาจไม่ได้เวิร์กกับทุกคนดังนั้นพี่เลยแนะนำให้ทดลองวิธีต่างๆ หรือดูว่าเราถูกจริตหรือมีไลฟ์สไตล์เข้ากับอันไหน หาแนวทางที่แฮปปี้และดีต่อใจเรา สุดท้ายแล้วก็หวังว่าจะเป็นประโยชน์สำหรับชาวเด็กนอก ได้ไม่มากก็น้อยนะครับ // พี่ๆ ทีม Study Abroad by Dek-D เป็นกำลังใจให้ครับ ️