โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ธุรกิจ-เศรษฐกิจ

“ทัวร์นอมินี” ทุ่มตลาด ลามหนักจากจีนสู่ “รัสเซีย-อินเดีย”

ประชาชาติธุรกิจ

อัพเดต 23 มิ.ย. 2567 เวลา 02.02 น. • เผยแพร่ 23 มิ.ย. 2567 เวลา 02.22 น.

ว่ากันว่า หลังจากที่รัฐบาลจีนประกาศเปิดประเทศเมื่อต้นปี 2566 และอนุญาตให้ “กรุ๊ปทัวร์” สามารถออกเดินทางไปท่องเที่ยวต่างประเทศได้ตั้งแต่ 6 กุมภาพันธ์ 2566 เป็นต้นมา กระทั่งรัฐบาลไทยประกาศให้ “วีซ่าฟรี” เป็นการถาวรกับนักท่องเที่ยวจีนตั้งแต่ 1 มีนาคม 2567 เป็นต้นไป เพื่ออำนวยความสะดวกในการเดินทางและการท่องเที่ยวระหว่างทั้ง 2 ประเทศ

เพราะเชื่อมั่นว่า “ประเทศไทย” คือจุดหมายปลายทางอันดับ 1 ของนักท่องเที่ยวจีน

บริษัททัวร์ คนไทยไม่ได้ประโยชน์

ปี 2562 ก่อนการระบาดของไวรัสโควิด-19 ประเทศไทยเคยได้นักท่องเที่ยวจีนเข้ามาเที่ยวสูงถึง 11 ล้านคน มากที่สุดเป็นอันดับ 1 ของตลาดนักท่องเที่ยวต่างชาติมาไทยทั้งหมดเกือบ 40 ล้านคน และสร้างรายได้กว่า 5.3 แสนล้านบาท ครองสัดส่วนที่ 27% จากรายได้รวมของตลาดต่างประเทศประมาณ 2 ล้านล้านบาท

แต่ปรากฏว่านับตั้งแต่จีนเปิดประเทศหลังโควิด-19 ผู้ประกอบการบริษัททัวร์คนไทยที่ประกอบธุรกิจนำเที่ยวตลาดจีนส่วนใหญ่กลับสะท้อนว่า แทบจะไม่ได้รับประโยชน์จากมาตรการทั้งหมดที่รัฐบาลทยอยออกมาเลย

“ทุนจีน” ทุ่มตลาดหนัก

“ศิษฎิวัชร ชีวรัตนพร” นายกสมาคมไทยธุรกิจการท่องเที่ยว (ATTA) ให้ข้อมูลว่า นับตั้งแต่รัฐบาลจีนเปิดประเทศให้กรุ๊ปทัวร์ออกมาเที่ยวได้ พบว่ามีบริษัททัวร์ที่เป็นทุนจีนเข้ามาทำธุรกิจในประเทศไทยจำนวนมาก และทำตลาดแบบผูกขาด ขายแพ็กเกจทัวร์เที่ยวประเทศไทยในราคาต่ำ โดยไม่คำนึงถึงต้นทุน หรือกำไร-ขาดทุน

เมื่อนำมาเที่ยวประเทศไทยก็บังคับให้ซื้อสินค้าจำนวนมาก ไม่ต่ำกว่า 70,000 บาทต่อคน เพื่อหวังกำไรจากการซื้อสินค้าของนักท่องเที่ยวมาหักลบต้นทุน โดยมีบริษัทคนไทยเป็นนอมินี รู้เห็นเป็นใจให้บริษัททัวร์จีนเหล่านั้นสามารถทำธุรกิจในเมืองไทยโดยไม่ผิดกฎหมาย

โอดทั้งชีวิตไม่เคยเจอ

“ศิษฎิวัชร” ย้ำว่า ตอนนี้กรุ๊ปทัวร์จีนที่เข้ามาส่วนใหญ่เป็นทัวร์ราคาต่ำแบบนี้แทบทั้งนั้น ต่ำสุดในประวัติศาสตร์ของการขายแพ็กเกจทัวร์จีน ซึ่งในชีวิตการทำธุรกิจของตัวเองก็ยังไม่เคยเจอแบบนี้มาก่อนเหมือนกัน

โดยรูปแบบการทำธุรกิจดังกล่าวสร้างความเสียหายต่อภาพลักษณ์การท่องเที่ยวของไทยเป็นอย่างมาก เพราะไปสร้างการจดจำให้กับนักท่องเที่ยวจีน ว่าประเทศไทยเป็นเดสติเนชั่นราคาถูก ไม่สามารถขยับฐานสู่ท่องเที่ยวคุณภาพได้

ที่สำคัญยังทำให้ระบบของการตลาดทัวร์จีนพังทั้งระบบ เม็ดเงินหมุนเวียนอยู่เฉพาะในเครือข่ายของกลุ่มทุนจีน ขายเอง ทำทัวร์เอง แล้วเก็บเงินกลับประเทศ

ปัญหาใหญ่คือ บริษัททัวร์คนไทยที่ทำตลาดจีนอยู่กันไม่ได้ ไม่มีทัวร์ทำ ยกเว้นบางรายที่ปรับตัวโฟกัสตลาดกลุ่มประชุมสัมมนา (ไมซ์) หรือกลุ่มท่องเที่ยวเพื่อเป็นรางวัล

หนักว่า “ศูนย์เหรียญ-คิกแบ็ก”

“ศิษฎิวัชร” บอกว่า ส่วนตัวไม่รู้ว่าจะให้คำจำกัดความรูปแบบการทำธุรกิจแบบนี้ว่าอย่างไรดี เพราะรูปแบบหนักยิ่งกว่า “ทัวร์ศูนย์เหรียญ” และเป็นมากกว่า “ทัวร์คิกแบ็ก” หรือทัวร์ซื้อหัว แต่รูปแบบใหม่นี้ขายกันแบบไม่ต้องสนใจต้นทุน ไม่สนใจว่าจะขาดทุน ยอมเสี่ยง กรุ๊ปนี้ขาดทุนก็ขายกรุ๊ปใหม่เข้ามาถอนทุนคืน

เรียกว่า “ทุ่มตลาด” ให้คู่แข่งที่เป็นบริษัทคนไทยตายก่อน หลังจากคู่แข่งน้อยเขาก็จะค่อย ๆ ปรับราคาขายขึ้นและผูกขาดต่อไป

โดยที่ผ่านมาสมาคม ATTA ได้รายงานประเด็นปัญหานี้กับ นายกฯเศรษฐา ทวีสิน และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการท่องเที่ยวฯ (เสริมศักดิ์ พงษ์พานิช) รับทราบไปแล้ว ทั้งการเข้ามาของทุนต่างชาติที่ทำให้เกิดการทุบราคาตลาดแบบไม่สมเหตุสมผล จนกระทบผู้ประกอบการไทย และส่งผลเชิงลบต่อภาพท่องเที่ยวไทย

วอนรัฐแก้ปัญหาด่วนใน 1 ปี

ทั้งนี้ ตนในฐานะที่เป็นนายกสมาคม ATTA และเป็นผู้ประกอบการบริษัททัวร์ตลาดจีนด้วยอยากเสนอให้รัฐบาลเข้ามาช่วยดูแลและแก้ปัญหาโดยเร่งด่วน กำหนดบทลงโทษที่ชัดเจนกรณีผู้ประกอบการที่ขายต่ำกว่าราคาที่กำหนด

หากไม่รีบดำเนินการแก้ไข ปราบปราม ภาพรวมของอุตสาหกรรมท่องเที่ยวไทยเสียหายหนักแน่นอน นอกจากนี้ ยังเชื่อว่าหากปัญหานี้ไม่ได้รับการแก้ไขปัญหาภายใน 1 ปี ผู้ประกอบการคนไทยตายหมดแน่นอน

Nomination Tour

ลามสู่ตลาด “รัสเซีย-อินเดีย”

“ศิษฎิวัชร” ยังบอกอีกว่า นอกจากปรากฏการณ์ดังกล่าวนี้จะเกิดขึ้นกับตลาดทัวร์จีนแล้ว ปัจจุบันการทำทัวร์ในลักษณะดังกล่าวได้ลามไปถึงตลาดรัสเซียและอินเดียแล้วเช่นกัน โดยบริษัททัวร์ของประเทศต้นทางได้เข้ามาทำตลาดเองและทุบราคากันชัดเจนขึ้นแล้ว

โดยปัจจุบันตลาดรัสเซียและอินเดียนั้น ส่วนใหญ่ยังกระจุกตัวอยู่แถบจังหวัดภูเก็ต พัทยา เป็นหลัก ซึ่งหากภาครัฐไม่เข้ามาดูแล เชื่อว่าจะส่งผลกระทบกับผู้ประกอบการคนไทยที่ทำตลาดรัสเซียและอินเดียเช่นเดียวกับตลาดจีนแน่นอน

ยันเป็นขบวนการ “ทัวร์อั้งยี่”

ขณะที่ “สุรวัช อัครวรมาศ” รองประธานสภาอุตสาหกรรมท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (สทท.) ให้สัมภาษณ์ “ประชาชาติธุรกิจ” ไว้เมื่อกลางปี 2566 ว่า ปรากฏการณ์ดังกล่าวเกิดขึ้นหนักมากตั้งแต่จีนเริ่มเปิดประเทศเมื่อต้นปี 2566 แล้ว โดยผู้ประกอบการทัวร์เหล่านี้เป็นบริษัททัวร์จากจีนไม่ใช่บริษัทคนไทย

และนอกจากขายแพ็กเกจทัวร์เข้ามาเองแล้ว ยังนำมัคคุเทศก์ (ไกด์) เข้ามาเอง ร้านขายสินค้าต่าง ๆ ที่พานักท่องเที่ยวไปช็อปปิ้งก็เริ่มทำเอง ขายสินค้าแบบบริการส่งถึงบ้าน โดยใช้สินค้าที่ผลิตในประเทศไทยเป็นตัวโชว์ ส่วนที่ส่งให้นักท่องเที่ยวเป็นสินค้าที่ผลิตในจีนแทน

“ก่อนโควิดเราคุ้นเคยกับรูปแบบที่เรียกว่าทัวร์ศูนย์เหรียญ ซึ่งเป็นทัวร์ที่ไม่มีค่าทัวร์ หรือไปซื้อหัวนักท่องเที่ยวมา เป็นการขายที่ต่ำกว่าราคาทุน แล้วใช้วิธีการหารายได้จากการพานักท่องเที่ยวไปช็อปปิ้งมาชดเชย แต่ยังมีผู้ประกอบการในไทยบางส่วนที่อยู่ในซัพพลายเชน เช่น ไกด์ รถ เรือ โรงแรม ได้ประโยชน์บ้าง ทำให้หลายคนยังคิดว่าทัวร์ศูนย์เหรียญไม่มีปัญหา เพราะยังมีคนได้ประโยชน์”

สำหรับปรากฏการณ์นี้รุนแรงมาก เพราะเป็นการกินรวบทั้งระบบ ขายถูกมาก ๆ นำไกด์เข้ามาเอง จ้างคนไทยเป็นแค่ Sitting Guide กันถูกจับ ผลิตสินค้าขายเองลงทุนในกิจกรรมการท่องเที่ยว ฯลฯ บริษัททัวร์คนไทยล้มตายไปจำนวนมาก เพราะไม่สามารถแข่งขันในตลาดได้

พร้อมทั้งให้คำจำกัดความปรากฏการณ์ดังกล่าวว่า “ทัวร์อั้งยี่” เพราะทำกันเป็นขบวนการ ผิดกฎหมายไทยตั้งแต่ต้นน้ำยันปลายน้ำ หากปล่อยให้เป็นแบบนี้ไปเรื่อย ๆ โดยไม่จัดการจะกลายเป็นระบบมาเฟีย เป็นปัญหาเรื่องความมั่นคงในประเทศไทยแน่นอน

“มันหนักกว่าทัวร์ศูนย์เหรียญ และไม่ใช่ทัวร์ซื้อหัว หรือ Kick Back Tour”

ที่สำคัญ ไม่เพียงแค่ตลาดจีน รัสเซีย อินเดียเท่านั้น ตลาดเวียดนามก็เริ่มมีการทำตลาดในลักษณะการทุ่มตลาดแบบนี้เช่นกัน

“วีซ่าฟรี” หนุนธุรกิจสีเทา

แหล่งข่าวในวงการทัวร์จีนรายหนึ่งบอกกับ “ประชาชาติธุรกิจ” ว่า ก่อนหน้านี้กรมการท่องเที่ยว กระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา แก้ปัญหาด้วยการให้บริษัททัวร์สัญชาติไทยที่ทำธุรกิจคู่ค้ากับจีนเข้าไปลงทะเบียนในระบบ ซึ่งกรมการท่องเที่ยวได้ส่งรายชื่อบริษัทที่เข้ามาลงทะเบียนไปกงสุลไทยในจีน หากพบว่า
บริษัทที่ไม่อยู่ในรายชื่อบริษัทที่เข้ามาลงทะเบียนทำธุรกิจคู่ค้ากับจีน สถานทูตจีนจะตรวจประวัติย้อนหลังอย่างเข้มข้น

หรือหากพบว่ามีความผิดปกติ เช่น แพ็กเกจทัวร์มีราคาต่ำกว่าทุนก็จะส่งข้อมูลกลับไทยพิจารณาอีกครั้ง หรือหากคู่ค้าเป็นคนไทยถูกต้องไม่ใช่นอมินี ก็จะพิจารณาออกวีซ่าให้นักท่องเที่ยวจีนที่มากับบริษัททัวร์นั้น ๆ ได้

พร้อมทั้งยังได้หารือกับสถานทูตจีนในประเทศไทยด้วย ว่าถ้าบริษัทจีนทำความเสียหายกับไทย เช่น ทิ้งทัวร์ ใช้ไกด์จีน และใช้บริษัทนอมินี ให้ส่งผู้กระทำผิดให้ด้วย รัฐบาลจีนจะใช้กฎหมายฝั่งจีนลงโทษ เพราะคนเหล่านี้กลัวกฎหมายจีนมากกว่า

แต่สุดท้ายรัฐบาลไทยประกาศให้ “วีซ่าฟรี” กับนักท่องเที่ยวจีนเป็นการถาวร ด้วยหวังว่าจะกระตุ้นให้คนจีนกลับมาเที่ยวประเทศไทยจำนวนมากเหมือนในอดีต มาตรการตรวจสอบดังกล่าวจึงไม่สามารถควบคุมได้ และทำให้ต้นทุนการมาเที่ยวของคนจีนถูกลงและสะดวกสบายมากขึ้น

ปัญหาการทำทัวร์ในลักษณะนี้จึงวนกลับมาอีก และหนักขึ้นกว่าเดิม เนื่องจากในช่วง 3-4 ปีที่เกิดวิกฤตโควิดนั้น มีชาวจีนจำนวนมากอาศัยในประเทศไทยและลงทุนจนมีคอนเน็กชั่น และสามารถทำธุรกิจ “สีเทา” ได้เนียนมากขึ้น

อ่านข่าวต้นฉบับได้ที่ : “ทัวร์นอมินี” ทุ่มตลาด ลามหนักจากจีนสู่ “รัสเซีย-อินเดีย”

ติดตามข่าวล่าสุดได้ทุกวัน ที่นี่
– Website : https://www.prachachat.net

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...