"ปลาหมอคางดำ" ระบาดหนักในบางขุนเทียน กินกุ้ง-ปลาเล็ก หมดบ่อ
"ปลาหมอคางดำ" ระบาดหนักในบางขุนเทียน กินกุ้ง-ปลาเล็ก หมดบ่อ ไข่รสชาติดี คล้ายไข่แมงดา
วันที่ 19 ก.ค. 2567 ทีมข่าว the room 44 ได้ลงพื้นที่สำรจความเดือดร้อนของชาวบ้าน หมู่บ้านประมง เขตบางขุนเทียน และเขตพันท้ายนรสิงห์ จากกรณีปลาหมอคางดำ แพร่ระบาดในพื้นที่ภาคกลาง และภาคใต้ของประเทศไทย
โดย นายสมพงษ์ ผู้เลี้ยงหอย เผยว่า ปลาหมอคางดำ มีขนาดคล้ายปลาหมอเทศ แพร่พันธุ์เร็ว อยู่ได้ทุกน้ำ ทั้งน้ำจืด น้ำกร่อย และน้ำทะเล ซึ่งตัวเองเป็นผู้เลี้ยงหอย เลยไมได้รับผลกระทบอะไร เพราะปลาหมอคางดำไม่กินหอย กินเพียงแค่กุ้งและลูกปลาเล็กเท่านั้น
นายสมพงษ์ ยังกล่าวอีกว่า หากตัวเองจับได้ ก็จะนำมารับประทาน แต่หนังจะค่อนข้างแข็ง นิยมนำมาตากแดด แล้วนำไปทอด ส่วนไข่ปลานั้นมีรสชาติอร่อย มันๆ
ทั้งนี้ ทีมข่าวได้สำรวจวังกุ้งบริเวณใกล้เคียง พบปลาหมอคางดำลอยตายเป็นจำนวนมาก ลุงสมพงษ์ เผยว่า วังกุ้งด้านข้าง เจ้าของได้นำกากชามาเทในน้ำและปล่อยน้ำออก ทำให้ปลาเมาน้ำเกยตื้นตาย มีขนาดตั้งแต่ตัวเล็กไปยันตัวใหญ่
ต่อมาทีมข่าวได้สอบถามไปยัง นางกล้วยไม้ เจ้าของวังกุ้งด้านในติดทะเลบางขุนเทียน ทราบว่า ตัวเองเป็นเจ้าของบ่อกุ้งและปู ได้รับผลกระทบจากปลาหมองคางดำ เนื่องจากหลุดเข้ามาเป็นจำนวนมาก ทำให้กุ้งและปูตัวเล็กถูกกินหมด ปัจจุบันมีปลาหมอคางดำเข้ามาแต่ยังไม่สามารถจับได้เพราะน้ำในบ่อยังลึกกว่าน้ำด้านนอก แต่ปลาหมอคางดำก็สามารถนำไปขายได้ กิโลกรัมละ 7 บาท นำไปป่นเป็นอาหารสัตว์
เมื่อถามถึงการใช้กากชาในการกำจัดปลาหมอคางดำนั้น นางกล้วยไม้เผยว่า มีราคาแพงถึง กก.ละ 250 บาท และ1 บ่อต้องให้มากถึง 10 กระสอบหลายกิโลกรัม เป้นเงินจำนวนมากกว่าค่าปลาที่ขายไป
ซึ่งผู้สื่อข่าวได้ลงพื้นที่ถามคนงานคัดแยกปลาแถวหมู่บ้านประมงพบว่า ในช่วงเวลา เที่ยงจะไม่เห็นตัวปลาเพราะจะหลบอยู่ในน้ำ จะเห็นปลามากที่สุดในช่วงเช้าตรู่ ประมาณ 7-8 โมง และจะพบได้ตามลำคลอง บางครั้งพบในอ่าวไทยก็มี
จากการที่ผู้สื่อข่าวได้ลองชิมปลาหมอคางดำ พบว่า มีรสชาติที่ดี แต่เนื้อค่อนข้างแข็ง และมีกลิ่น แต่ไม่ถึงกับแรงมากนัก หากนำไปทอดเนื้อจะไม่ฉ่ำเหมือนปลานิลแต่จะแข็งและกระด้าง ส่วนไข่ของปลาหมอคางดำนั้น มีรสชาติจืดแต่เนื้อสัมผัสกรุบ ลักษณะคล้ายกับไข่แมงดา