“สมูทอี” วางโพชิชันนิ่งใหม่จับตลาด GEN Z
“สมูทอี” ตีโจทย์วัยรุ่นส่งโพรดักซ์ “รักษาสิว” ขยายฐานลูกค้าจากวัยทำงานสู่วัยรุ่น ทุ่มการตลาด 200 ลบ. อัดแคมเปญ “Smooth E Mobile Clinic” ปูพรมลงพื้นที่ทั่วประเทศเข็นรายได้ 2567 เข้าเป้า “พันล้าน”
เป็นแบรนด์ “เวชสำอาง” ที่ติดตลาดมานานกว่า 30 ปีสำหรับ“สมูทอี” ผลิตภัณฑ์สกินแคร์เวชสำอาง ภายใต้การบริหารของ “ธนชัย ชัยกิตติวนิช” ที่มาพร้อมเป้าหมายใหญ่รายได้ 1,000 ล้านบาท หนึ่งในยุทธศาสตร์ที่นำมาใช้คือการขยายลูกค้าให้เด็กลง โดยส่งกลุ่มผลิตภัณฑ์รักษาสิวเป็นโพรดักซ์เรือธง เจาะกลุ่มเป้าหมายใหม่อย่าง GEN Z
ทั้งนี้ธนชัย ชัยกิตติวนิช ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร สมูทอี บริษัท สยามเฮลท์ กรุ๊ป จำกัด เปิดเผยว่า ภาพรวมตลาดสกินแคร์มีมูลค่าราวๆ 2-3 หมื่นล้านบาท เติบโตประมาณ12% โดยเซกเมนต์ “เวชสำอาง” กินสัดส่วน 15% ของตลาดภาพรวมส่วนใหญ่เป็นอินเตอร์แบรนด์ ซึ่งตลาดที่ “สมูทอี” กำลังแข่งอยู่คือ เฟซแคร์ เฟซคลีนซิ่ง บอดี้และซันแคร์
โดยในครึ่งปีแรกสมูทอีโฟกัสการทำการตลาดใน 3 กลุ่มสินค้าคือโฟมล้างหน้าเติบโต 14% Smooth E Acne โต 15% ส่วนของ Smooth E Sun care เติบโตเกือบ 30% สูงกว่าตลาดที่เติบโตราว ๆ 26%
“ทุกคนคุ้นเคยกับสมูทอีมานานตั้งแต่รุ่น “พี่จุ๋ม” มากกว่า 30 ปี นอกจากโด่งดังติดตลาดเรายังมียอดขายอันดับ 1 ในร้านขายยา ปีนี้จะเป็นปีแห่งการเปลี่ยนแปลงอย่างมีนัยยะสำคัญของสมูทอีโดยวาง Vision 5 ปีข้างหน้าสิ่งที่“สมูทอี” ต้องการเป็นคือเมื่อนึกถึง เวชสำอาง จะนึกถึงสมูทอีเป็นแบรนด์อันดับ 1 ”
เพื่อไปให้ถึงเป้าหมาย Top Brand ที่คนนึกถึงเมื่อพูดถึง เดอร์มา สกินแคร์ ที่อยู่ในแมสมาร์เก็ต และเป็นผู้นำตลาด “ธนชัย” ได้วางไดเรคชั่นภายใต้ 4 กลยุทธ์คือ
1. ปรับแบรนด์โพชิชันนิ่ง ในการเป็นแบรนด์สินค้าที่มีคุณภาพระดับเวชสำอางและปลอดภัย
2. พัฒนานวัตกรรมนอกจากความอ่อนโยนต้องมีประสิทธิภาพที่ชัดเจน
3. การสื่อการตลาด โดยรักษา “พี่จุ๋ม” ที่กลายเป็น Brand DNA ไว้ แต่ชาเลนจ์คือพูดให้กระชับ
4. ทุ่ม 90% ของมีเดียสเปนดิ้งบนดิจิทัล โดยเฉพาะติ๊กต๊อก
ขยายฐานลูกค้าเจาะเจเนอเรชัน Z
อีกหนึ่งภาพการเปลี่ยนแปลงที่จะเห็นได้ชัดในครึ่งปีหลังนี้คือ การขยายฐานลูกค้าจากวัยทำงานสู่วัยรุ่น โดยเฉพาะกลุ่มเจเนอเรชัน Z ซึ่งเป็นกลุ่มที่ศึกษาข้อมูลของสินค้าและมีความต้องการสินค้าที่มีนวัตกรรมที่ใช้แล้วเห็นผลอย่างชัดเจนและยังคงความอ่อนโยน
“กลุ่มเด็กอยู่ในพอร์ตในเราน้อยมาก เป็นกลุ่มที่มีกำลังซื้อประมาณหนึ่ง มีพฤติกรรมการใช้โซเชียลเป็นประจำทำให้ภาพลักษณ์เป็นเรื่องสำคัญ ผลิตภัณฑ์สกินแคร์หรือความงามจึงกลายเป็นสินค้าจำเป็นกลุ่มนี้ ซึ่งเรามองว่าเรายังมีโอกาสทางธุรกิจในการเป็นเวชสำอางที่ออฟเฟอร์ตัวยามาตราฐานในราคาที่เด็กจับต้องได้ โดยเริ่มจากกลุ่มรักษาสิวที่มีการเติบโต 10% และมีคึกคักจากการที่แมสแบรนด์ออกสินค้าใหม่ตลอดเวลา”
ทั้งนี้ สมูทอี วางงบกว่า 200 ล้านบาทในส่วนของการตลาดของผลิตภัณฑ์กลุ่มรักษาสิว ซึ่งมีการพัฒนานวัตกรรมและบรรจุภัณฑ์ให้มีความสดใส โมเดิร์น พร้อมเปิดตัวพรีเซนเตอร์ ใบปอ-ธิติยา จิระพรศิลป์ เพื่อสะท้อนภาพลักษณ์แบรนด์ที่ทันสมัยเข้าใจเทรนด์และเข้าถึงได้ รวมทั้งปรับ Brand Communication เกี่ยวกับผลิตภัณฑ์ทั้ง Offline และ Online เพื่อเข้าถึงกลุ่มลูกค้าคนรุ่นใหม่ ตลอดจนสอดแทรกการสร้างความรู้การดูแลผิวหน้าที่ถูกต้อง
พร้อมจัดแคมเปญ“Smooth E Mobile Clinic” นำผู้เชี่ยวชาญด้านผิวหนังลงพื้นที่ทั่วประเทศ สร้าง Experience ตอบโจทย์อินไซต์จบทุกปัญหาสิว ตอกย้ำ Brand Positioning ผลิตภัณฑ์เวชสำอางจากธรรมชาติ โดยเฟสแรกลงพื้นที่ 15 โลเคชั่นในเขตกรุงเทพและปริมณฑล รวมทั้งหัวเมืองหลัก และในเฟสถัดไปตั้งเป้าลงพื้นที่ 100 โลเคชั่นครอบคลุมทั่วประเทศภายใน 1 ปี
“กลุ่มลูกค้าปัจจุบันของเราเป็นกลุ่ม GEN- X และ GEN- Y กว่า 90% ตอนนี้เราจะมุ่งพัฒนาผลิตภัณฑ์ที่เด็กลงเพื่อขยายฐานลูกค้าไปยังกลุ่ม Gen Z เราจะโฟกัสปัญหาแรกที่วัยรุ่นเจอคือ “สิว” โดยล๊อนซ์สินค้าใหม่ ACNE - 5 เป็นตัวเปิดตลาด เบื้องต้นตั้งเป้าว่าจะขยายสัดส่วนลูกค้า GEN Z ราว ๆ 30% ภายใน 5 ปี จากปัจจุบันที่มีสัดส่วนเพียง 10%”
นอกจากนี้อีกหนึ่งกลยุทธ์สำคัญที่คาดว่าจะเป็นเครื่องเร่งทั้งในมุมของอแวร์เนสและยอดขายคือ การพัฒนาACNE - 5 ในรูปแบบ“ซาเช่” เพื่อวางขายในร้านสะดวกซื้ออย่าง เซเว่น อิเลฟเว่น เพราะจากข้อมูลพบว่ายอดขายกว่า 50% ของสกินแคร์อยู่ใน เซเว่น อิเลฟเว่น
นอกจากตลาดในประเทศแล้ว สมูทอียังส่งออกไปยัง 10 ประเทศผ่านดิสทริบิวเตอร์ ปัจจุบันสัดส่วนการขายในประเทศอยู่ที่ 85% และต่างประเทศ 15% ทั้งนี้ สมูทอี ตั้งเป้าการเติบโตในปีนี้ไว้ที่ 15% สูงกว่าตลาดที่เติบโตเพียง 12% โดยจะเมนเทนเป้าหมายรายได้ที่ 1,000 ล้านบาท