โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ต่างประเทศ

'อีสาน'เคยเป็นของ'ประเทศลาว'หรือเปล่า แล้วประเทศลาวเคยเป็นของไทยหรือไม่?

The Better

อัพเดต 17 มิ.ย. 2567 เวลา 09.51 น. • เผยแพร่ 16 มิ.ย. 2567 เวลา 12.20 น. • THE BETTER
ไม่ใช่แค่กรณีนี้เท่านั้นที่สะท้อนความเข้าใจประวัติศาสตร์ที่น้อยเกินไป ทำให้คนเข้าใจผิดอย่างใหญ่หลวง 

คำถามที่ว่า "'อีสาน'เคยเป็นของ'ประเทศลาว'หรือเปล่า แล้วประเทศลาวเคยเป็นของไทยหรือไม่?" ถูกถามมาตลอด แต่ไม่มีคำตอบที่ชัดเจน แถมยังเป็นเรื่องที่ทำให้คนสองประเทศทะเลาะกันมาหลายครั้งแล้ว

ความเข้าใจผิดนี้ฝังรากลึกถึงระดับสากลด้วยซ้ำ ยกตัวอย่างเช่น ในคลิปของที่ Uncle Roger วิจารณ์อาหารลาวและกัมพูชาว่าเป็นเวอร์ชั่นห่วยๆ ของอาหารไทย จนกระทั่งทำให้เกิดการตอบโต้จากชาวเขมรและลาวจำนวนหนึ่ง ต่อมาเขาพยายามที่จะลดความขัดแย้งนี้ลง โดยเชิญอินฟลูเอนเซอร์ชาวลาวมาร่วมรายการ คือ "เอ๋ สุทำมะวง" (Ae Southammavong/ເອ໋ ສຸທຳມະວົງ) ซึ่งเป็นชาวลาวที่อยู่ในเมืองแซนดิเอโก ประเทศสหรัฐ

ในรายการของ ที่ Uncle Roger เอ๋ สุทำมะวงได้เล่าความเป็นมาของอาหารลาว โดยตอนหนึ่งเธอบอกว่า "มีอาหารหลายอย่างที่เหมือนกันระหว่างไทยและลาว เพราะมีส่วนที่เรียกว่าไทยอีสานที่เคยเป็นประเทศลาวมาก่อน แล้วขอเล่าประวัติศาสตร์เร็วๆ นะ ตอนที่ฝรั่งเศสเข้ามายึดพวกเราเป็นอาณานิคม พวกเขาขี้เกียจเกินกว่าที่จะเขียนแผนที่ใหม่หมด พวกนั้นก็เลยยกแม้น้ำโขงฝั่งนั้นไป ดังนั้นเลยมีอาหารหลายอย่างที่เหมือนกัน"

ดูเหมือนว่าเธอจะพูดทีเล่นทีจริง แต่ในความเล่นๆ มีความเข้าใจผิดที่ไม่ใช่เรื่องเล่นๆ

นี่เป็นความเข้าใจผิดเพียงตัวอย่างเดียว ยังไม่นับความเห็นของทั้งคนลาวและคนไทยอีกมากมายในโซเชียลมีเดียที่มักจะเข้าใจกันไปเองว่า "อีสานเป็นของลาว"

อีสานเคยเป็นของลาวหรือไม่?
พื้นที่ของภาคอีสานบางส่วนเคยเป็นดินแดนของอาณาจักรล้านช้าง บางส่วนเป็นของอาณาจักรอยุธยา เช่น พิมาย บางส่วนของชัยภูมิในปัจจุบัน บางส่วนของเลยในปัจจุบัน และดินแดนอีสานใต้ คือ พื้นที่ปัจจุบันของบุรีรัมย์ ศรีสะเกษ สุรินทร์ ส่วนที่เหลือของอีสานเป็นของอาณาจักรล้านช้าง

ต่อมาอาณาจักรล้านช้างเกิดความขัดแย้งขึ้นมา จนกระทั่งแตกแยกออกมาเป็นอาณาจักรหลวงพระบาง (ตอนเหนือ) อาณาจักเวียงจันทน์ (ตอนกลาง) และอาณาจักรจำปาสัก (ตอนใต้) ทั้ง 3 อาณาจักรเป็นของคนลาว แต่มีความขัดแย้งและแย่งชิงอำนาจกันเอง

ในช่วงปลายศตวรรษที่ 18 หรือปลายสมัยอยุธยาจนถึงต้นกรุงรัตนโกสินทร์ อาณาจักรลาวของหลวงพระบางและจำปาสักขัดแย้งกับเวียงจันทน์มากขึ้นเรื่อยๆ ขณะที่เวียงจันทน์พยายามควบคุมภาคอีสาน ผู้คัดค้านอำนาจผู้ปกครองเวียงจันทน์จำนวนหนึ่งจึงเริ่มอพยพจากเวียงจันทน์และมาลี้ภัยในอีสาน ส่วนใหญ่ยอมรับว่าสยามหรือไทยเป็น"พระราชาธิราช" นั่นคือเป็นกษัตริย์เหนือพวกเขา ส่วนชาวลาวที่อพยพมาตั้วบ้านเมืองในอีสานก็ตั้งตัวเป็นเจ้าเมือง โดยไม่ขึ้นกับเวียงจันทน์อีก

ภายใต้ระบบอำนาจของพระราชาธิราชหรือจักรพรรดิราช หรือที่นักวิชาการตะวันตกเรียกว่าระบบ "มัณฑละ" นี้ ผู้นำเมืองในอีสานที่อพยพมาจากอาณาจักรเวียงจันทน์จะได้รับสถานะที่เทียบเท่ากับศักดินาและตำแหน่งขุนนางในฐานะเจ้าเมืองของสยาม มีสิทธิ์เต็มที่ในการปกครองเมืองของตน จึงกลายเป็นข้าราชบริพารในราชสำนักกรุงเทพฯในที่สุด มีการตั้งเมืองใหม่เช่นนี้อย่างเช่นเมืองชัยภูมิพร้อมกับเมืองรองอีกหลายเมือง

ลาวขัดแย้งกันเองจนสิ้นแผ่นดิน
ความขัดแย้งระหว่างอาณาจักรหลวงพระบางและเวียงจันทน์รุนแรงขึ้น ในพ.ศ. 2316 เวียงจันทน์ถูกกองทัพหลวงพระบางโจมตี พระเจ้าสิริบุญสารของเวียงจันทน์ได้ติดต่อกับพม่าเพื่อขอความช่วยเหลือ ทำให้เวียงจันทน์ให้กลายเป็นบริวารของพม่า ในเวลานั้นสยามอยู่ในยุคกรุงธนบุรี การดึงพม่าเข้ามาในลาวทำให้ราชสำนักธนบุรีโกรธเคือง

จนกระทั่งธนบุรีสะสางสงครามพม่า-สยาม พ.ศ. 2318-2519 เรียบร้อยแล้ว สมเด็จพระเจ้าตากสินทรงส่งพระยาจักรี (พระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราช ในเวลาต่อมา) เข้าตีเมืองเวียงจันทน์ ในปี พ.ศ. 2322 กองทัพสยามตีเมืองเวียงจันทน์ได้ และทำการชิงเมืองและอัญเชิญพระพุทธรูปสำคัญหลายองค์ รวมทั้งพระแก้วมรกตที่กลับไปยังกรุงธนบุรี พระเจ้าสิริบุญสารของเวียงจันทน์ตัดสินใจยอมจำนนต่อสยาม และเวียงจันทน์ก็ตกเป็นเมืองขึ้นของสยาม

แต่ต่อมาพระเจ้าสิริบุญสารของเวียงจันทน์ได้กบฏต่อสยามอีกครั้ง ในปี พ.ศ. 2324 จนถูกสยามจับได้และประหารชีวิต ฝ่ายสยามได้ตั้งเจ้านันทเสนบุตร โอรสของพระเจ้าสิริบุญสารขึ้นเป็นเจ้าเมืองเวียงจันทน์ แต่ความขัดแย้งระหว่างลาวด้วยกันยังไม่จบสิ้น ในปี พ.ศ. 2334 เจ้านันทเสนได้กราบบังคมทูลพระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราช ว่าอาณาจักรหลวงพระบางวางแผนกบฏต่อสยามอย่างลับๆ พระองค์ได้รับอนุญาตให้โจมตีหลวงพระบางและยึดเมืองได้ในปี พ.ศ. 2335

แต่พ.ศ. 2338 นันทเสนถูกกล่าวหาว่าวางแผนกบฏกับเจ้าเมืองลาวที่นครพนม จึงถูกปลดจากตำแหน่งและถูกนำตัวไปที่กรุงเทพฯ เจ้าอินทวงศ์ผู้เป็นน้องชายได้ครองเวียงจันทน์ต่อมา

เจ้าอินทวงศ์สิ้นพระชนม์ในปี พ.ศ. 2347 เจ้าอนุวงศ์ผู้เป็นน้องชายขึ้นครองราชย์ต่อมา ในตอนแรกเจ้าอนุวงศ์ภักดีต่อสยาม แต่ในเวลาต่อมาได้ก่อกบฏต่อสยาม ในรัชกาลพระบาทสมเด็๗พระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว โดยในเดือนธันวาคม พ.ศ. 2369 เจ้าอนุวงศ์ส่งกองทัพ 10,000 นายไปยังเมืองต่างๆ ในที่ราบสูงโคราชหรือภาคอีสาน เข้ายึดนครราชสีมาได้ในเดือนมกราคม แต่สยามก็จัดการโต้กลับอย่างรวดเร็ว พ.ศ. 2370 เวียงจันทน์ถูกกองทัพสยามเข้าทำลายเป็นครั้งที่สอง เมืองถูกเผาจนราบเป็นหน้ากลองและถูกเก็บสมบัติไปเกือบทั้งหมด ประชากรของเมืองถูกอพยพออกไปทั้งหมด เจ้าอนุวงศ์ถูกจับขังไว้ในกรงเหล็กจนสิ้นพระชนม์

นับแต่นั้นมา อาณาจักรเวียงจันทน์ หรือ "กรุงศรีสัตนาคนหุตอุดมราชธานี" ถูกกำจัดไปตลอดกาล ที่ราบสูงโคราชหรือภาคอีสานทั้งหมดหรือ "ฝั่งขวาแม่น้ำโขง" ถูกยึดครองอย่างเป็นทางการโดยสยาม ชาวสยามแบ่งดินแดนลาวฝั่งซ้ายแม่น้ำโขงออกเป็นสามเขตการปกครอง โดยทางตอนเหนือ กษัตริย์หลวงพระบางและกองทหารสยามกลุ่มเล็กๆ ควบคุมหลวงพระบาง สิบสองปันนา (ปัจจุบันเป็นของจีน แต่สิบสองปันนานั้นเป็นเมืองสองฝ่ายฟ้าคือยอมส่งบรรณาการให้ไทย แต่ในทางปฏิบติขึ้นกับจีน) และสิบสองจุไท (ปัจจุบันเป็นของเวียดนาม) ภาคกลางจัดการปกครองจากหนองคาย ภาคใต้ถูกควบคุมโดยจำปาสัก

นี่คือจุดเริ่มต้นที่อีสานตกเป็นของสยามโดยสมบูรณ์ รวมถึงดินแดนลาวทั้งหมดทางฝั่งซ้ายแม่น้ำโขง (หรือฝั่งตะวันออก) ก็เป็นประเทศราชของไทย ดังที่ปรากฎหลักฐานในทำเนียบหัวเมือง ในจารึกสมัยรัชกาลพระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว ที่วัดพระเชตุพนวิมลมังคลาราม

ลาวเป็นของฝรั่ง-อีสานเป็นของไทย
แต่การปกครองภาคอีสานของรัฐบาลสยามยุคก่อนสร้างชาติให้ทันสมัยนั้น ไม่มีประสิทธิภาพมากนัก เพราะยังใช้ระบบให้ปกครองกันเองแล้วแสดงความสวามิภักดิ์ต่อรัฐบาลสยามที่กรุงเทพฯ การที่สยามบังคับให้ย้ายประชากรลาวจากฝั่งตะวันออกแม่น้ำโขงไปยังที่ราบสูงโคราชหรืออาคอีสาน ทำให้เหลือประชากรเพียงหนึ่งในห้าของประชากรดั้งเดิมบนฝั่งตะวันออกของแม่น้ำโขง

ในช่วงทศวรรษที่ 1830 ถึง 1890 (พ.ศ. พ.ศ. 2373 ถึง พ.ศ. 2433) ภูมิภาคนี้เกิดความโกลาหลจากการก่อจลาจล กลุ่มโจร การปล้นทาส และสงครามฮ่อ ซึ่งเป็นการก่อกวนโดยกองทัพฮ่อหรือพวกกบฏไท่ผิงที่หลบหนีมาจากจีนแล้วมาก่อความวุ่นวายในเวียดนามและลาว

ความวุ่นวายเหล่านี้ รวมสุญญากาศของอำนาจจากการปกครองที่ไม่มีประสิทธิภาพ ทำให้ฝรั่งเศส ซึ่งในเวลานั้นได้กัมพูชาไปจากสยามแล้วและยังยึดเวียดนามตอนใต้ (โคชินจีน) ไว้แล้ว ทำการรุกไปทางเหนือสู่แม่น้ำโขง ด้วยความหวังว่าจะสร้างเส้นทางสัญจรทางน้ำไปยังจีน การมาถึงของฝรั่งเศสทำให้เกิดการปะทะกับสยามในที่สุด

ทั้งสองประเทศทำสงครามกันในปี พ.ศ. 2436 จนกระทั่งเกิดกรณีปากน้ำเมื่อฝรั่งเศสนำเรือรบเข้ามาในกรุงเทพฯ ขัดกับสัญญาที่ให้ไว้กับบริเตนใหญ่ที่จะไม่ทำแบบนั้นกับประเทศสยาม การข่มขู่ของฝรั่งเศสทำให้สยามต้องยอมให้ฝรั่งเศสมีอำนาจเหนือฝั่งซ้ายแม่น้ำโขง

หลังจากที่สยามยอมรับคำขาดในการยกดินแดนทางฝั่งซ้ายแม่น้ำโขงรวมทั้งเกาะต่างๆ ในแม่น้ำโขง ก็ได้มีการจัดตั้ง "รัฐอารักขาลาว" อย่างเป็นทางการในปี พ.ศ. 2436 และเมืองหลวงในการบริหารประเทศของรัฐบาลอาณานิคมได้ย้ายจากหลวงพระบางไปยังเวียงจันทน์ แต่หลวงพระบางยังคงเป็นที่ประทับของราชวงศ์ ซึ่งอำนาจถูกลดอำนาจลงเหลือเพียงประมุขรัฐ ขณะที่อำนาจที่แท้จริงถูกโอนไปยังเจ้าหน้าที่ฝรั่งเศส

นี่คือที่มาของการที่ฝั่งตะวันออกหรือฝั่งซ้ายของแม่น้ำโขงตกเป็นของฝรั่งเศส และต่อมาเมื่อได้รับเอกราชจากฝรั่งเศสแล้วก็กลายเป็นประเทศลาว ส่วนฝั่งตะวันตกของแม่น้ำโขงหรือฝั่งซ้าย หรือภาคอีสานทั้งหมดตกเป็นของไทยจนถึงทุกวันนี้

ตกลงแล้วอีสานเคยเป็นของลาวหรือเปล่า?
อีสานบางส่วนเคยเป็นของอาณาจักรล้านช้างมาก่อน แต่หลังจากล้านช้างแตกแยกแล้ว ดินแดนของอีสานต่างก็มาขึ้นกับไทย โดยขุนนางและเชื้อพระวงศ์ที่หนีความขัดแย้งในเวียงจันทน์มาตั้งเมืองที่เป็นอิสระจากเวียงจันทน์ แต่มาขอความคุ้มครองจากสยาม กลายเป็นหัวเมืองของประเทศสยาม (คือ ) จนกระทั่งอาณาจักรทั้งสามของล้านช้างเดิมก็ขัดแย้งกัน แล้วก็ตกเป็นประเทศราชของสยามในที่สุด

ทั้งล้านช้างและอาณาจักรลาวทั้งสามไม่ใช่ "ประเทศลาว" ซึ่งเป็นรัฐชาติสมัยใหม่ (Nation state) ที่เพิ่งเกิดขึ้นเมื่อก่อตั้ง "ราชอาณาจักรลาว" เมื่อมีการประกาศใช้รัฐธรรมนูญฉบับใหม่ในปี พ.ศ. 2490 แต่อาณาจักรนี้ก็ยังเป็นส่วนหนึ่งของอาณานิคมของสหภาพฝรั่งเศส และได้รับเอกราชอย่างสมบูรณ์ในปี พ.ศ. 2496

ประเทศลาวที่เป็นอิสระจริงๆ จึงเพิ่งเกิดเมื่อพ.ศ. 2496 ในเวลานั้นภาคอีสานของไทยเป็นเขตปกครองที่ถาวรและเป็นระบบแล้ว ไม่มีความเกี่ยวข้องกับ "ประเทศลาว" หรือราชอาณาจักรลาวที่เพิ่งตั้งขึ้นใหม่ ไม่เคยมีมาก่อนในประวัติศาสตร์

ดั้งนั้น ในทางเทคนิคแล้ว "อีสานไม่เคยเป็นของประเทศลาว" แต่ถ้าถามว่าเคยเป็นส่วนหนึ่งของ "อาณาจักรล้านช้าง" หรือไม่? คำตอบก็คือ "ใช่"

และการที่คนในภาคอีสานกลุ่มใหญ่พูดภาษาลาว (หรือภาษาอีสาน) ก็ไม่ได้หมายความว่าคนอีสานเป็น "ประชาชนของประเทศลาว" แต่พวกเขาคือพลเมืองไทยเต็มขั้น

ไม่อย่างนั้น ประชาชนของสาธารณรัฐออสเตรียที่พูดภาษาเยอรมัน ไม่กลายเป็นพลเมืองของประเทศสหพันธ์สาธารณรัฐเยอรมนีหรอกหรือ?

บทความโดย กรกิจ ดิษฐาน ผู้ช่วยบรรณาธิการ และบรรณาธิการข่าว The Better

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...