ฮักแพง มนต์รักโคกทรายงาม ในยุค2488
ข้อมูลเบื้องต้น
“อ้ายจอม สิให้แป้งนัดอีหมวยออกมาคุยกับอ้ายจอมติ”
“เออ ไปจัดการให้อ้ายแน อีหล่าแป้งวันมื้อฮื้อ(วันพรุ่งนี้) ยามเช้ากะริมหนองน้ำใหญ่บ้านเฮานี่หล่ะ อ้ายสิไปรอถ่า
แต่อย่าให้ผู้ได๋เห็นเด้อ เดี๋ยวสิมีคนเอาไปลือให้เสียหาย ผู้สาวน้ำค้างของอ้ายสิเสียใจเอาได้”
“เฮ้อ! ก็ได้อ้าย แต่อ้ายอย่าไปด่า ไปทุบตีมันเด้อ อีหมวยมันน่าสงสารอยู่เด้ วันก่อนหล่าแป้งไปเห็นมัน มันก็ดูแปลกๆ ก้มหน้างุด ใบหน้าหมองคล้ำบ่สดใสเอาเสียเลย สงสารก็แต่บักหล่าไม้ที่ต้องดูแลพี่สาวมัน ที่ฮารางที(บางครั้ง)มันก็เพ้อ เว้าผู้เดียว ว่ามีผีตาม กลางคืน เขาก็ลือกันว่ามันก็เอาแต่ละเมอว่ามีผีมาเฝ้า มาเอาตัวมันกะเฮือนกะมี”
“ก็มันบ้ามันปวงจั่งซั่น พ่อใหญ่ยังสิบังคับให้อ้ายไปแต่งกับมันได้จั่งได๋ ฟังไปฟังมาทรงสิหลอนๆจังได๋ดู๋ ผีบ้าชัดๆ บ่เอานำดอกเด้อ”
“…..”
ต่อมา
ที่หนองน้ำโคกดอนแขวน
“อ้ายบ่อยากแต่งกับโต”(พี่ไม่อยากแต่งงานกับเธอ)
“…..”
“ถึงพ่อใหญ่สิบังคับอ้ายแต่งกับโตได้ แต่โตก็สิบ่ทางมีความสุข ย้อนว่าอ้าย บ่ได้ฮักโต อ้ายมีคนฮักแล้ว อย่าพยายามมาจับอ้ายเลยดีกว่า เดี๋ยวสิหาว่าอ้ายบ่เตือน ถ้ายังหน้ามึนสิหมั้นให้ได้ อ้ายสิเฮ็ดให้ได้ฮู้ว่า นรกจริงๆมันเป็นแบบได๋ เดี๋ยวก็สิได้ฮู้กัน!”
ชายตัวโตพูดขึ้นด้วยสายตาที่แสนปวดร้าวในใจ เพราะตนก็ถูกบังคับให้มาหมั้นหมายกับคนที่ตนนั้นไม่ได้รักจริงๆ
เลยมาพูดขู่แกมบีบบังคับคนตัวเล็กที่ยืนตัวสั่นเทาอย่างน่ารำคาญอยู่ใต้ต้นตะขบยักษ์ไม่ไกลจากหนองน้ำของหมู่บ้านนัก
“หมวยเข้าใจแล้ว อ้ายจอมบ่ต้องย่าน ว่าสิถูกไผบังคับให้แต่งงานกับหมวยดอก หมวยเข้าใจแล้วอ้าย”
คนตัวเล็กได้เพียงบอกกับคนตัวโตเสียงสั่น ทั้งกลัวทั้งเจ็บไปทั้งใจไม่แพ้กัน ได้แต่เพียงก้มหน้างุดไม่กล้ามองหน้าคนตัวโตเลยด้วยซ้ำ รักก็รัก อายก็อาย ที่คนที่ตนแอบรักมาพูดกับตนอย่างนี้ มันเหมือนถูกควักเอาหัวใจมาเหยียบซ้ำอยู่ในน้ำขี้สีก(น้ำสกปรก)อย่างไรอย่างนั้น
“ก็ดี อย่าให้อ้ายต้องเป็นผู้เว้าเอง มันสิผิดใจกันหมดเสียเปล่าๆ อย่าได้หวังสูงหลาย เฮาบ่สมกันดอก เข้าใจแล้วแม่นบ่”
“หมวยเข้าใจแล้วจ๊ะอ้าย”
“เออ จัดการให้เรียบร้อย อย่าให้อ้ายต้องผิดหวังล่ะ โต เป็นตัวปัญหาของเรื่องนี้ ปากมีก็เว้าออกมา
แล้วก็ต้องจัดการเรื่องนี้ให้อ้ายกับทุกคนให้ดี อ้ายไปล่ะ เดี๋ยวสิมีไทบ้านมาเห็นแล้วเขาสิเอาไปลือไปส่ากันผิดๆ อ้ายสิเสียหายเอาได้”
“…..”
พูดจบคนตัวโตก็รีบเดินจ้ำอ้าวกลับไปทันที อย่างไม่คิดที่จะสนใจคนตัวเล็กแม้แต่นิดเดียว
คนตัวเล็กที่ยังยืนอยู่ตรงนั้นก็ได้แต่มองตามคนตัวโตที่แสนใจร้ายไปอย่างนั้น ก็ถึงกับทรุดลงกับพื้นนั่งพิงตนตะขบยักษ์ปิดปากตัวเอง แล้วร้องไห้ออกมาอย่างไร้เรี่ยวแรง…
*** สวัสดีจ้า เปิดเรื่องใหม่ของchiratthan คนเดิมจ้า ตอนแรกแอบตั้งชื่อว่าจื้นสองด้วยนะ ฮ่า ฮ่า แต่เปลี่ยนแล้วนาาาาา
ขอแจ้งรีดที่น่ารักทุกท่านก่อนนะคะ เรื่องนี้ไม่ได้หวานแหว๋วฟิวส์กู๊ดอยู่ในทุ่งลาเวนเดอร์แบบจื้นเสียทีเดียวนะคะ ทุกตัวละครไม่ได้ขาวสุด ดำสุด ทุกคนมีความเป็นมนุษย์ที่มีทั้งดีทั้งร้ายในตัว มีพัฒนาการของตัวละครไปอย่างช้าๆ เดินเรื่องไปแบบช้าๆ ช้ามาก ฮ่า ฮ่า
แต่ทุกความช้าในการเดินเรื่องของทุกตัวละครนั้นจะมีรายละเอียด ความเป็นอยู่ ความเชื่อ อภินิหาร ผีสาง จอมขมังเวทย์ หมอผี การเล่นของ และความสัมพันธ์ บาปบุญคุณโทษ แม้แต่การทำเสน่ห์ทำของใส่กันในชนบทที่อยู่ห่างไกล
ทุกตัวละครมีความเชื่อมโยงกันอย่างช้าๆ มีโกรธ เกลียด ตลกใเห็นใจ จังไรแบบป่วงๆ ตามฉบับคนอีสานและมีปรับความเข้าใจกันอย่างช้าๆด้วยความเห็นอกเห็นใจกัน
ขอบอกว่า นอกจากคู่เอกของเราแล้ว ยังมีคู่รองที่น่ารักๆให้ติดตามกันอีกหลายคู่เลยค่ะ
ขอบคุณสำหรับคอมเม้นดีๆที่แสนน่ารักของรีดที่น่ารักของไรต์ทุกท่าน มาพูดคุยกันเยอะๆนะคะ อ่านทุกคอมเม้นเลยค่ะ
และเหมือนเดิมคือ ไรต์ขายตอนถูกมากๆ ฮ่าๆ ดังนั้นขอให้ช่วยมองข้ามคำผิดไปบ้างนะคะ พลีสสสส ปัญหาที่แก้ไม่ตก แก้ไปสิบรอบ ก็มีผิดอยู่ดี บางทีคำแปลกๆโผล่มาเฉย อย่างงงๆ แม่เจ้า!
ป.ล นิยายเรื่องนี้ เป็นนิยายแนวอีสาน ที่ไรต์คนโคราช ที่เรียกว่าอีสานพอกะเทินเขียนขึ้น ไม่ได้มีเจตนาบาดพึงถึงบุคคลใดบุคคลหนึ่งให้ได้รับความเสียหายใดๆทั้งสิ้น ซึ่งมันอาจจะมีหลุดไทยคำลาวคำ ก็ถือว่าเป็นสีสันด้วยนะคะ เพราะบางทีไรต์ก็ไม่รู้ตัวเหมือนกัน ฮ่า ฮ่า
สุดท้ายขอให้รีดอ่านนิยายเรื่องนี้อย่างมีความสุข เพลิดเพลินและผ่อนคลาย และขอฝากพี่ๆรีด เอ็นดูน้องๆในนิยายเรื่องนี้ด้วยนะคะ
ร๊ากกกก รักนะ จุ๊บๆๆ
By chiratthan
ไม่อยากแต่ง
“อ้ายบ่อยากแต่งกับโต” (พี่ไม่อยากแต่งงานกับเธอ)
ชายตัวโตพูดขึ้นด้วยน้ำเสียงเด็ดขาดแกมบีบบังคับ ที่ถึงกับทำให้คนตัวเล็กที่ยืนอยู่ไม่ไกลนักใต้ต้นตะขบยักษ์ข้างๆ หนองน้ำของหมู่บ้านเจ็บปวดในหัวใจจนใจดวงน้อยๆ แทบแหลกสลายไปตรงนี้เสียให้ได้
“หมวยเข้าใจแล้ว อ้ายจอมบ่ต้องย่าน ว่าสิถูก…ไผมาบังคับให้มาหมั้นมาแต่งงานกับหมวยดอก หมวยเข้าใจดีอ้าย”
คนตัวเล็กได้เพียงบอกกับคนตัวโตเสียงสั่น ทั้งกลัวทั้งเจ็บไปทั้งใจ ไม่แพ้กันได้แต่ก้มหน้างุดไม่กล้ามองหน้าคนตัวโตเลยด้วยซ้ำ รักก็รัก อายก็อายที่คนที่ตนแอบรักมาพูดกับตนอย่างนี้
“เออ ก็ดี ฮู้แล้วก็ดี อย่าให้อ้ายต้องเป็นผู้เว้าเอง มันสิผิดใจกันหมดเสียเปล่าๆ เข้าใจแล้วแม่นบ่”
“หมวย หมวยเข้าใจแล้วจ้ะอ้าย”
“เออ จัดการให้เรียบร้อย อย่าให้อ้ายต้องผิดหวังล่ะ โต เป็นตัวปัญหาของเรื่องนี้ ก็ต้องจัดการเรื่องนี้ให้อ้ายกับทุกคนให้ดี อ้ายไปล่ะ เดี๋ยวสิมีไทบ้านมาเห็นแล้วเขาสิเอาไปลือกันผิดๆ อ้ายสิเสียหายเอา”
“…..”
พูดจบคนตัวโตก็รีบเดินจ้ำอ้าวกลับไปทันที อย่างไม่คิดที่จะสนใจคนตัวเล็กแม้แต่นิดเดียว
คนตัวเล็กที่มองตามไปอย่างนั้น ก็ถึงกับทรุดลงกับพื้นนั่งพิงตนตะขบยักษ์ปิดปากตัวเอง แล้วร้องไห้ออกมาอย่างไร้เรี่ยวแรง
หมวย หรือมะลิ ลูกสาวคนเดียวของแม่เหมยลี่ ลูกสาวคนจีนที่มีบรรพบุรุษข้ามน้ำข้ามทะเลมาค้าขายในสยามเมื่อครั้งก่อน จนเมื่อเปลี่ยนเป็นประเทศไทยในเมื่อหกปีที่แล้วนี่เอง
แต่เพราะความรักที่มีต่อชายคนรัก เหมยลี่จึงได้หอบท้องหนีออกจากบ้าน ตามชายคนรักมาอยู่ด้วยกันที่หมู่บ้านในชนบทแห่งหนึ่งทางภาคอีสานเมื่อสิบเจ็ดปีก่อน
และต่อมาก็มีลูกสาวกับออกมาเป็นพยานรักหนึ่งคน นั่นก็คือ หมวย หรือมะลิ และอีกสิบปีต่อมา ก็มีลูกชายอีกคนก็คือไม้ หรือเด็กชายไมตรี สองพี่น้องอยู่กับครอบครัวด้วยกันอย่างมีความสุข จวบจนเมื่ออยู่ๆ พ่อมั่นที่เดินทางไปทำงานที่เมืองโคราชที่แสนห่างไกล ก็หายตัวไปอย่างไร้ร่องรอย ไม่ติดต่อที่บ้านเลยตลอดหลายปี
มีเพียงแม่เหมยลี่ หรือแม่เหมย ที่ทำงานในไร่นาหาเลี้ยงเราสองพี่น้องตามลำพังด้วยความขยันขันแข็ง
“แม่อยากให้ลูกๆ ได้เรียนหนังสือสูงๆ สิได้ทำงานดีๆ ได้เป็นเจ้าคนนายคน”
“แต่บ้านเฮาบ่มีเงิน นาก็แล้ง ได้ข้าวบ่พอกิน อีพ่อก็หายสาบสูญไปบ่ติดต่อกลับมา หล่าหมวยคือสิบ่เรียนต่อดอกอีแม่ มันสิเป็นภาระของอีแม่มากกว่า
หมวยสิช่วยอีแม่เฮ็ดเวียกเฮ็ดงาน (ทำงาน) อยู่บ้านเฮานี่หล่ะ เอาอย่างนี้เน้าะ เฮาเก็บเงินไว้ส่งบักหล่าไม้เรียนหนังสือสูงๆ กันดีบ่อีแม่”
“อีหล่าบ่เสียดายบ่ที่บ่ได้ไปเรียนหนังสือกะอำเภอ แม่อยากให้อีหล่าได้เรียนสูงๆ อีหลีเด้”
“บ่ดอกจ้า หมวยเข้าใจสถานการณ์ดี แล้วเงินที่อีพ่อไปกู้เขาล่ะอีแม่ เฮาสิเฮ็ดจังได๋”
“เรื่องนั่น เฮ้อ ถ้ามันบ่มีหนทางอีหลี แม่สิขายงัวใช้หนี้เขาเอาดอก อีหล่าหมวยบ่ต้องเป็นห่วงดอก”
“ขายงัว แล้วเฮาสิเอางัวตะได๋ไถนาปลูกข้าวล่ะอีแม่”
“เดี๋ยวค่อยหาจ้างเขาเอาก็ได้ดอก ลูกหล่า”
“จ้างเขา ก็ต้องรอเขาเฮ็ดเสร็จก่อน เฮาถึงสิได้เฮ็ดได้ทำ พอดีเสร็จช้ากว่าเขานั่นแหละอีแม่”
“สิเฮ็ดจังได๋ได้ล่ะ ก็เฮามันบ่มีเน้าะลูกเอ๋ย”
นั่งคือเรื่องเมื่อสี่ปีที่แล้ว ในตอนที่หมวยนั้นอายุเพียงสิบสองปี แต่ในตอนนี้หมวยนั้นเริ่มเป็นสาวอายุได้สอบหกปีแล้ว น้องชายก็อายุได้เจ็ดปี
ครอบครัวของเรานั้นลำบากกันมาก กว่าที่จะผ่านพ้นจากวันเวลาในแต่ละปีๆ มาได้ จนเมื่อสองปีที่แล้วนั้น ก็มีผู้ชายมาติดพันแม่เหมยของเราหนึ่งคน
ซึ่งมันจะไม่นับว่าเป็นอะไรเลย ถ้าผู้ชายคนนั้นไม่ใช่ลุงกำนันนก กำนันตำบลบ้านเราที่บ้านอยู่ที่ตัวตำบลโคกกรวดที่อยู่ห่างจากหมู่บ้านทรายงามของเราไปไม่ไกลนักเพียงสามกิโลเมตรเท่านั้น เดินข้ามลัดทุ่งไปไม่ถึงครึ่งชั่วโมงก็ถึง
ลุงกำนันนก หรือลุงกำนันวิหกนั้นไม่ใช่คนตัวเปล่า แต่เป็นกำนันอายุหกสิบกว่าๆ แล้ว แต่ยังคงแข็งแรงหล่อเหลาและยังแข็งแรงมาก แกมีลูกมีเมียแล้วหลายคน แต่ก็ยังเจ้าชู้มีเมียน้อยอยู่หลายๆ บ้านไปเรื่อยๆ ป้าลำไยเมียแกก็แก่แล้ว ได้ยินว่าแกคิดทำใจกับเรื่องนี้ไปแล้ว ไม่ได้คิดที่จะหึงหวงหรือสนใจอะไร แล้วหันหน้าเข้าวัดเพื่อทำบุญทำทานน้อมนำกุศลสวดมนต์ถือศีลไปเงียบๆ
ส่วนลูกๆ ของแก ต่างก็แต่งงานแยกบ้านไปกันหมดแล้วและยังได้แยกไปอยู่คนล่ะหมู่บ้าน แล้วก็ได้เป็นผู้ใหญ่บ้านทุกคนทั้งหกคนที่เป็นลูกชายของแก จากลูกสิบสองคน
แล้วที่สำคัญคือลูกชายคนโตของกำนันนกนั้น คือลุงผู้ใหญ่นพ ที่เป็นผู้ใหญ่บ้านหมู่บ้านทรายงามของเราด้วย
แต่ที่สำคัญที่สุดกว่านั้นก็คือลุงนพนั้นเป็นพ่อของอ้ายจอม หรืออ้ายจอมทัพ คนที่หมวยและสาวๆ ในหมู่บ้านนั้นแอบชอบมาตั้งแต่เด็กด้วย
เพราะหมวยนั้นเป็นเพื่อนกับแป้ง น้องสาวคนที่สอง ต่อจากพี่ปาน และมีน้องสาวอีกคนชื่อปูที่เป็นน้องคนสุดท้อง
และการที่แม่เหมยนั้นตัดสินใจมีความสัมพันธ์กับพ่อใหญ่กำนันนกที่อายุห่างกันเกือบสามสิบปีนี้ (แม่เหมยอายุเพียงสามสิบห้าปีเอง) ก็เพราะคิดที่จะทำเพื่อลูกๆ ทั้งสองคนและอยากให้มีคนคุ้มครองครอบครัวของเรา เพราะเรามีปัญหาเรื่องหลักคะแนน (หลักเสาที่ดิน) กับลุงชด ญาติห่างๆ ทางพ่อมั่นที่มีที่นาอยู่ติดกัน
จนกำนันนกนั้นมาช่วยไกล่เกลี่ย ลุงชดจึงได้ไม่กล้ามารุกที่ดินของเราอีก ด้วยเกรงกลัวอิทธิพลของกำนันนกกันทั้งนั้น
เราจึงอยู่รอดปลอดภัยจากคนโลภมาได้ แต่ก็ต้องทนฟังเสียงป้องปากนินทา เสียงล้อเลียนจากผู้คนในหมู่บ้านที่มักจะจับกลุ่มกันนั่งลงข่วง (ห้างร้านที่ยกขึ้นเพื่อนั่งทำเล่นหรือทำงานในลานบ้าน) จับกลุ่มเว้าพื้น (นินทา) เรื่องของชาวบ้านอยู่เนืองๆ
แม่เหมยนั้นได้แต่ทำหูทวนลมมาตลอดเวลาสองปีมานี้ เพราะทำเพื่อครอบครัวเล็กๆ ของเราจริงๆ
และบ้านเราก็ได้กินของดีๆ มากยิ่งขึ้นหลังจากที่อดหยากลำบากกันมาตั้งแต่พ่อมั่นได้ตัดสินใจเดินทางออกไปทำงานที่เมืองโคราชไกลๆนู้น เพราะเวลาที่กำนันนกนั้นมาหาแม่เหมย ก็จะเอาเนื้อวัว เนื้อหมู ไม่ก็ไก่ ปลา ปลาร้า มาฝากที่บ้านเราเป็นประจำ แม่เหมยเมื่อได้ของพวกนี้มาก็จะทำแห้งบ้างทำส้ม (แหนม) บ้างไว้กินนานๆ
เราสองคนพี่น้องนั้นในตลอดสองปีมานี้ ก็เลยไม่ค่อยได้ออกไปเล่นไหน นอกจากทำงานในไร่นาของตนเพียงเท่านั้น เพราะเราไม่ค่อยมีเพื่อน (ไม่มีใครคบ เพราะบางคนก็รังเกียจเรา)
ป้าจำปีเมียผู้ใหญ่นพเองที่เป็นลูกสะใภ้ใหญ่ของกำนักนก ก็ไม่ให้แป้งลูกสาว ที่เป็นเพื่อนสนิทคนเดียวของหมวยมาก่อน มาเล่นกับหมวยอีกเลยเหมือนกัน
หมวยเองก็เข้าใจดี จึงได้แต่ทำใจเท่านั้น เวลาที่บังเอิญเจอกันก็แอบมองแล้วยิ้มให้กันบ้าง แต่ไม่ได้พูดทักทายอะไรกัน ด้วยป้าจำปีนั้นเกลียดแม่เหมย และเราสองคนที่เป็นลูกของแม่เหมยด้วย แกก็เลยเกลียดไม่ต่างกัน
บังคับ
ตอนที่เกิดปัญหาข้อพิพาทกับลุงชดเรื่องที่นา ที่อยู่ติดกันนั้น ไม่มีญาติพี่น้องทางพ่อมั่นคนไหนจะช่วยเราได้เลย เพราะแม่เหมยนั้นเป็นคนสวยขาวแบบคนเชื้อสายจีนทั่วไป ลุงๆ พี่ชายของพ่อมั่นคนไหนจะช่วย ป้าๆสะใภ้ก็หึงหวงไม่ให้ออกตัวช่วยเหลือบ้านเราสักคน แถมยังพายกันรุมโกรธเกลียดบ้านเราอย่างไม่มีเหตุผลด้วย เราเม่ลูกจึงอยู่กันค่อนข้างลำบากมาก
บางวันลุงชดแกเมา แก ก็เดินถือมีดพร้ามาตะโกนขู่ฆ่าถึงที่บ้าน เราสามแม่ลูกก็กลัวจนตัวสั่น นั่งกอดกันร้องไห้บนบ้านไม่กล้าลงไปข้างล่างใต้ถุนเรือน
จะไปแจ้งผู้ใหญ่บ้านนพ ก็จะมีลูกหลานบ้านลุงชดนั้นกันท่าข่มขู่ไว้ตลอด
จนสุดท้ายแม่เหมยจึงตัดสินใจ ใช่ตัดสินใจเอาตัวเข้าแลก เข้าไปพบและมีความสัมพันธ์ลับๆ อืมมม ที่จริงก็ไม่ลับเท่าไรนัก กับกำนันนก ที่เราสองคนพี่น้องเรียกแกว่าพ่อใหญ่ พ่อใหญ่ที่แปลว่าคุณตา เพราะอายุเท่าแกนั้นเป็นตาเป็นยายเราได้จริงๆ คนบ้านเราเรียกตายายว่าพ่อใหญ่แม่ใหญ่กัน
เวลาที่พ่อใหญ่นกนั้นมาหาแม่ที่บ้าน ก็จะขี่ม้าฮ่อตัวใหญ่เสียงดังกุบกับมาผูกไว้ที่ต้นมะม่วงที่เดิ่น (ลาน) หน้าบ้านของเรา พร้อมของฝากที่เป็นทั้งของกินและของใช้มากมายหลายอย่างมาให้แม่เหมยของเรา
แล้วพ่อใหญ่กำนันนกก็จะให้เงินเหรียญทองแดงมีรูไปซื้อขนมไกลๆ ทุกครั้ง ครั้งล่ะสิบสตางค์บ้างยี่สิบสตางต์บ้าง ซึ่งนับว่าเป็นเงินที่มากมายจริงๆ สำหรับเราสองคนพี่น้อง
หมวยเองก็เข้าใจเพราะโตแล้ว ก็จะพาบักหล่าไม้ไปซื้อขนมที่อยู่อีกหมู่บ้าน แล้วไปเล่นอยู่ไกลๆ แล้วค่อยถึงกลับบ้าน
ต่อมา
“หยังนี่อีแม่”
“เงินทั้งหมดที่แม่มีเด้หล่า”
“หมวยฮู้อยู่ว่ามันเป็นเงิน แต่อีแม่เอาเงินทั้งหมดนี่มาตะไส”
“เงินนี้แม่เก็บสะสมไว้มาตลอดสองปี ทั้งที่พ่อใหญ่กำนันนกให้มานำ ทั้งเงินที่ได้จากการขายข้าวขายผัก ขายหอมกระเทียมที่เฮาปลูกกันที่ของหนองน้ำหมู่บ้านนั่นเด้ลูก”
“แล้วอีแม่เอาเงินมาให้หล่า (หนู) เบิ่ง (ดู) เฮ็ดหยัง”
“แม่บ่ได้เอามาให้อีหล่าดูซือๆ ดอก แม่เอามาให้อีหล่าเก็บไว้”
“เป็นหยัง อีแม่ต้องเอาเงินนี่… มาให้หล่าเก็บไว้นำล่ะ”
“คนอีสานเฮา สิให้ลูกสาวใหญ่เก็บเงิน อีหล่าเองก็อย่าถามหลาย แม่…ให้อีหล่าเก็บไว้ อีหล่าของแม่ก็เก็บไว้ดีๆ อย่าให้ผู้ได๋มาแย่งชิงหรือลักไปได้ เข้าใจบ่
“…..”
“อีแม่ แปลกไปเน้าะ มีหยังติอีแม่”
“บ่ บ่มีหยังดอก หล่าหมวยจำคำอีแม่ไว้เด้อ ว่าถ้าสักวันแม่บ่อยู่แล้ว หล่าหมวยต้องดูแลน้องให้ดี เป็นพี่น้องกันต้องฮักกันให้มากๆ มีกันแค่สองคน อย่าถิ่มอย่าปา (อย่าทอดทิ้ง) กันเด้อ”
“อีแม่คือเว้าจังซั่น (แม่ทำไมพูดอย่างนั้น) ”
“แม่ก็บ่รู้เป็นทรงใจหายๆ วูบๆ จังได๋ก็บ่ฮู้ แม่ก็แค่บอกไว้ก่อนซือๆ ดอก เก็บเงินนี้ไว้ดีๆ ถ้าสักวันแม่บ่อยู่แล้ว แล้วอีหล่าอยู่บ้านเฮาบ่ได้ อีหล่าต้องพาน้องไปเมืองบางกอก เอาหยกนี่ไปหาคนคนผู้หนึ่ง แล้วบอกว่าเป็นลูกแม่ตามที่อยู่นี่ เขาอาจสิช่วยอีหล่ากับบักหล่าของแม่…ก็ได้”
หมวยก้มดูป้ายหยกสีเขียวเล็กๆ ในมือแล้วมองเงินในมือที่มีอยู่สามสิบตำลึง (หนึ่งร้อยยี่สิบบาท) กับเงินเหรียญทองแดงที่มีรูอยู่ตรงกลางอีกยี่สิบกว่าเหรียญ พร้อมกับมองหน้าแม่ของตนสลับไปมาๆ เงินนี้ ไม่น้อยเลยจริงๆ
“เก็บไว้ดีๆ เด้อหล่า แม่ฝากน้องนำ”
“อีแม่อย่าเว้าจังซี่อีก มันบ่ดี มันเป็นลาง หล่านึ่งข้าวแล้ว สิลาบปลาแดกกินกับชิ้นหลอดปิ้ง (เนื้อแดดเดียวที่ทำเป็นเส้นๆ) อีแม่ไปนั่งรอถ่ากินข้าวแลงเด้อ ส่วนข้าวของพวกนี่…”
“ให้อีหล่าหมวยเก็บไว้นั่นล่ะดีแล้ว”
“ก็ได้จ๊ะอีแม่”
หมวยได้แต่นึกสงสัยว่าทำไมแม่ถึงได้พูดออกมาอย่างนั้น แต่ก็ไม่ได้ถามอะไรให้มากความ
จนมารู้หลังจากที่แม่ล้มป่วยลงอย่างไม่ทราบสาเหตุ แล้วแม่ก็บอกว่าแม่ฝันเห็นว่าพ่อนั้นมาคอยรับไปอยู่ด้วยบ่อยๆ
และก็ได้ล้มป่วยลงกะทันหัน ดีที่มีพ่อใหญ่กำนันนกนั้นช่วยพาไปหาหมอที่อำเภอ แต่สุดท้ายแม่ก็ไม่อาจสู้กับโรคร้ายได้ และเป็นโรคอะไรหมอก็บอกไม่ได้เหมือนกัน และตายไปหลังจากนั้นเพียงเดือนเดียว
ด้วยที่เรามีกันเพียงสองคนเท่านั้น งานศพน้อยๆ ของบ้านเรา จึงมีพ่อใหญ่กำนันนกมาช่วยจัดงานศพจนพาไปตั้งกองฟอนเผาที่วัด เพราะสมัยนี้ยังไม่มีเมรุเตาเผาศพ ถ้าจะเผาในเมรุดีๆ ก็ต้องไปเผาที่วัดที่ตัวตำบล
เมื่อเสร็จงานศพ เราสองคนก็อยู่ที่บ้านกันอย่างเศร้าสร้อยที่ต้องเสียแม่ไปอย่างไม่มีวันกลับอย่างนั้น
แต่ยังดีที่ไม่มีใครกล้ามารังแกเราสองคน เพราะมีพ่อใหญ่กำนันนั้นได้ประกาศว่าห้ามใครๆ ก็ตามมารังแกเราสองคนพี่น้องเป็นอันขาด ไม่อย่างนั้นจะได้เห็นดีกันแน่ๆ
เท่าที่หมวยสังเกตุเห็น ก็มีผู้บ่าวไทบ้านเฮา มาแอบด้อมๆ มองๆ ตนอยู่บ่อยๆ แต่ยังไม่มีใครกล้าเข้ามายุ่งย่ามมากนัก… แต่ต่อไปก็ไม่แน่
พ่อใหญ่กำนันนกเองก็ยังขี่ม้ามาดูเราสองคนพี่น้องบ่อยๆ ด้วยความเป็นห่วง และยังคงเอาของกินของใช้มาให้เราพี่น้องเหมือนเดิมด้วยความเอ็นดู
แต่ชาวบ้านเขากลับเอาไปร่ำลือกันว่าพ่อใหญ่กำนันนกนั้นจะเป็นพระยาเทครัวกินทั้งแม่ทั้งลูกสาวอย่างหมวยด้วยอีกคน
ชาวบ้านจึงมีเรื่องให้จับกลุ่มกันนินทาหมวยกับพ่อใหญ่กำนันกันสนุกปากเลยทีเดียว
“อีหมวยมันทรงก็คือๆ (เหมือน) อีเหมยแม่มันนั่นล่ะ ถึงยังบ่ทันเต็มสาวดีขี้ปื้นยังบ่หร่อน (ขี้ไคลยังไม่หลุดดี) มันก็มีแววสิงามได้แม่มัน”
“งามแล้วจังได๋ เป็นตาแรดตาเคียวคือแม่มันนั่นหล่ะ บ่จั่งซั่นแม่มันสิไปเป็นเมียน้อยของพ่อใหญ่กำนันที่อายุต่างกันคักปานพ่อกับลูกติ แมนบ่”
“กูก็ว่าจั่งซั่นหล่ะ ลูกไม้มันสิหล่นไกลต้นบ่ล่ะหมู่เฮา”
“พ่อใหญ่กำนันนกนี่แน่นอนอีหลีวะ ได้ทั้งแม่ได้ทั้งลูก ที่เป็นอย่างนี่ ต้องนับถือน้ำใจแม่ใหญ่ลำไย เมียพ่อใหญ่กำนันนกเน้าะ ที่เพิ้นบ่สนใจทางโลก หันหน้าเข้าวัดถือศีลจั่งซี่ ถ้าเป็นผู้อื่นคงได้ตายกันไปข้างหนึ่งเลยหล่ะ”
“มันก็บ่แน่ดอก จั่งซั่นอีเหมยมันสิตายอย่างบ่รู้สาเหตุหาโรคบ่เจอติ แม่นบ่”
“เว้าไปทิดน้อย ข่อยบ่เชื่อดอก ถ้าแม่ใหญ่ลำไยเลาสิเฮ็ดหยัง เลาคือสิบ่จ่งไว้โดนปานนี่ดอก (ถ้าแกจะทำคงไม่ปล่อยไว้นานขนาดนี้หรอก) คงสิทำไปตั้งแต่เมียน้อยคนที่ หนึ่ง สอง สาม สี่ ห้า หก เจ็ดพู้นแล้วล่ะ สิมาเฮ็ดหยังกับอีเหมย
ที่จริงมันก็น่าสงสารเน้าะ มันบ่มีผู้ได๋เลย บักมั่นผัวฮักของมันก็หายสาปสูญไปหลายปีตั้งแต่บักหล่าไม้ยังบ่ฮู้เรื่องดีเลยด้วยซ้ำ
การที่มันหาที่พึ่งจั่งซี่ มันก็คงสิหมดหนทางแล้วจริงๆ ถึงแม้มันสิบ่ถูกต้องนัก แต่คนที่ทำของใส่มันนั้น ก็นับว่าใจดำสร้างกรรมกับมันหลายเติบอยู่
คนเราย่อมเป็นไปตามกรรมนั่นหล่ะ ตายไปก็เอาหยังติดตัวไปบ่ได้ มีแต่บุญและกรรมเพียงเท่านั้นหล่ะ”
“เจ้าไปรู้หยังมาลุงบุญธรรม เจ้าพูดมาดู๋”
“บ่ บ่ได้รู้หยังมาดอก กูก็เว้าไปตามเรื่องตามราวนั่นหล่ะ”
1 เดือน ต่อมา
อยู่ๆ ก็มีข่าวว่าพ่อกำนันนกนั้น จะให้บักจอม หลานชายคนโตลูกชายของผู้ใหญ่บ้านนพกับจำปา นั้นแต่งงานกับอีหมวยลูกน้าเหมย
ทำให้ชาวบ้านต่างก็ตื่นตกใจกันไปทั้งหมู่บ้าน ที่บ้านของผู้ใหญ่นพก็วุ่นวายไปทั้งบ้านเหมือนกัน
“อีพ่อเจ้าสิมาบังคับลูกผมแต่งงานกับอีหมวยลูกผีอีเหมยบ่ได้เด้อครับ ผมบ่ยอมเด็ดขาด”
ผู้ใหญ่นพถึงกับนั่งไม่ติดที่จู่ๆ พ่อใหญ่นก พ่อของตนมาบอกกับครอบครัวของตนว่าจะให้บักหล่าจอม ลูกชายคนเดียว ในบรรดาลูกสาวอีกสามคนของตนนั้นแต่งงานให้กับอีหมวย ลูกสาวของอีเหมยที่เพิ่งตายไปเพียงสองเดือนกว่าๆ เท่านั้น
“แนว-ีเคียว(แรด)อย่างนั้นไผสิอยากได้มาทำพันธ์ุกันอีพ่อ”
“…..”
ยึดคืน
“แม่นครับ จังได๋ผมก็บ่แต่งเอาอีหมวยมาเฮ็ดเมียดอก ผมบ่ได้ฮักมัน ผมมีคนที่ผมฮักอยู่แล้วครับพ่อใหญ่”
จอมเองก็บอกพ่อใหญ่ของตนอย่างร้อนใจไม่แพ้กัน
“ฮัก คนฮักกะได๋ล่ะบักหล่า ลองบอกพ่อใหญ่มาดู๋” พ่อใหญ่กำนันนกถามเสียงหยันๆ
“ผมฮักกันกับผู้สาวน้ำค้างเด้ครับพ่อใหญ่”
“น้ำค้าง? อ้อ ครูฝึกสอนคนงามคุ้มบ้านโคกบักม่วง ลูกสาวบักสิงบ้านอยู่ทางคุ้มใต้นั่นติ”
“ครับพ่อใหญ่ น้ำค้างผู้สาวของผม”
“กูได้ยินข่าวว่ามันสิแต่งให้กับบุรุษไปรษณีย์ประจำอำเภอเราแล้วบ่แม้นติ เขาไปขอกันแล้วเด้”
“พ่อใหญ่เว้าหยังออกมา…” จอมทำหน้าตกใจอ้าปากค้าง หูแดงไปหมด ที่ได้ยินเรื่องแบบนี้
“บ่เชื่อมึงก็ไปถามมันดู ว่ามันหมั้นแล้ว สิแต่งมื้อได๋ ส่วนเรื่องแต่งงานของมึงนั้น กูสิบวชแล้วก็ให้เกณฑ์ทหารเสียก่อน ค่อยแต่งงานกันก็ได้ บ่ได้รีบร้อนแต่มึง ต้องแต่งกับอีหล่าหมวยคนเดียวเท่านั้น”
“…..”
“บ่ครับ ผมฮักผู้สาวน้ำค้างผู้เดียว กับผู้อื่นผมสิบ่แต่งนำเด็ดขาด ผมบ่ยอมดอกพ่อใหญ่”
“กูบ่ให้หมู่สูเอากัน มึง!บักหล่าจอม มึงฟังกูดีๆ เด้อ มึงต้องแต่งงานกับอีหล่าหมวยลูกสาวสังอีเหมยมันผู้เดียว นี่คือคำสั่งกู เป็นอันเด็ดขาด ต้องฟังผู้เดียวเท่านั้น”
“พ่อใหญ่!”
“มึงสิเฮ็ดหยังกู บักจอม กล้าขึ้นเสียกับกูติ มึงกล้าติห๊ะ! หึ! บักนพอีจำปี เก่งกล้าคัก มองตาแข็งกัดฟันใส่กูติ
ได้! ถ้าหมู่สูอยากลองดี กูก็จิจัดให้ กูสิยึดที่ทางไร่นาทั้งหมดของกู ที่กูยกให้หมู่สิเฮ็ดกินเลี้ยงครอบครัว รวมถึงบ้านหลังนี้ที่กูสร้างให้บนที่ดินมูลมังของกู
อย่างได้ ก็เอางัวที่เลี้ยงไว้ไปขายกินโลด ไปสร้างเอาใหม่ ที่ดินพวกนี้มันเป็นมูลมังของโครตแนวทางพ่อทางแม่กู บ่แม้นสมบัติทางแม่มึงที่หามานำกัน
พวกสูบ่มีสิทธิ์!”
“อีพ่อ เจ้าคือเว้าจังซี่ เจ้าเห็นคนอื่นดีกว่าลูกกว่าหลานติอีพ่อ แม่มันเคียวจังซั่น ลูกมันก็สิบ่ต่างกันดอก”
“บักนพ! มึงหุบปากลงเดี๋ยวนี้ มึงสิดูถูกผู้ได๋ก็ได้ แต่บ่แม้นอีเหมยกับลูกมัน อีเหมยมันก็ตายไปแล้ว เหลือแต่เด็กน้อยไร้ที่พึ่งพา สูก็ยังสิพากันรังแกข่มเหงรังเกียจมันอีกอยู่ติ
พวกสูมันคนบ่มีหัวใจ ตั้งแต่เรื่องที่บักทิดชดมันรุกที่ดินที่นาของบักทิดมั่นผัวเก่าอีเหมยนั่นแล้ว บักนพ! มึงมันเป็นเป็นผู้ใหญ่บ้านที่ใช้บ่ได้ กูสิสั่งนายอำเภอปลดมึงออกจากผู้ใหญ่บ้านบ้านทรายงามนี่เสีย บักจังไรใหญ่ เห็นคนอ่อนแอถูกรังแกก็บ่คิดสิไปช่วยเหลือ เห็นแต่ความสัมพันธ์ฉันเพื่อนกับบักชั่วชด หมู่สารเลวโลภมากอยากได้ของคนอื่นนั้น
มึงคิดว่ากูบ่ฮู้ติ ว่ามันเกิดเรื่องหยังขึ้นแน ตลอดเวลาหลายปีมานี่”
“อีพ่อ อีพ่อเว้าจั่งซี่มันก็บ่ถูก ผม ผม สิไปรู้หยังเรื่องชาวบ้านทุกอย่างได้จั่งได๋”
“บักหน้าหมา หึ บ่รู้ๆ แต่ถือหางทางบักชดนั่นสิ ที่บอกว่าบ่รู้ กูให้เจ้าหน้าที่ที่ดินมาวัดแล้วฝังหลักที่ดินให้แล้ว ต่อไปผู้ได๋กล้ารุกที่ดินเพียงห้าไร่สิบไร่ของเด็กน้อยมัน ทางการเขาสิมาจัดการเองเป็นกรณีพิเศษเอง นี่ยังบ่นับที่ดินที่พี่น้องผัวมันโกงยึดไปอีกดอกนะ
ตำแหน่งผู้ใหญ่ของมึงที่กูเอามายัดใส่มือมึง ที่ดินทำกินกับบ้านช่องพวกนี่กูสิเอาคืนให้หมด!”
“อีพ่อ นี่อีพ่อหลงมันถึงเพียงนี่เลยบ่ อีพ่อสิมาเฮ็ดจั่งซี่กับผมกับลูกเมียของผมบ่ได้เด้อ ผมบ่ยอม”
“บ่ยอม? หึ ดี! มึงเตรียมตัวไว้โลด อีกสามวันกูสิให้เจ้าหน้าที่ตำรวจมาไล่มึงออกจากบ้านจากที่ดินของกูเลย แล้วที่ทางบ้านช่องทั้งหมดนี้ กูสิยกให้อีหล่าหมวยหลานสาวคนใหม่ของกู กูก็อยากสิฮู้คือกันนั่นหล่ะ ว่าหมู่สูสิเอาตัวรอดกันได้จั่งได๋ ซุมซั่วเอ้ย!”
“บ่ได้ๆ อีพ่อเฮ็ดจังซี่บ่ได้ สิมาไล่หมู่เฮาปานหมูปานหมาจังซี่บ่ได้ อ้ายนพ เจ้าก็บอกอีพ่อติล่ะ ว่าเฮาสิบ่ยอมไปไสทั้งนั้น เฮายอมตาย!”
“อีจำปี มึงยอมตายว่าติ ดี แล้วมึงสิได้เห็นดีกัน ว่ากูสิเฮ็ดอีหลีบ่ ส่ำลูกสะใภ้ที่มีแต่ตัวกับที่นาเพียงหยิบมือบ่ถึงห้าไร่ติดตัวมาแต่งให้ลูกชายใหญ่กู แล้วโลภมาก ขอที่ดินทำนั่นทำนี่บ่อขาด กลัวแต่จะเสียเปรียบพี่น้องคนอื่นอย่างมึง แน่จริง หมู่สูก็หอบกันไปสร้างเถียงนาน้อยเป็นที่ซุกหัวนอนโลด มันสิได้รู้ว่าเวลาคนมันลำบาก มันเป็นจั่งได๋”
“อีพ่อ ช่วยผมแน พ่อใหญ่สิให้ผมแต่งกับอีหมวย ผมบ่ได้ฮักมันเด้ครับ อีแม่ช่วยผมแน”
จอม หรือจอมทัพรีบหันไปหาอีพ่อนพกับอีแม่จำปีของตนให้ช่วยเหลือทันที
“บักหล่าจอมของพ่อ ได้ ถ้าพ่อใหญ่ของหล่าสิมาบีบบังคับกันจั่งซี่เฮาก็สิหนี ย้ายไปนอนเถียงนาโคกหน้ากลองนั่นก็ได้ เน้าะ แม่มัน บักหล่า อีหล่าๆ ของพ่อ”
ผู้ใหญ่นพบอกลูกเมียของตนพลางทำหน้าเศร้าแล้วบีบน้ำตาให้มันดูน่าสงสารที่สุด แต่คนที่เป็นพ่อ อย่างพ่อใหญ่กำนันนกนั้นกลับไม่ได้หันมามองแม้แต่ตาเดียว
แล้วพูดออกมาเพียงว่า
“นาโคกหน้ากลองนั่นของกู กูสิยึดคืน ถ้ามึงสิพาครัวย้ายไป ก็ให้ย้ายไปอยู่นาทางโคกบักนุ่น มูลเดิมของอีจำปีเมียมึง อย่าได้มายุ่งกับทรัพย์สินมูนมังของกู งัวมึงก็นับเอาไปเพียงสิบห้าตัว ที่เหลือของกูหมด ข้าวของที่กูซื้อให้สร้างให้ ทิ้งมันไว้ ไปแต่ตัว!”
กำนันนกพูดออกมาเสียงเฉียบขาด
“พ่อใหญ่ จำคำเจ้าไว้เลย!”
“เออ กูสิจำไว้หมดทุกอย่างนั่นหล่ะบักจอม เก่งกล้าแล้วเรียนจบแล้ว กูก็อยากสิฮู้คือกันล่ะว่าถ้าบ่มีเส้นสายของกูมึงสิสอบได้เป็นครูเป็นตำรวจเจ้านายกับเขาบ่ หึย บักขี้หมา!”
“…..”
แล้ววันต่อมาเรือนของบ้านผู้ใหญ่นพก็พากันย้ายครัวเรือนไปอยู่ที่กระท่อมปลายนา ที่ชาวบ้านที่นี่เรียกกันว่าเถียงนาน้อย กันอย่างเบียดเสียดกัน
หนาวก็หนาวเพราะเป็นช่วงหน้าหนาวกันแล้ว อากาศจึงหนาวเย็นมากนั่นเอง
จอมที่เห็นว่าครอบครัวของตนเองต้องมาเดือดร้อนเพราะตนถึงเพียงนี้ก็ได้แต่เจ็บใจ พาลโกรธเกลียดอีหมวยลูกน้าเหมยที่ตายไปแล้วเหลือเกินที่ ทำให้ทุกอย่างต้องมาเป็นอย่างนี้
“อ้าย หล่าหนาว”
อีหล่าปูน้องสาวคนเล็กของจอมที่อายุเพียงสิบปีเอ่ยบอกพี่ชายของตนขณะที่นั่งห่มผ้าขาวม้าผิงไฟที่ใต้ถุนเถียงนาน้อยที่นาจนตัวสั่น เพราะลมในนาที่เป็นที่โล่งนั้นหนาวเย็นเหลือเกิน
“หนาวติ ขยับมานั่งกับอ้ายติล่ะ สิได้บ่หนาว”
“หล่าอยากกลับบ้านเฮา หล่าคิดฮอดบ้าน”
อีหล่าปูเบ๊ะหน้าเหมือนจะร้องออกมา
“อึ๊บ อย่าร้อง! เฮ้อ เดี๋ยวพ่อใหญ่ก็ใจอ่อนดอกลูกหล่า อย่าร้องอย่าไห้เด้อ ดูอีหล่าแป้งนั่นบ่บ่นหยังเลย”
อีหล่าแป้งลูกสาวคนที่สามของบ้านได้เพียงยิ้มเจือนๆ ให้แม่ของตน
“ก็หนาวอยู่อีแม่ แต่แป้งบ่ฮู้ว่าสิบ่นไปเฮ็ดยัง เท่านั้น”
แป้งพูดแล้วกางมือผิงไฟให้ร่างกายอบอุ่นขึ้น บ้านเรานั้นเป็นถึงบ้านผู้ใหญ่บ้าน บ้านจึงหลังใหญ่สุดด้วยกระดานไม้อย่างดีซ้ำยังมุงหลังคาด้วยสังสี สีเงาวับ
เมื่อก่อน เวลาอยู่บ้านตนจึงได้ภูมิใจกับบ้านกับพ่อของตนมาก
แต่มาตอนนี้…ครอบครัวของตนกลับต้องมาตกระกำลำบาก มาอยู่กลางทุ่งในหน้าหนาวอย่างนี้
ที่จริงเมื่อก่อนหน้านี้ในช่วงเก็บเกี่ยวข้าวก็มีชาวบ้านมานอนนาเกี่ยวข้าวกันอยู่หรอก แต่มาตอนนี้ ชาวบ้านเขาเก็บเกี่ยวข้าวขึ้นเล้ากันไปหมดแล้ว ก่อนช่วงปีใหม่สากลที่ทางราชการประกาศ
ตอนนี้จึงมีเพียงครอบครัวของตนที่มานอนนาในช่วงก่อนปีใหม่ในอีกสองสามวันนี้
ถามว่าลำบากไหม…
ใช่ มันลำบากกว่าปกติมาก สำหรับพวกตนที่ต้องมาอยู่หนาวๆ อย่างนี้
“พ่อใหญ่ใจร้าย ฮื้ออออ (ร้องไห้) ”
อีหล่าคนน้อยปูร้องไห้กอดอีแม่ของตนเสียงดัง
อีแม่จำปีก็ได้แต่เพียงกอดปลอบใจลูกสาวหล่าขอตนเท่านั้น
จอมเห็นอย่างนั้นก็ได้แต่คิดมากขึ้นไปอีก คิดจนปวดหัว ตนทนไม่ได้จริงๆ ที่ต้องมาเห็นพ่อแม่กับน้องๆ ของตนนั้นต้องสิ้นเนื้อประดาตัวมาอยู่อย่างนี้
แม้แต่ตำแหน่งผู้ใหญ่บ้านของอีพ่อก็คงต้องหลุดมือไปในไม่ช้านี้แน่ๆ