โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

สังคม

EU เผือกอะไรถึงลงมติประณามไทยกรณีการเนรเทศชาวอุยกูร์กลับประเทศจีน

77kaoded

อัพเดต 17 มี.ค. 2568 เวลา 01.09 น. • เผยแพร่ 16 มี.ค. 2568 เวลา 17.39 น. • 77Kaoded

ประเด็นเรื่องประชาธิปไตยและสิทธิมนุษยชนในประเทศไทยกลับมาเป็นประเด็นถกเถียงในระดับนานาชาติอีกครั้ง หลังจากที่เมื่อวานนี้ (13 มี.ค.) สภายุโรป ณ เมือง Strasbourg ประเทศฝรั่งเศส มีมติด้วยคะแนนเสียง 482 ต่อ 57 และงดออกเสียง 68 เสียง ประณามประเทศไทยจากกรณีการเนรเทศชาวอุยกูร์กลับประเทศจีนเมื่อปลายเดือน ก.พ. ที่ผ่านมา รวมถึงการบังคับใช้กฎหมายหมิ่นพระบรมเดชานุภาพ หรือกฎหมายอาญามาตรา 112 ต่อเยาวชน นักการเมือง และนักกิจกรรมทางการเมือง

ผลการโหวตด้วยคะแนนเสียงท่วมท้นลงมติประณาม(รัฐบาล)ไทย โดยมุ่งเน้นไปที่เรื่องการตัดสินใจของประเทศไทยในการส่งชาวอุยกูร์จำนวน 40 คน กลับประเทศจีน โดยในแถลงการณ์ระบุว่า ชาวอุยกูร์ดังกล่าวถูกกักขังในประเทศไทยเป็นเวลานานกว่า 11 ปี และยังมีชาวอุยกูร์จำนวน 5 ราย ที่เสียชีวิตเนื่องจากสภาพความเป็นอยู่ที่ย่ำแย่ในสถานกักตัวและการขาดแคลนการดูแลทางการแพทย์ที่ไม่เพียงพอ

โดยสภายุโรปมองว่ากรณีดังกล่าวเป็นการละเมิดพันธกรณีระหว่างประเทศภายใต้ หลักการไม่ส่งกลับ (non-refoulement) และอนุสัญญาว่าด้วยการต่อต้านการทรมานฯ และพระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการทรมานและการกระทำให้บุคคลสูญหาย

หนึ่งในผู้ขึ้นมาอภิปรายบอกว่า “To have a good partnership, we have to have to shared values” หรือ ถ้าเราจะเป็นพันธมิตรกับ เราต้องให้คุณค่ากับสิ่งเดียวกันด้วย ซึ่งการที่รัฐบาลไทยทำแบบนี้ ขัดต่อสิ่งที่อียูให้คุณค่าเป็นอย่างยิ่งคือสิทธิมนุษยชน

พูดง่ายๆ คือ “ถ้าเรามีเพื่อนแล้วเพื่อนเรายังทำตัวแบบนี้ไม่เลิก ยิ่งคบต่อยิ่งรู้นิสัยว่าศีลไม่เสมอกัน เรายังจะอยากคบมันอยู่มั้ย ?”

โดยระบุด้วยว่าอียูจะต้องทำมากกว่าแค่วิจารณ์ไทย เพราะที่ผ่านมาก็ล่าช้ามาหลายครั้งแล้วทำให้เกิดเหตุการณ์แบบนี้ขึ้น ทางอียูจะต้องใช้มาตรการในการตอบโต้กับ “ข้าราชการที่ไร้หน้า” (Faceless bureaucrat) ของประเทศไทยได้แล้ว ที่ผ่านมาไทยได้ทำหลายเรื่องที่น่ากังวลมาก ไม่ว่าจะเป็นการใช้มาตรา 112 อย่างรุนแรง การแจกข้อหาให้นักการเมืองที่อยู่ฝั่งตรงข้าม

ทั้งนี้ ที่ประชุมมีการอภิปรายเมื่อวันพุธที่ผ่านมาว่า การกระทำดังกล่าวถือเป็นการละเมิดสิทธิและเสรีภาพ และอาจเป็นอุปสรรคต่อการเจรจาข้อตกลง FTA ระหว่าง EU และประเทศไทยที่กำลังเกิดขึ้นอยู่ในขณะนี้ โดยเน้นย้ำว่าผลลัพธ์ของการเจรจาข้อตกลงการค้าเสรีนั้นมีเงื่อนไขขึ้นอยู่กับเกณฑ์ทางเศรษฐกิจ การเมือง รวมถึงการเคารพประชาธิปไตยและสิทธิมนุษยชนในประเทศภาคีด้วย

———

บางคน อาจจะหลายคนคงอยากถามว่า “แล้วอียูเสือK อะไร ?”

EU ไม่ได้ยุ่งเกี่ยวกับการเมืองไทยเพราะอยาก “แทรกแซง” แต่เพราะพวกเขาให้ความสำคัญกับประชาธิปไตยและสิทธิมนุษยชน และเรื่องนี้ยังส่งผลต่อการค้าและความสัมพันธ์ระหว่างประเทศด้วย

1. ค่านิยมประชาธิปไตยและสิทธิมนุษยชน

EU ให้ความสำคัญกับประชาธิปไตย สิทธิมนุษยชน และหลักนิติธรรม (Rule of Law) อย่างมาก ซึ่งเป็นเงื่อนไขสำคัญที่กำหนดท่าทีและนโยบายระหว่างประเทศของพวกเขา

2. ผลประโยชน์ทางเศรษฐกิจและการค้า

EU เป็นหนึ่งในคู่ค้ารายใหญ่ของไทย โดยมีการเจรจา FTA ที่กำลังอยู่ระหว่างดำเนินการ แต่เงื่อนไขสำคัญของข้อตกลงเหล่านี้คือ ประเทศคู่ค้าต้องปฏิบัติตามหลักประชาธิปไตยและสิทธิมนุษยชน

3. การปกป้องภาพลักษณ์และอิทธิพลของชาติตะวันตก

EU ต้องรักษาภาพลักษณ์ของตนในฐานะ “ผู้สนับสนุนประชาธิปไตย” และสร้างอิทธิพลในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ หาก EU เพิกเฉยต่อปัญหาในไทย อาจทำให้พวกเขาถูกมองว่าเลือกปฏิบัติหรือไม่จริงใจต่อหลักการ

4. เสถียรภาพในภูมิภาค

EU มีความสัมพันธ์ทางยุทธศาสตร์กับอาเซียน หากประเทศสมาชิกอาเซียน เช่น ไทย มีปัญหาด้านประชาธิปไตยและสิทธิมนุษยชน อาจส่งผลกระทบต่อเสถียรภาพของทั้งภูมิภาค ซึ่ง EU ต้องการหลีกเลี่ยง

—–

แล้วไทยไม่ต้องแคร์ EU ได้มั้ย ?

ได้! ถ้ารับผลกระทบเหล่านี้ได้

🤨
🤨

FTA อาจหยุดชะงักหรือเงื่อนไขเข้มงวดขึ้น (เวียดนามได้ FTA กับอียูไปหลายปีแล้ว ไทยยังไม่ไปไหน)

🤨
🤨

ไทยอาจถูกคว่ำบาตรทางเศรษฐกิจบางส่วน แบบที่เคยคว่ำบาตรการประมงไทย (IUU Fishing)มาแล้ว

🤨
🤨

ภาพลักษณ์ทางการทูตเสียหายยับเยิน ประเทศขาดความน่าเชื่อถือ นานาประเทศจะเริ่มตั้งคำถามว่าหากไทยรับปากเรื่องนั้นเรื่องนี้ พวกเขาจะทำหรือเปล่า หรือไทยจะหักหลังเราไหม

🤨
🤨

ความสัมพันธ์กับประเทศตะวันตกอาจถดถอย เสียโอกาสทางความร่วมมือด้านการค้าและเทคโนโลยีจาก EU

🤨
🤨

เสียผลประโยชน์ทางเศรษฐกิจอื่นๆ

จากข้อมูลของกระทรวงพาณิชย์ โดยความร่วมมือจากกรมศุลกากร การค้าไทย-สหภาพยุโรป หรืออียู 27 ประเทศ ในปี 2567 ล่าสุด มีมูลค่าการค้ารวมในรูปเงินบาท 1.77 ล้านล้านบาท เพิ่มขึ้น 5.49% เมื่อเทียบกับปีก่อน

โดยไทยส่งออก 995,856 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 11.15% นำเข้า 774,248 ล้านบาท ลดลง 1.00% ไทย “ได้ดุลการค้า” จากอียู 221,608 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 94.58%

แต่กับจีน ไทยเป็นหนึ่งในประเทศที่มีการเร่งตัวของการขาดดุลการค้ากับจีนเร็วมากที่สุดในโลก (เมื่อเทียบกับประเทศอื่นๆ)

– ปี 2566 ไทยขาดดุลการค้าจีน 1.3 ล้านล้านบาท
– ปี 2567 ไทยขาดดุลการค้าจีน 1.6 ล้านล้านบาท

เรียกได้ว่า เพียงปีเดียว ไทยขาดดุลการค้ากับจีน เพิ่มขึ้นราว 300,000 ล้านบาท

ขายของให้อียูทั้งปี ยังไม่เท่าที่ขาดทุนจากจีน หาเงินมาได้เท่าไหร่ยังไม่พอที่เสียให้จีน แต่ไทยยังมีท่าทีเกรงใจจีนอย่างมาก แต่บอกว่าอียูไม่ต้องมายุ่ง ประเทศไทยมีเอกราช? ต้องแยกแยะด้วยนะว่าเอกราชกับความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ มันมีมากกว่าความสัมพันธ์ไทยและจีน หรือจะคบกันแค่สองประเทศ?

🤔
🤔

คุ้มไหมที่ทำลงไป ?

ปล. เขาไม่ได้ประณามประเทศเดียวหรอกนะ ซูดานและอาเซอร์ไบจานก็โดนเช่นกัน กอดคอไปด้วยกันเลย ประเทศที่มีปัญหาเรื่องการละเมิดสิทธิมนุษยชน อยากด่าเขาว่าเสือkก็อยากด่า แต่ก็อยากจะขายของเขาด้วย สมาชิกนั่น สมาชิกนี่ก็อยากจะเป็นกับเค้า สิทธิทางการค้าก็อยากได้ นักท่องเที่ยวก็อยากได้ แต่ฟังอยู่ประเทศเดียวคือจีน สาธุ คนไทยจะมีกินมีใช้กี่โมง ?

😂
😂

อ่านสรุปการประชุมได้ที่นี่

👉
👉

https://www.europarl.europa.eu/…/human-rights-breaches…
และ Debate meeting minutes ที่นี่

👉
👉

https://www.europarl.europa.eu/…/RC-10-2025-0174_EN.html

.

ที่มา : FB-เบลเยียมวันนี้มีอะไร

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...