โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ธุรกิจ-เศรษฐกิจ

ดิ แอสคอทท์ ชูโมเดลไฮบริด ตอบโจทย์ ‘นักลงทุน-นักท่องเที่ยว’

ประชาชาติธุรกิจ

อัพเดต 16 มี.ค. 2568 เวลา 10.14 น. • เผยแพร่ 16 มี.ค. 2568 เวลา 11.35 น.
คณิต แสงมุกดา

สัมภาษณ์พิเศษ

กว่า 40 ปีที่ “ดิ แอสคอทท์” หรือ The Ascott ภายใต้กลุ่มของ CapitaLand Investment Limited บุกเบิกตลาดเซอร์วิสเรซิเดนซ์ระดับนานาชาติในภูมิภาคเอเชีย-แปซิฟิก ด้วยการเปิดตัว The Ascott Singapore ในปี 2527 หลังจากนั้นได้เติบโตขึ้น พร้อมทั้งขยายไลน์สู่ธุรกิจโรงแรม

“ประชาชาติธุรกิจ” ได้สัมภาษณ์พิเศษ “คณิต แสงมุกดา” ผู้จัดการทั่วไปประจำประเทศไทยและลาว “ดิ แอสคอทท์ ลิมิเต็ด ประเทศไทย” ถึงการดำเนินธุรกิจ การขยายการเติบโต รวมถึงมุมมองต่อภาคธุรกิจโรงแรมและเซอร์วิสอพาร์ตเมนต์ในประเทศไทย ซึ่งได้ดำเนินธุรกิจปีนี้เป็นปีที่ 21

มีพอร์ตกว่า 40 ประเทศทั่วโลก

“คณิต” บอกว่า ปัจจุบันมีโรงแรมและเซอร์วิสอพาร์ตเมนต์ภายใต้การบริหารมากกว่า 980 แห่งทั่วโลก ภายใต้แบรนด์ Ascott, Citadines, lyf, Oakwood, Somerset, The Crest Collection, The Unlimited Collection, Fox, Harris, POP!, Preference, Quest, Vertu และ Yello ครอบคลุมมากกว่า 220 เมืองในกว่า 40 ประเทศในเอเชีย-แปซิฟิก เอเชียกลาง ยุโรป ตะวันออกกลาง แอฟริกา และสหรัฐอเมริกา

โดยแต่ละแบรนด์จะมีแบรนด์คอนเซ็ปต์และเอกลักษณ์ของตัวเอง เช่น แบรนด์ Somerset จะเน้นในเรื่องของประสบการณ์ร่วมกันระหว่างครอบครัว รวมถึงความยั่งยืน สิ่งแวดล้อม และสุขภาพ ส่วนแบรนด์ “แอสคอทท์” จะเน้นในด้านดีไซน์ ศิลปะ วัฒนธรรม แบรนด์ “โอ๊ควูด” จะเน้นบรรยากาศเหมือนอยู่บ้าน หรือแบรนด์ LYF ซึ่งเป็นแบรนด์ใหม่นั้นเป็นการพัฒนาคอนเซ็ปต์มาจากโคลิฟวิ่ง ตอบโจทย์คนเจนใหม่ ๆ ที่เขาชอบโซเชียลไลฟ์ เป็นต้น

สำหรับตลาดประเทศไทย และ สปป.ลาว ที่ตนดูแลอยู่นั้นมีพอร์ตโฟลิโอของ “ดิ แอสคอทท์” ทั้งหมด 28 แห่ง รวม 5,587 ห้อง ภายใต้แบรนด์ Ascott, Somerset, Citadines, Oakwood, LYF, Preference และที่กำลังจะเปิดใน
ปีนี้คือ The Crest Collection

โดยทุกแบรนด์ได้รับการตอบรับที่ดีและเติบโตต่อเนื่อง ความสำเร็จในประเทศไทยเป็นเครื่องพิสูจน์ถึงความสามารถในการส่งมอบคุณภาพที่สม่ำเสมอของกลุ่ม “ดิ แอสคอทท์” อย่างดี

Somerset ส. 71 น้องใหม่ล่าสุด

สำหรับโครงการล่าสุดของกลุ่มคือ Somerset Sukhumvit 71 เป็นโครงการที่มีอยู่แล้ว และได้รับความไว้วางใจจากเจ้าของให้มาบริหารต่ออย่างเป็นทางการตั้งแต่ 10 ธันวาคม 2567 โครงการนี้มี 141 ห้อง ขนาดห้องเริ่มตั้งแต่ 33-75 ตารางเมตร มีห้องพักที่หลากหลาย เริ่มตั้งแต่ Deluxe Room ไปจนถึง 2-Bedroom Apartments กว้างขวาง และสะดวกสบาย พร้อมห้องครัว (เฉพาะ Studio Rooms, 1-Bedroom and 2-Bedroom Apartments)

สามารถตอบโจทย์ลูกค้าทุกประเภท ไม่ว่าจะเป็นนักเดินทางคนเดียว คู่รัก กลุ่มเพื่อน หรือครอบครัว ทั้งการเข้าพักระยะสั้นและระยะยาว รวมถึงกลุ่มลูกค้าที่เป็นนักธุรกิจและนักท่องเที่ยวพร้อมสิ่งอำนวยความสะดวกที่นี่ก็มีครบครัน และมีโลเกชั่นที่ดี เข้า-ออกได้ทั้งทางถนนสุขุมวิทและถนนเพชรบุรีตัดใหม่ และสามารถเชื่อมต่อไปยังเอกมัย ทองหล่อ ที่มีแหล่งบันเทิงมากมาก ที่สำคัญใกล้ Airport Link และทางด่วน ที่ช่วยให้การเดินทางไปยังส่วนต่าง ๆ ของกรุงเทพฯ หรือเมืองอื่น ๆ เช่น พัทยา หรือศรีราชา สะดวกขึ้น

ชูโรงแรม+เซอร์วิสเรซิเดนต์

“คณิต” บอกว่า ความสำเร็จ หรือคีย์ซักเซสของ The Ascott Limited คือการปรับตัวให้เข้ากับความต้องการของนักเดินทางที่เปลี่ยนแปลงไป พร้อมกับการรักษาค่านิยมหลักของตัวเองไว้ นั่นคือ คุณภาพ นวัตกรรม และความยั่งยืน

โดยกลยุทธ์สำคัญ ประกอบด้วย 3 เสาหลัก ได้แก่ 1.ความหลากหลาย มีที่พักให้เลือกมากมาย ตั้งแต่ห้องพักแบบโรงแรมไปจนถึงเซอร์วิสอพาร์ตเมนต์ที่มีห้องครัว และสิ่งอำนวยความสะดวก ตอบโจทย์นักเดินทางทุกสไตล์

2.ความยั่งยืน โดยมุ่งใส่ใจสิ่งแวดล้อมและผสานแนวทางปฏิบัติที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมเข้ากับการดำเนินงาน เพื่อตอบรับกระแสการท่องเที่ยวอย่างมีความรับผิดชอบที่กำลังมาแรง และ 3.เทคโนโลยีและการบริการเฉพาะบุคคล โดยใช้เทคโนโลยียกระดับประสบการณ์ของแขกให้ดียิ่งขึ้น พร้อมทั้งมอบบริการที่ใส่ใจและตอบโจทย์ความต้องการของแต่ละบุคคล เช่น เช็กอินผ่านมือถือ คีย์การ์ดดิจิทัล ชำระเงินแบบไร้สัมผัส แชตบอต โปรแกรม ASR และการวิเคราะห์ความชื่นชอบของแขก แอป Ascott Star Rewards ฯลฯ

กระแส “บีเลเชอร์” หนุนโต

พร้อมย้อนความว่า พื้นฐานธุรกิจของ “ดิ แอสคอทท์” มาจากธุรกิจเซอร์วิสอพาร์ตเมนต์ รองรับคนที่พักระยะยาว แต่พอหลัง ๆ ความต้องการด้านการท่องเที่ยวเปลี่ยนไป คนที่เคยพักระยะสั้นก็พักยาวขึ้น คนที่เคยพักยาวบางส่วนของพักสั้นลง

ทำให้โมเดลการทำธุรกิจที่มีทั้งโรงแรมและเซอร์วิสอพาร์ตเมนต์ หรือมีโปรดักต์เป็น “ไฮบริด” คือในตึกหนึ่งมีทั้งห้องที่เป็นโรงแรม และเซอร์วิสอพาร์ตเมนต์อยู่ในอาคารเดียวกัน มีความได้เปรียบเพราะตอบโจทย์นักเดินทางปัจจุบันได้มากกว่า

ประกอบกับวันนี้ แนวโน้มการเดินทางแบบ “เบลเชอร์” หรีอ “บีเลเชอร์” (Bleisure) ที่รวมการทำงานและการพักผ่อนเข้าด้วยกันกำลังเป็นที่นิยม ยิ่งทำให้รูปแบบไฮบริดตอบโจทย์ได้ดียิ่งขึ้น

“หลังโควิดก็พิสูจน์แล้วว่าคนทำงานที่ไหนก็ได้ตราบใดที่มีอินเทอร์เน็ต การเดินทางจึงเป็นเพื่อทำงานด้วยและเที่ยวด้วย พักนานขึ้นและต้องการสิ่งอำนวยความสะดวก โปรดักต์เราจึงตอบโจทย์”

ประเด็นดังกล่าวนี้ถือว่าเป็นทั้ง “จุดขาย” และ “จุดแข็ง” ที่ทำให้แบรนด์ภายใต้กลุ่มของ “ดิ แอสคอทท์” มีความแตกต่างจากธุรกิจโรงแรมทั่วไป ซึ่งบริษัทได้พยายามที่จะใช้ “จุดขาย” ตรงนี้ไปขับเคลื่อนการเติบโตของธุรกิจเช่นกัน

ขยับสู่เมืองท่องเที่ยว-เมืองรอง

เมื่อถามถึงแผนการขยายพอร์ตโฟลิโอเพื่อสร้างการเติบโตในอนาคตในช่วง 3-5 ปีข้างหน้า “คณิต” บอกว่า มีแผนที่จะขยายธุรกิจไปในทำเลที่มีศักยภาพสูง จากปัจจุบันที่อยู่ในกรุงเทพฯ 23 แห่ง ศรีราชา พัทยา (ชลบุรี) 4 แห่ง และเวียงจันทน์ สปป.ลาว 1 แห่ง

เป้าหมายคือ ขยายธุรกิจไปในพื้นที่เมืองท่องเที่ยวต่างจังหวัด เช่น หัวหิน (ประจวบคีรีขันธ์) ภูเก็ต เชียงใหม่ ฯลฯ รวมถึงพื้นที่เมืองรอง และเมืองธุรกิจอื่น ๆ ที่มีโอกาส เพื่อเปิดโรงแรมและเซอร์วิสอพาร์ตเมนต์ใหม่ ๆ แต่หากไปหัวเมืองใหญ่ก่อนก็จะช่วยสร้างแบรนด์และทำให้มีโอกาสทางธุรกิจมากขึ้น อย่างไรก็ตาม ขึ้นอยู่กับพาร์ตเนอร์ด้วยเช่นกัน

ตั้งเป้าเพิ่มพันห้อง/ปี

พร้อมบอกด้วยว่า มีแผนที่จะผลักดันการเติบโตของดิ แอสคอทท์ ประเทศไทย ผ่านการผสมผสานระหว่างการขยายธุรกิจเชิงกลยุทธ์ นวัตกรรม และความยั่งยืน โดยเชื่อว่าการผสมผสานระหว่างการขยายธุรกิจ นวัตกรรม ความยั่งยืน และการพัฒนาบุคลากร จะเป็นกุญแจสำคัญในการขับเคลื่อนการเติบโตของดิ แอสคอทท์ ประเทศไทย ในอีก 3-5 ปีข้างหน้า

“การขยายสู่เมืองรองมันเป็นเป้าหมายของเรามาตลอด เพียงแต่ว่าเรายังหาพาร์ตเนอร์ที่ลงตัวกันไม่ได้ แต่เราก็มีคุยกับนักลงทุนอย่างต่อเนื่องเช่นกัน โดยมีเป้าหมายเซ็นสัญญาบริหารให้ได้มากกว่า 1,000 ห้อง/ ปี”

โรงแรมแข่งขันสูงขึ้นทุกปี

ผู้จัดการทั่วไปประจำประเทศไทยและลาว ของดิ แอสคอทท์ ลิมิเต็ด ประเทศไทย ยังบอกอีกว่า ธุรกิจโรงแรมมีการแข่งขันสูงขึ้นทุกปี โดยเฉพาะอย่างยิ่งหลังการระบาด COVID แต่ส่วนตัวมองว่านี่เป็นโอกาส ไม่ใช่อุปสรรค เพราะการแข่งขันกระตุ้นให้เกิดการสร้างสรรค์และพัฒนาบริการให้ตอบสนองและเกินความคาดหวังของแขก

พร้อมย้ำว่า สิ่งที่ทำให้ “ดิ แอสคอทท์” โดดเด่น คือการผสมผสานที่เป็นเอกลักษณ์ระหว่างโรงแรมและเซอร์วิสอพาร์ตเมนต์ ความมุ่งมั่นในความยั่งยืน และชื่อเสียงที่เชื่อถือได้ของ Ascott Group จึงมั่นใจในการรักษาความได้เปรียบในการแข่งขันในตลาด

อ่านข่าวต้นฉบับได้ที่ : ดิ แอสคอทท์ ชูโมเดลไฮบริด ตอบโจทย์ ‘นักลงทุน-นักท่องเที่ยว’

ติดตามข่าวล่าสุดได้ทุกวัน ที่นี่
– Website : https://www.prachachat.net

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...