ระบบตัวร้ายของเว่ยอวี้เหมยในยุค 60
ข้อมูลเบื้องต้น
เว่ยอวี้เหมย ตื่นมาและพบว่าเธอได้ทะลุมิติและมาอยู่ในโลกของนิยายที่เธอเคยอ่าน! และไม่เพียงแค่นั้น เธอยังพบว่าตัวเองได้กลายเป็น ตัวร้าย อีกด้วย!
ในนิยายต้นฉบับ เธอและครอบครัวของเธอมีชะตากรรมที่ไม่ดีนัก การคงอยู่ของเธอกลายเป็นหนามในดวงตาของนางเอก ผู้หญิงที่ถูกสร้างขึ้นเพื่อเป็นตัวเอกในเรื่องทั้งหมด ทุกการกระทำของเธอถูกกำหนดให้ต้องนำไปสู่การล่มสลายของครอบครัวตัวเอง เพื่อช่วยให้นางเอกก้าวขึ้นมามีชีวิตที่ดีขึ้น!
แต่โชคดีที่แม้ "นิ้วทองคำ" จะมาช้าไปหน่อยแต่มันก็ยังมาถึง
ระบบตัวร้าย ที่เชื่อมโยงกับการดำรงอยู่ของเธอในโลกนี้ได้เปิดใช้งานแล้ว! ระบบที่มาพร้อมกับภารกิจแปลกๆ และข้อกำหนดที่น่าหนักใจ แต่ที่สำคัญคือการทำตามภารกิจเหล่านั้นจะทำให้เธอได้รับรางวัลล่อตาล่อใจทุกครั้ง!
เธอตั้งใจจะเป็น ตัวร้ายที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในนิยาย เล่มนี้! และไม่เพียงแค่ทำตามคำสั่งของระบบ แต่จะหาวิธีที่จะพลิกสถานการณ์และสร้างอนาคตใหม่ที่ไม่เหมือนเดิม!
ตอนที่ 1
“เว่ยอวี้หมิง! ปกตินายตามใจเธอฉันก็ไม่ว่าอะไร แต่ปีนี้ไข่ไก่หายากกว่าเดิม ฉันต้องอ้อนวอนสารพัดกว่าจะหาคนแลกตั๋วอาหารมาได้ กะว่าจะให้สือซื่อบำรุงร่างกายหน่อย แล้วดูสิ! น้องสาวนายดันกินไปเกินครึ่ง!”
เสียงด่าทอแหลมสูงดังมาจากลานบ้าน หญิงหลายคนที่นั่งเย็บรองเท้าและพับกล่องไม้ขีดไฟอยู่หน้าประตูต่างเงยหน้าขึ้น มองไปยังต้นเสียงโดยไม่ได้นัดหมาย แต่มือก็ยังทำงานต่อไป
“เธอเป็นอาของเด็กก็จริง แต่ไม่อายบ้างหรือไงที่มาแย่งอาหารคนอื่น! วันนี้ถ้าไม่ให้คำตอบ ฉันจะให้เธอเก็บของกลับไปเลย!”
“อวี้เหมยยังเด็ก เธอไม่รู้เรื่องอะไรหรอก เธอจะไปถือสาอะไร ฉันจะลองถามเพื่อนร่วมงานดูว่าพอจะแลกตั๋วอาหารกับไข่ไก่ได้อีกไหม”
“เด็ก? เธอเรียนจบมัธยมปลายแล้วนะ! ตลอดหลายปีมานี้นายต้องเสียเงินเลี้ยงดูเธอไปเท่าไหร่ ฉันยังไม่อยากพูดก็ได้ แต่หลานของนายยังไม่ทันลืมตาดูโลก ก็ต้องยอมหลีกทางให้เธอแล้วหรือไง?!”
“ลูกสาวคนเล็กของนายหน้าตาซีดเซียว อยากกินเนื้อดี ๆ สักมื้อ ฉันอุตส่าห์เก็บตั๋วอาหารแลกเนื้อมาทั้งเดือน เพิ่งทำเสร็จสด ๆ ร้อน ๆ อวี้เหมยกลับไม่ถามสักคำ ยกไปกินเองเฉยเลย! นายลองออกไปถามข้างนอกดูสิ ใครจะทนได้บ้าง?”
“แม่ก็เพิ่งส่งของมาให้นี่นา”
“ยังมีหน้าพูดอีก? ไข่แค่ห้าฟอง กับหัวไชเท้ากับกะหล่ำปลีอีกหนึ่งตะกร้า ใครอยากได้ ใครจะอยากกิน เชิญเอาไป! เธออยู่ที่บ้านนี้กินข้าวขาวกับแป้งดี ๆ อาหารไม่ถูกปากก็ต้องให้ฉันทำใหม่ นี่ฉันติดค้างอะไรกับตระกูลเว่ยของพวกนายรึไง ถึงต้องมาปรนนิบัติเจ้าหญิงองค์นี้?”
“เบาเสียงหน่อย ถ้าอวี้เหมยได้ยินเข้า เธอจะไปฟ้องแม่อีก”
พอคิดถึงแม่สามีที่เป็นหญิงสูงวัยอารมณ์ร้อน หลี่กุ้ยหลันก็ขนลุกเกรียว แต่ยังโมโหไม่หาย “เรื่องนี้ไม่ว่าไปที่ไหน ฉันก็เป็นฝ่ายถูก! ต่อให้เป็นแม่สามี ก็อย่าคิดเอาความเอะอะโวยวายแบบบ้านนอกมาใช้กับฉัน!”
“สือซื่อท้องหลานคนแรกของพวกเรา หมอบอกว่าเธอขาดสารอาหาร เช้านี้ฉันกะว่าจะต้มไข่ให้เธอกิน น้องสาวนายตื่นสาย บอกว่ากินข้าวเช้าไม่อิ่ม คว้าไปกินหน้าตาเฉย พอฉันหันไปอีกที เธอกินหมดแล้ว ถ้ายังเป็นแบบนี้ต่อไป พวกเราทั้งบ้านคงไม่ได้อยู่อย่างสงบแน่!”
พอพูดถึงตรงนี้ เธอเห็นว่าสามีของตนเอาแต่นิ่งเงียบ ก้มหน้าก้มตาเหมือนอยากให้เรื่องจบ ๆ ไป
ความโกรธพลุ่งพล่านขึ้นมาทันที จนอยากจะถีบเขาเสียทีหนึ่ง “เว่ยอวี้หมิง! พูดมาสิ! ตกลงนายจะเอายังไงกันแน่?”
เว่ยอวี้หมิงดึงแขนเสื้อของเธอเบา ๆ เป็นเชิงเตือนว่ามีคนอยู่รอบข้าง “พอได้แล้ว ไปคุยกันที่โรงงานเถอะ อยากให้คนทั้งซอยมารู้เรื่องหรือไง?”
หลี่กุ้ยหลันได้สติกลับคืนมา มองไปเห็นคนในลานบ้านแต่ละคนกำลังมองมาอย่างสนุกสนาน
ไฟโทสะที่หาที่ลงไม่ได้ปะทุขึ้นมาอีก เธอเท้าสะเอวด่าเปิง “มองอะไรกัน! เรื่องในบ้านตัวเองยังเอาไม่รอดเลยรึไง? บ้านสะใภ้หลิว! ลูกชายของเธอเรียนมัธยมต้นมาสี่ปีแล้ว คงสอบเข้ามัธยมปลายไม่ได้แน่ ถ้ารู้ว่าโง่ก็รีบออกไปทำงานหาเงินเข้าบ้านเสียบ้าง! ลูกสาวเธอผอมเป็นไม้เสียบลูกชิ้น จะลำเอียงไปถึงไหน?”
“บ้านสะใภ้หวัง! ได้ข่าวว่าลูกชายของเธอไปดูตัวสามรอบก็ยังไม่สำเร็จ ไม่ต้องกังวลนะ ถึงเขาหน้าตาธรรมดาไปหน่อย แต่ยังมีงานทำ ลองไปหาดูในชนบทน่าจะยังมีคนรับได้อยู่ แต่ฉันว่า…หน้าตานี่มันน่าจะเป็นกรรมพันธุ์นะ ดูพ่อของเขาสิ…เฮ้อ! ช่างเถอะ ฉันไม่พูดดีกว่า…”
เธอปรายตามองคนที่ชอบนินทาชาวบ้านทีละคน แทงใจดำไม่หยุด ส่วนคนที่โดนพาดพิงก็เริ่มเดือด เตรียมเอาเรื่อง
แต่พอนึกถึงนิสัยเผ็ดร้อนของเธอ ถ้าไปทำให้เธอโมโหขึ้นมา มีหวังมายืนด่าหน้าประตูบ้านสามวันสามคืนไม่หยุด
พวกเขาก็เหมือนลูกโป่งที่ถูกปล่อยลม ได้แต่พึมพำในใจว่า ซวยจริง ๆ ! ก่อนจะหันหลังกลับเข้าบ้านตัวเองไป
หลี่กุ้ยหลันทำหน้าเหมือนไก่ชนที่ชนะศึก กวาดตามองรอบ ๆ อย่างภาคภูมิใจ ก่อนจะสะพายกระเป๋าแล้วออกไปทำงาน ไม่นานนัก ประตูบ้านก็ถูกเปิดอีกครั้ง เว่ยอวี้เหมยเดินออกมาด้วยสีหน้างงสุดขีด มองไปรอบ ๆ อย่างไม่เข้าใจ
ที่นี่ที่ไหน?
แล้วฉันเป็นใคร?
แค่หลับไปเฉย ๆ ทำไมถึงทะลุมิติมาได้ล่ะ?
หรือว่าคนขับรถสิบล้อหยุดงานหมดแล้ว?
ยังไม่ทันได้ตั้งสติ คลื่นความทรงจำก็ไหลทะลักเข้ามาในหัวอย่างรุนแรง
เออ.. ทะลุมิติมาไม่ผิดแน่!
แต่เหมือนฉันจะเข้ามาอยู่ในนิยายเรื่องหนึ่งนะ แถมยังกลายเป็นตัวร้ายที่จบไม่สวยอีก!!
นิยายเรื่องนี้เธอเพิ่งอ่านก่อนนอนเอง ชื่อเรื่องว่า “หวานใจทหารหนุ่มยุค70” แค่ชื่อเรื่องก็บอกหมดแล้วว่ามันแนวไหน
ตัวละครเดิมของร่างนี้ชื่อเหมือนเธอเป๊ะๆ แต่ถูกนักเขียนปั้นให้เป็นตัวร้ายที่นิสัยแย่สุด ๆ เอาแต่ใจ ขี้เกียจ ดื้อรั้น อวดดี มองคนอื่นต่ำ ฟุ่มเฟือย ไร้เหตุผล เย็นชาเห็นแก่ตัว… คือถ้ามีคำด่าคำไหนที่แรง ๆ ก็น่าจะใช้กับเธอได้หมด!
พ่อของร่างนี้ชื่อเว่ยชิงหลาน แม่ชื่อซ่งเหมยอี ทั้งคู่เป็นชาวบ้านในหมู่บ้านฝูเป่า
พวกเขามีลูกสี่คน ได้แก่ เว่ยอวี้หมิง เว่ยอวี้หลิง เว่ยอวี้ม่าน แล้วก็ลูกสาวคนสุดท้อง เว่ยอวี้เหมย หรือที่บ้านเรียกกันว่า "เหมยเหมย"
ตั้งแต่เกิดมา เหมยเหมยถูกเลี้ยงแบบประคบประหงมจนเสียคน นิสัยเลยกลายเป็นเอาแต่ใจสุดขีด คิดว่าพี่ชายพี่สะใภ้มีหน้าที่หาเงินมาให้เธอใช้ พวกเขาก็แค่เครื่องมือหาเงินของเธอเท่านั้น และทุกคนในบ้านเป็นหนี้บุญคุณเธอหมด!
เห็นของดี ๆ อะไรก็ต้องคว้ามาเป็นของตัวเองให้ได้
แม่ของเธอก็รักเธอมากแบบไม่มีลิมิต ไม่เคยว่า ไม่เคยดุ แถมยังคอยปกป้องทุกอย่าง ขอแค่ลูกสาวเอ่ยปาก ต่อให้ต้องปีนขึ้นฟ้าหรือมุดลงดินก็ต้องทำให้ได้แค่เพื่อให้เธอพอใจ
การตามใจแบบไร้ขีดจำกัดทำให้เหมยเหมยยิ่งได้ใจ นิสัยเอาแต่ใจทะลุขีดสุด ใช้ชีวิตแบบไม่แคร์ใคร แล้วก็กลายเป็นตัวร้ายประจำบ้านแบบสมบูรณ์แบบ!
คนที่ทะเลาะกันหน้าบ้านเมื่อกี้ก็คือพี่ชายกับพี่สะใภ้ของเธอเอง
พี่ชายของเธอ เว่ยอวี้หมิง อายุห่างจากเธอถึงยี่สิบสองปี เรียกได้ว่าเป็นทั้งพี่ชายและเหมือนพ่อไปในตัว ลูกชายคนโตของเขายังอายุมากกว่าเธอถึงสี่ปี เพราะงั้นเลยเผลอมองเธอเป็นเด็กอยู่ตลอด
ด้วยความที่พ่อแม่พร่ำสอน (ล้างสมอง) มาตั้งแต่เด็ก ทำให้เขาดูแลเธอดียิ่งกว่าลูกของตัวเองซะอีก พี่สะใภ้ของเธอแม้จะมีความเห็นแย้งๆ อยู่บ้าง แต่ก็ได้แค่บ่นลับหลัง เพราะถ้าบริการไม่ดีพอ เจ้าคุณน้องก็จะฟ้องเจ้าคุณแม่!
เจอแม่ผัวที่มีเล่ห์เหลี่ยมระดับเซียนเข้าไป มีหวังปวดหัวกันไปทั้งบ้าน แค่โดนข้อหาลูกสะใภ้ไม่กตัญญูใส่หัว ก็พอจะทำให้ชื่อเสียงป่นปี้ เดินไปไหนก็โดนนินทาไม่หยุด เผลอ ๆ อาจกระทบไปถึงงานที่ทำอยู่ด้วย
แต่ถึงอย่างนั้น ตอนที่เหมยเหมยเรียนหนังสือ เธอก็พักอยู่บ้านพี่ชายมาตลอด พี่สะใภ้เองก็ช่วยดูแลเลี้ยงมาเหมือนกัน จะบอกว่าไม่มีความผูกพันเลยก็คงไม่ได้ เพราะแบบนั้นเวลาจะทำอะไร พี่สะใภ้เลยเลือกที่จะปล่อยผ่านมากกว่าหยิบขึ้นมาวิจารณ์ นอกจากเรื่องที่ทนไม่ไหวจริง ๆ ถึงจะบ่นออกมา
ตอนนี้เป็นปี 1968 เว่ยอวี้เหมยเพิ่งเรียนจบมัธยมปลาย
ที่สอบติดมัธยมปลายได้ก็ต้องขอบคุณหน้าตาสวย ๆ ของเธอ ที่ทำให้กลุ่มเพื่อนที่เรียนเก่งช่วยกันติวหนังสือให้แบบตัวต่อตัว คอยสรุปเนื้อหา และสอนวิธีเรียนให้ แต่เสียดายที่เธอไม่ได้มีความกระตือรือร้นเลยสักนิด!
ตอนที่เรียนมัธยมปลาย เป็นช่วงที่บ้านเมืองกำลังวุ่นวาย เธอไม่ได้เข้าร่วมกลุ่มหัวรุนแรงไปประท้วงที่ไหน แต่ก็ไม่ได้ตั้งใจเรียน ใช้ชีวิตไปวัน ๆ หมกตัวอยู่ในหอพัก นอนกลางวัน กินขนมที่เพื่อน ๆ หามาให้ ด้วยเหตุนี้ เกรดของเธอเลยรั้งท้ายมาตลอด จนกระทั่งรู้ว่าโรงเรียนจะมอบหมายงานให้เฉพาะนักเรียนที่เรียนดีเท่านั้น ตอนนั้นเธอถึงเพิ่งจะหน้าซีด
ตั้งแต่รัฐบาลออกนโยบายสนับสนุนให้ปัญญาชนไปใช้ชีวิตในชนบทเพื่อรับการศึกษาชีวิต คนในเมืองก็แห่กันไปสมัครเต็มไปหมด (ถูกครอบครัวและอำนาจเบื้องบนบังคับ)
ตำแหน่งงานเลยยิ่งหายากขึ้น เธอไม่ได้ถูกจัดสรรงานให้ แถมยังขี้เกียจจะไปหาด้วย สุดท้ายเลยเลือกมาอาศัยอยู่บ้านพี่ชายไปก่อน ค่อยหาทางหลังปีใหม่อีกที…
พอเธอเดินออกมา พวกเพื่อนบ้านที่เพิ่งหยุดเม้าท์ก็กลับมาจับกลุ่มนินทาอีกรอบ ตอนเธออยู่ตรงนั้นก็ยังพอเก็บปากกันอยู่บ้าง แต่พอเธอเดินผ่านไป ทุกคนก็รีบหันไปกระซิบกระซาบกันต่ออย่างออกรส
“นั่นไง ทะเลาะกันอีกแล้ว”
“ก็แค่โวยวายไปงั้นแหละ คิดเหรอว่าจะไล่ใครออกจากบ้านได้จริง ๆ ?”
“มีแม่สามีเธออยู่นะ สะใภ้เว่ยร้ายแค่ไหน ตอนอยู่ในบ้านนี้ก็ยังสู้แม่ผัวตัวเองไม่ได้เลย โดนกดจนแทบกระดิกไม่ได้!”
“แต่ก็นะ น้องสามีเธอนี่มันสุดจริง ๆ ไม่รู้จักโตเลย กินดีอยู่ดี ไม่เคยแตะงานบ้านเลยสักนิด แบบนี้ใครจะกล้ารับไปเป็นลูกสะใภ้กัน”
“บ้านเธอมีพ่อแม่คอยสนับสนุน พี่ชายพี่สะใภ้ก็ดูแลดี จะกลัวไม่ได้แต่งงานทำไมล่ะ อีกอย่าง หน้าตาเธอสวยขนาดนั้น หุ่นก็ดี ได้ยินว่าหนุ่ม ๆ ที่บ้านเป็นข้าราชการหลายคนก็หมายตาอยู่”
“พวกเด็ก ๆ ยังไม่รู้อะไร คิดแต่เรื่องหน้าตา แล้วแบบนี้จะเอาอยู่เหรอ ไม่กลัวได้ตัวป่วนเข้าบ้านรึไง”
“เฮ้อ แต่ก็ยังดีกว่าลูกชายแกที่สอบมัธยมปลายยังไม่ติดเลยนะ แล้วมาพูดแบบนี้?”
“ถุย! ใครจะไปรู้ว่าเธอสอบผ่านได้ยังไง แค่เรียนจบมัธยมปลายแล้วไง ก็หางานทำไม่ได้อยู่ดี”
หญิงคนหนึ่งที่นั่งดึงเส้นด้ายเล่นกลอกตาไปมา ก่อนจะพูดออกมาอย่างมีเลศนัย “ทำไมเธอยังไม่โดนส่งไปชนบทอีกล่ะ? ฝ่ายทะเบียนราษฎร์ไม่คิดจะมาตรวจสอบหน่อยเหรอ?”
“ยังไงซะเธอก็มีชื่ออยู่ในทะเบียนบ้านชนบท จะให้ไปไหนได้? จะให้ถูกส่งไปชายแดนหรือไง?”
“ว่าแต่สะใภ้เว่ยนี่ก็ทนเก่งนะ ขนาดมีเรื่องขนาดนี้แล้วยังไม่ปริปากพูดอะไรเลย ถ้าเป็นฉันนะ ป่านนี้ฟาดปากกับน้องสามีไปแล้ว”
“เธอจะไปพูดอะไรได้ล่ะ? ตอนแต่งเข้ามาก็ไม่ได้สวยหรูอะไรนักหรอก ตอนนั้นเธอไม่อยู่ เดี๋ยวฉันเล่าให้ฟัง…”
ตอนที่ 2
กลับเข้ามาในห้อง เว่ยอวี้เหมยใช้เวลาสักพักเพื่อจัดระเบียบข้อมูลในสมองและค่อย ๆ ควบคุมความทรงจำของเจ้าของร่างเดิม
เธอไม่ใช่คนที่มัวแต่ลังเลหรือเศร้าโศกเสียใจ หากย้อนกลับไปไม่ได้ เธอก็ต้องปรับตัวให้เข้ากับทุกสิ่งตรงหน้าโดยเร็วที่สุด!
เธอเดินสำรวจไปรอบ ๆ ห้อง และจดจำโครงสร้างบ้านของพี่ชายได้อย่างแม่นยำ
เว่ยหมิงหลังได้เรียนจนถึงระดับมันธยมปลายในตัวอำเภอ จากนั้นไปฝึกงานเป็นช่างไฟฟ้า ตามอาจารย์ไปทำงานในเมือง และด้วยการแนะนำของอาจารย์ เขาได้เข้าทำงานในโรงงานทอผ้าแห่งที่สาม
ตลอดหลายปีที่ผ่านมา ทักษะของเขาพัฒนาขึ้นอย่างต่อเนื่อง ผ่านการสอบระดับฝีมือหลายครั้ง จนปัจจุบันเป็นช่างไฟฟ้าระดับ 4 ได้รับเงินเดือน 54 หยวนต่อเดือน ซึ่งถือว่าเป็นกลุ่มรายได้สูง
พี่สะใภ้หลี่กุ้ยหลัน เป็นพี่เลี้ยงเด็กในสถานรับเลี้ยงเด็กของโรงงานสิ่งทอ ระดับฝีมืออยู่ที่ระดับ 6 เงินเดือนของพี่เลี้ยงเด็กระดับ 6 อยู่ที่ 31 หยวนต่อเดือน ดูเหมือนจะไม่มาก แต่สวัสดิการดีมาก อีกทั้งในแต่ละปีมีวันหยุดยาวถึงสองครั้ง ที่สำคัญคือ มีเวลาว่างมากพอที่จะดูแลลูกของตัวเองไปพร้อมกัน
คนงานที่พักในบ้านของรัฐต้องจ่ายค่าเช่า แต่ค่าเช่า ค่าน้ำ ค่าไฟ ไม่ได้แพงมาก เพียงไม่กี่เหมาต่อเดือน ซึ่งถือเป็นสวัสดิการในอีกรูปแบบหนึ่ง
เว่ยหมิงและหลี่กุ้ยหลันเข้าทำงานในโรงงานตั้งแต่เนิ่น ๆ อีกทั้งยังเป็นคู่สามีภรรยาที่ทำงานทั้งคู่ พวกเขาจึงได้รับการจัดสรรบ้านเร็ว และอาศัยอยู่ในลานบ้านแห่งนี้มานานกว่าสิบปี ถือว่าเป็นผู้อยู่อาศัยรุ่นเก่า
มณฑล M ตั้งอยู่ตรงกลางของประเทศจีน วัฒนธรรมมีความหลากหลาย สไตล์ของสิ่งปลูกสร้างจึงค่อนข้างผสมผสาน ลานบ้านแห่งนี้มีโครงสร้างสี่เหลี่ยมจัตุรัส หลังคากระเบื้องสีดำ ผนังคอนกรีต มีห้องใหญ่ห้าห้องอยู่ทางทิศเหนือและทิศใต้ และมีสามห้องอยู่ทางทิศตะวันออกและตะวันตก ตรงกลางเป็นลานปูนซีเมนต์
ภายในลานมีการติดตั้งก๊อกน้ำและอ่างล้างจานสำหรับให้ผู้อยู่อาศัยใช้ตักน้ำและซักเสื้อผ้า มุมตะวันตกเฉียงเหนือมีห้องสุขาส่วนกลางสองห้อง การออกแบบแน่นหนาและมีประโยชน์ใช้สอยสูงสุด
ตำแหน่งของพี่ชายไม่เลว แม้ว่าไม่ได้รับการจัดสรรให้อยู่ในอพาร์ตเมนต์รวม แต่ก็ได้ห้องฝั่งตะวันออกสามห้อง ซึ่งมีพื้นที่กว้างขวางถึงเก้าสิบกว่าตารางเมตร
ภายหลังเมื่อจำนวนสมาชิกในครอบครัวเพิ่มขึ้น เขาได้จ้างช่างก่อสร้างมาปรับปรุงบ้าน แบ่งห้องใหญ่สามห้องออกเป็นห้องเล็กห้าห้อง ห้องที่ใหญ่ที่สุดตรงกลางถูกใช้เป็นห้องนั่งเล่น ห้องรับประทานอาหาร และห้องครัว ส่วนสองฝั่งมีห้องนอนฝั่งละสองห้อง
ห้องที่เว่ยอวี้เหมยอยู่มีขนาดประมาณสิบตารางเมตร เพียงแค่เตียงก็กินพื้นที่ไปไม่น้อยแล้ว หัวเตียงมีโต๊ะเขียนหนังสือไม้เนื้อแข็งตั้งอยู่ ใกล้ประตูมีตู้เสื้อผ้าเก่าหนึ่งตู้ พื้นเป็นปูนซีเมนต์เรียบ หน้าต่างมีกระจกเล็ก ๆ สองบาน
ผ้าห่มและผ้าปูที่นอนเป็นผ้าฝ้ายลินินสีธรรมชาติ หลังประตูมีตะปูสองตัวใช้แขวนกระเป๋าสะพายข้างสีเขียวทหาร บนโต๊ะเขียนหนังสือมีหนังสือเรียนมัธยมปลายวางอยู่ไม่กี่เล่ม
พี่ชายมีลูกสี่คน เป็นชายสองหญิงสอง ได้แก่ เว่ยลี่เซี่ย เว่ยหรูเซียน เว่ยหลินเซี่ย และเว่ยหรูเสียน สี่ห้องนอนถูกจัดแบ่งดังนี้ สามีภรรยาอยู่ห้องหนึ่ง เว่ยลี่เซี่ยกับภรรยาอยู่ห้องหนึ่ง เว่ยหลินเซี่ยกับเว่ยหรูเสียนแม้จะเป็นชายหญิงแต่ยังเล็ก จึงยังคงอยู่ห้องเดียวกัน
ส่วนห้องที่เธออยู่นี้เดิมทีเป็นของเว่ยหรูเซียน พี่สะใภ้จัดให้เด็กสาวที่อายุไล่เลี่ยกันอยู่ด้วยกัน จะได้คุยกันได้ก่อนนอน แต่เจ้าของร่างเดิมเมื่อหลายวันก่อนถูกเพื่อนล้อเรื่องงาน จนมีอารมณ์ไม่ดีและยืนกรานจะอยู่คนเดียว จึงไล่เว่ยหลินเซี่ยออกไปอย่างไม่มีเยื่อใย
พี่สะใภ้จนปัญญา จึงต้องส่งลูกสาวไปอยู่บ้านแม่ที่ชนบทชั่วคราว ให้ไปเยี่ยมยายไปในตัว นิสัยของเจ้าของร่างเดิมช่างเอาแต่ใจจริง ๆ คิดจะทำอะไรก็ทำเลย แน่นอนว่าครอบครัวที่ตามใจเธอทุกอย่างก็เป็นสาเหตุหนึ่งด้วย…
เว่ยอวี้เหมยมองปฏิทินบนผนัง ในใจร้อนรนยิ่งกว่าเจ้าของร่างเดิมเสียอีก จากสถานการณ์ตอนนี้ ดูเหมือนเธอคงต้องหางานทำแล้วล่ะ!
ไม่อย่างนั้น ต่อให้ไม่ต้องกังวลเรื่องถูกส่งไปชนบท เธอก็คงไม่สามารถอาศัยอยู่ที่บ้านพี่ชายโดยให้คนอื่นเลี้ยงดูไปวันๆ ได้
แต่…การหางานในยุคนี้ไม่ใช่เรื่องง่ายเลย เพื่อนร่วมชั้นของเธอที่ได้งานทำ ส่วนใหญ่ก็มาจากครอบครัวที่มีเส้นสาย หรือไม่ก็เข้าทำงานแทนญาติพี่น้อง
พี่ชายกับพี่สะใภ้เองก็เป็นห่วงเรื่องงานของเธอไม่น้อย พยายามสอบถามหาทางให้ แต่ตอนนี้แม้แต่การซื้อตำแหน่งงานระดับล่างในตลาดมืดก็พุ่งสูงถึงหกร้อยหยวน แถมยังเป็นที่ต้องการอย่างมาก
เงินก้อนนี้บ้านพี่ชายพอจะจ่ายได้ แต่เจ้าของร่างเดิมกลับรังเกียจงานหล่อโลหะและงานเตาหลอม บ่นว่าเหนื่อยและดูไม่ดี พี่ชายของเว่ยอวี้เหมยก็เห็นด้วยว่างานพวกนี้ไม่เหมาะกับน้องสาว จึงได้แต่ค่อยๆ หาทางไป
(ติ๊ง!!!!)
เสียงแจ้งเตือนดังขึ้นกะทันหัน ทำให้เธอรู้สึกตื่นเต้น
ถึงจะมาช้า แต่สุดท้าย "ตัวช่วยพิเศษ" ก็มาถึงแล้ว ด้วยสิ่งนี้ เธอจะมีที่ยืนในยุคสมัยที่แปลกใหม่สำหรับเธอได้สักที แต่ระบบที่อยู่ในหัวของเธอกลับไม่มีความสามารถในการสื่อสารใดๆ ทั้งสิ้น!
ไม่ตอบคำถาม ไม่ให้คำอธิบาย สิ่งเดียวที่เธอหาเจอคือ (คู่มือการใช้งาน) ที่อยู่ด้านล่างของแผงควบคุม
หลังจากอ่านจบ เธอเองก็ไม่แน่ใจว่าควรดีใจหรือผิดหวังดี….
พูดตามตรง มันมีทั้งข้อดีและข้อเสีย อย่างเช่นตอนนี้
(ภารกิจพิเศษ: แย่งไข่ไก่เพื่อนบ้าน 1 ฟอง รางวัลโบนัส 20 เท่า: ได้รับไข่ไก่ x20)
ใช่แล้ว ระบบนี้มีชื่อว่า "ระบบตัวร้าย" เงื่อนไขของมันคือ สิ่งของที่ได้มาผ่านการ "ขโมย แย่ง หลอกล่อ" หรือพฤติกรรมที่ไม่ชอบธรรม จะได้รับโบนัสเพิ่มขึ้นในด้านปริมาณหรือคุณภาพ ซึ่งตัวคูณนั้นไม่แน่นอน
เวลาและเงื่อนไขการทำงานของมันเป็นแบบสุ่ม อาจจะไม่เกิดขึ้นเลยเป็นเวลาครึ่งปี หรืออาจจะเกิดขึ้นหลายครั้งภายในวันเดียว ถึงมันจะไม่ได้บังคับให้เธอกลายเป็นคนเลวเต็มตัว แต่ก็อดคิดไม่ได้ว่าออกจะดูไม่ค่อยมีศีลธรรมเท่าไหร่…
เห็นได้ชัดว่าคนสร้างระบบนี้ต้องเป็นพวกโรคจิตที่ชอบความวายป่วงแน่นอน!
ด้วยอารมณ์ที่ซับซ้อน เธอเลื่อนลงไปยังด้านล่างสุดของคู่มือ และพบกับคำอธิบายเพิ่มเติม
ปรากฏว่า ตอนที่ระบบทำการเชื่อมต่อกับเจ้าของ มันจะประเมินแนวโน้มพฤติกรรมของบุคคลนั้นก่อน แล้วจึงเลือกโหมดที่เหมาะสมให้ แน่นอนว่าเธอได้รับผลกระทบจากพฤติกรรมของเจ้าของร่างเดิมเข้าไปเต็มๆ!
แต่ถึงอย่างนั้น มันก็ไม่ได้แย่เสมอไป เพราะโหมดของฝ่าย "คนดี" ก็คือ แทนที่จะไปแย่งของคนอื่น เธอต้อง "ให้ของ" หรือ "ลดราคา" ให้กับผู้อื่นแทน แล้วระบบจึงจะทำการมอบโบนัสให้
ดูเผินๆ ก็เหมือนไม่เลว แต่ปัญหาคือ เธอไม่สามารถกำหนดรูปแบบการกระตุ้นระบบได้ หากอยากใช้ให้เกิดประโยชน์สูงสุด เธอก็คงต้อง "เป็นคนดี" แบบไม่มีที่สิ้นสุด
แค่คิดภาพตัวเองแจกของให้ชาวบ้านไปเรื่อยๆ เธอก็อดขมวดคิ้วไม่ได้ เพราะในยุคที่ทุกคนยังขาดแคลน หากเธอทำตัวเป็น "แม่พระ" มากเกินไป ก็อาจกลายเป็นเหยื่อของความโลภและความอิจฉาของผู้คนได้อย่างง่ายดาย
เมื่อเดินออกจากห้อง เธอเหลือบไปเห็นจักรเย็บผ้าที่ตั้งอยู่มุมห้องรับแขก บ้านพี่ชายมีสมาชิกทำงานเป็นถึงสามคน จึงไม่มีปัญหาเรื่องโควต้าตั๋วอุตสาหกรรม การทำงานที่โรงงานทอผ้าก็มีข้อดีอยู่มาก เช่น พวกเศษผ้า ผ้าชำรุด ผ้าสำหรับเช็ดเครื่องจักร สามารถแลกเปลี่ยนกลับมาได้ในราคาถูก
ถัดจากจักรเย็บผ้าคือจักรยานคันหนึ่ง ด้านหน้ามีไฟฉายติดอยู่ ด้านหลังมีตราประทับจากโรงงาน และแม่กุญแจที่ผูกไว้ด้วยเชือกแดง ตั้งแต่เจ้าของร่างเดิมเข้ามาอยู่ จักรยานคันนี้แทบกลายเป็นของส่วนตัวของเธอไปโดยปริยาย
ที่พักของครอบครัวคนงานอยู่ติดกับโรงงาน พี่ชายกับพี่สะใภ้มักเดินไปทำงาน แต่บางครั้งพี่สะใภ้ก็ใช้จักรยานออกไปซื้อของ ครั้งหนึ่ง เจ้าของร่างเดิมอยากออกไปเที่ยวแต่หาจักรยานไม่เจอ เธอจึงอารมณ์เสียอยู่ที่บ้าน สุดท้ายเลยไปซื้อกุญแจล็อกมาติดไว้เอง
ตั้งแต่นั้นเป็นต้นมา ทุกคนที่ต้องการใช้จักรยานต้องมาขออนุญาตจากเธอ และรับกุญแจจากเธอไป พฤติกรรมยึดบ้านเป็นของตัวเองขนาดนี้ เรียกได้ว่าเป็น "เจ้าของบ้านตัวจริง" อย่างแท้จริง!
ตอนที่ 3
ได้ยินเสียงวุ่นวายอยู่ข้างนอก จางสือซื่อพุงโตเดินออกมา มองไปยังร่างที่ยืนอยู่หน้าบ้าน ก่อนจะถามอย่างลังเล
"อาหญิงไปยืนทำอะไรตรงนั้น? หิวน้ำเหรอ? เดี๋ยวนะ เดี๋ยวฉันไปเอาน้ำมาให้"
พูดจบก็ทำท่าจะก้มลงหยิบกระติกน้ำร้อน เว่ยอวี้เหมยรีบยกมือจะห้าม แต่ก็ต้องชะงักไป กลัวว่าถ้าทำอะไรผิดไปจากนิสัยเจ้าของร่างเดิม จะโดนสงสัยเข้า เลยได้แต่โบกมือปัด พูดออกไปอย่างหงุดหงิด
"ไม่ต้องลำบากหรอก! ไม่ใช่ว่าปวดท้องอยู่เหรอ? รีบกลับไปพักเถอะ เดี๋ยวพอพี่สะใภ้กลับมา เธอก็ต้องหาเรื่องฉันอีกหรอก คราวนี้ไม่พ้นโยนความผิดให้ฉันแน่ๆ ว่าฉันทำให้เธอลำบาก"
"ฉันก็แค่ร่างกายไม่ค่อยดีเอง… อาหญิง ฉันรู้ว่าเธอไม่ชอบน้ำร้อน ฉันเลยทิ้งไว้ให้มันเย็นลงหน่อย จะให้เติมน้ำตาลไหม?"
"ฉันบอกว่าไม่ต้อง!"
"อย่าเพิ่งโกรธสิ มานั่งลงก่อนเถอะ"
ท่าทางของจางสือซื่อ เหมือนคนที่ยอมรับชะตากรรมไปหมดแล้ว ทั้งคำพูดและสายตา ล้วนแต่แฝงไปด้วยความอดทนต่อสิ่งที่หลีกเลี่ยงไม่ได้ เธอเป็นคนเมือง บ้านก็ไม่ได้ยากจนอะไร พ่อแม่ทำงานเป็นช่างเครื่องอยู่ที่โรงงาน
แต่พอเรียนจบมัธยมต้น ครอบครัวก็ไม่ให้เรียนต่อ บังคับให้ไปหางานทำ เธอเลยไปเป็นลูกจ้างชั่วคราวในโรงงานทอผ้า แล้วในวันหนึ่งขณะเดินกลับบ้าน เว่ยลี่เซี่ยก็ไปสบตาเธอเข้า
จางสือซื่อเป็นลูกคนที่สอง พี่สาวแต่งออกไปแล้ว มีน้องชายอีกสามคน พี่ชายคนโตอยู่ระหว่างดูตัวแต่งงาน ฝ่ายหญิงเรียกร้องให้มีบ้านของตัวเองก่อนแต่ง ซึ่งก็เป็นเงื่อนไขที่เข้าใจได้ คงไม่มีใครอยากแต่งเข้ามาแล้วต้องมาเบียดอยู่รวมกับน้องชายสามคน
ความจริงบ้านเธอพอจะมีเงินซื้อบ้านให้อยู่หรอก แต่สองน้องชายคนเล็กไม่ยอม พ่อแม่เลยมองว่าต้องรีดค่าสินสอดจากลูกสาวให้ได้มากที่สุด พวกเขาเลยไปตั้งเงื่อนไขกับบ้านเว่ยว่าต้องจ่ายค่าสินสอดถึงสามร้อยแปดสิบแปดหยวน
จำนวนนี้ถือว่าสูงมากในเมือง หลี่กุ้ยหลันแน่นอนไม่ยอมง่ายๆ สองบ้านทะเลาะกันใหญ่โต ถึงขั้นปัดโต๊ะปาจานชามกันเลย แต่เว่ยลี่เซี่ยยังดื้อแพ่ง ยืนยันว่าจะแต่งให้ได้ ทั้งสองบ้านเลยยื้อกันอยู่นาน แต่พ่อแม่ของจางสือซื่อก็ไม่ลดค่าสินสอดลงแม้แต่นิดเดียว
สุดท้าย พอรอไม่ไหว พวกเขาก็เตรียมจับคลุมถุงชนเธอกับพ่อม่ายแก่ที่เป็นหัวหน้าพ่อของเธอในโรงงาน อายุเกือบสี่สิบแล้ว จางสือซื่อไม่อยากแต่ง จะหนีก็ไปไหนไม่ได้ เงินในมือถูกพ่อแม่ริบไปหมด แม้แต่ค่าข้าวยังไม่มี
เธอไปหาฝ่ายบริหารชุมชนให้ช่วย แต่พ่อแม่กลับตีหน้าซื่อ ทำเป็นห่วงใยลูกสาวต่อหน้าคนอื่น แต่พอลับตาคนก็มาคิดบัญชีกับเธอ แถมพูดออกมาตรงๆ ว่าจะทำยังไงให้เธอเชื่องเวลาส่งตัวไปอยู่กับเขา
จนตรอกไม่มีที่ไป สุดท้ายเธอก็ตัดสินใจเสี่ยง ทดสอบเว่ยลี่เซี่ยดู เด็กหนุ่มวัยรุ่นก็เป็นแบบนี้แหละ ถูกยั่วนิดหน่อยก็อดใจไม่ไหว
…แล้วหลังจากนั้น พอทำแบบนี้อยู่ไม่กี่ครั้ง ท้องก็มาจริงๆ ถึงตอนนี้จะไม่แต่งก็ไม่ได้แล้ว!
เมื่อคนบ้านจางรู้เรื่องเข้า พวกเขาแทบคลั่ง จะไปฟ้องร้องบ้านเว่ยว่าลูกชายเขาเป็นพวกนักเลง แต่จางสือซื่อยืนยันว่าเธอเต็มใจเอง ไม่ว่าอย่างไรก็ไม่ยอมออกมายืนยันว่าโดนบังคับ
สุดท้าย พวกเขากลัวเรื่องอื้อฉาวจะลุกลามใหญ่โต เลยต้องจำใจยอมตกลงแต่งงานกับบ้านเว่ย หลี่กุ้ยหลันที่ถือไพ่เหนือกว่าก็ฉวยโอกาสต่อรอง ลดค่าสินสอดลงไปสองร้อยหยวน เหลือเพียงหนึ่งร้อยแปดสิบแปดหยวน!
งานแต่งถูกจัดขึ้นแบบลวกๆ หลังจดทะเบียนก็มีเลี้ยงโต๊ะจีนเล็กๆ แต่ระหว่างพิธี ไม่มีญาติจากบ้านจางมาสักคน
วันรุ่งขึ้นตอนกลับไปเยี่ยมบ้านพ่อแม่ สามีกับภรรยาใหม่กลับโดนปิดประตูใส่ใส่หน้า ในน้ำเสียงและท่าทีของบ้านจางชัดเจนว่าไม่อยากรับรู้ถึงการมีอยู่ของเธออีกต่อไป สำหรับยุคสมัยนั้น การกระทำเช่นนี้ไม่ต่างอะไรจากการตัดขาดความสัมพันธ์กับลูกสาวโดยสิ้นเชิง
ตอนที่จางสือซื่อเพิ่งแต่งเข้ามาใหม่ๆ พวกเพื่อนบ้านพากันมาล้อมดูสินสอด อยากเห็นว่าเจ้าสาวมีของติดตัวมามากแค่ไหน สุดท้ายพอเปิดออกมา มีแค่เสื้อผ้าไม่กี่ตัวเท่านั้น ไม่มีของมีค่าอะไรติดมาด้วยเลย ทำให้บ้านเว่ยเสียหน้าไปไม่น้อย
คนซุบซิบนินทากันให้แซ่ด บอกว่าบ้านเว่ยยอมจ่ายเงินเกือบสองร้อยหยวนเพื่อแต่ง ‘ทองคำ’ เข้าบ้าน แต่สุดท้ายกลับได้มาแค่ ‘ก้อนหินไร้ค่า’
จางสือซื่อเคยพยายามแก้ต่างให้ตัวเอง แต่ความชั่วร้ายของผู้คนไม่ได้เปิดโอกาสให้เธอเลย สุดท้ายเมื่อสู้ไปก็เปล่าประโยชน์ เธอจึงเลือกที่จะเงียบและอดทน ในเมื่อไม่มีครอบครัวหนุนหลัง เธอกลัวว่าถ้าทำอะไรผิดพลาดจะถูกบ้านสามีรังเกียจ จึงขยันทำงาน รับผิดชอบทุกอย่าง และค่อยๆ กลายเป็นคนหวาดกลัว ไม่กล้าขัดใจใคร
หลี่กุ้ยหลันเป็นคนตรงไปตรงมามาก พอเห็นสะใภ้ใหม่จ๋องอยู่ตลอดเวลาก็ยิ่งหงุดหงิด คุยกันไม่ค่อยรู้เรื่อง แค่เธอพูดเสียงดังขึ้นนิดเดียว จางสือซื่อก็ทำหน้าตาตื่นเหมือนถูกแม่สามีรังแก หลี่กุ้ยหลันยิ่งรำคาญ ก็เลยเผลอแสดงท่าทีไม่พอใจออกมา ส่วนจางสือซื่อพอเห็นเช่นนั้นก็ยิ่งระวังตัว จนกลายเป็นวังวนที่ยิ่งตึงเครียดขึ้นเรื่อยๆ
ทั้งความอ่อนแอทางร่างกายที่มีมาแต่เดิมและการขาดสารอาหาร ส่งผลให้เธอยิ่งซูบผอมลง พอท้องก็ยิ่งอ่อนแอไปกันใหญ่ เจ้าของร่างเดิมเองก็คงไม่เห็นค่าของเธอ ใช้งานเธอเหมือนคนรับใช้ สั่งให้ทำงานสารพัด โดยไม่มีความรู้สึกผิดแม้แต่น้อย
แถมยังแย่งของที่ควรเป็นสิทธิ์ของหญิงตั้งครรภ์ไปแบบหน้าตาเฉย ไม่ว่าจะเป็นน้ำตาลแดงหรือไข่ที่ได้รับจากโควตาของรัฐ
เช้าวันนี้ หลี่กุ้ยหลันเห็นจางสือซื่อหน้าตาซีดเซียว นึกสงสารเด็กในท้องของเธอจึงต้มไข่ให้กินโดยเฉพาะ ใครจะรู้ว่าเพิ่งยกออกจากหม้อก็ถูกเจ้าของร่างเดิมแย่งไปเสียก่อน เธอโมโหจนต่อว่าเสียงดัง นั่นจึงเป็นเหตุให้เว่ยอวี้เหมยได้ยินเสียงด่าทอเมื่อตื่นขึ้นมา
ในยุคสมัยนี้ แม้แต่ความต้องการพื้นฐานทางร่างกายยังไม่ได้รับการดูแลอย่างเพียงพอ ยิ่งไปกว่านั้นสภาพจิตใจของผู้คนก็แทบไม่มีใครใส่ใจ
เว่ยอวี้เหมยมองดูสีหน้าของจางสือซื่อ คาดเดาว่าอีกฝ่ายอาจมีอาการซึมเศร้าระหว่างตั้งครรภ์ เธอขมวดคิ้วแล้วกล่าวว่า
“พอเถอะ กลับไปนอนพักซะ เธอน่ะสำคัญกว่าลูกในท้องอีก อย่าคิดมาก ต่อให้ตอนนั้นเธอไม่ได้ท้อง หลานชายฉันก็ยังยืนกรานที่จะแต่งงานกับเธออยู่ดี พี่สะใภ้กับพี่ชายฉันค้านเขาไม่ได้หรอก”
การปลอบใจหญิงตั้งครรภ์ที่มีปัญหาทางสภาพจิตใจด้วยคำว่า “ทำเพื่อลูก” นั้นถือเป็นเรื่องต้องห้าม สิ่งสำคัญคือการย้ำเตือนคุณค่าของตัวเธอเอง
เอ่อ… ในหนังสือเขาเขียนไว้แบบนั้น… มั้ง?
จางสือซื่อเผลอลูบท้องของตัวเอง แววตาสะท้อนความหวังบางอย่าง
“ไม่ต้องห่วงนะอาหญิง ฉันจะดูแลสุขภาพให้ดี คลอดหลานที่แข็งแรงให้ครอบครัวเว่ย”
ขอแค่มีลูก เธอก็คงจะได้เป็นส่วนหนึ่งของครอบครัวนี้อย่างแท้จริง… ใช่ไหม?
“ที่บ้านเราไม่ว่าจะหลานชายหรือหลานสาวก็ไม่มีใครสำคัญกว่าใครทั้งนั้น ดูฉันสิ”
เว่ยอวี้เหมยตั้งใจจะใช้คำพูดนี้ช่วยลดแรงกดดันให้จางสือซื่อ แต่ฝ่ายนั้นกลับเข้าใจไปอีกทาง เธอหน้าซีดลงแล้วรีบกล่าวอย่างระแวงว่า
“ขอโทษค่ะอาหญิง ฉันไม่ได้ตั้งใจจะพูดแบบนั้น ฉันกับเธอไม่เหมือนกัน ฉัน…”
บ้านตระกูลเว่ยแตกต่างจากบ้านตระกูลจางโดยสิ้นเชิง เธอได้เห็นกับตาตัวเองแล้วว่าตำแหน่งของเว่ยอวี้เหมยในบ้านเป็นอย่างไร แม้แต่พ่อสามียังไม่กล้าขึ้นเสียงใส่ เธอทั้งเคารพและหวาดกลัวในเวลาเดียวกัน แต่ในใจก็อดอิจฉาไม่ได้
หากเป็นเว่ยอวี้เหมยที่แต่งออกไป ตระกูลเว่ยคงเทหมดหน้าตักเพื่อจัดงานแต่งให้ยิ่งใหญ่ ต่อให้ต้องขายลูกชายเพื่อหาเงินมาทำสินเดิมก็คงยอม
ส่วนเรื่องจะใช้ค่าสินสอดของเธอไปทำอย่างอื่นน่ะหรือ? ถ้ามีใครคิดแบบนั้น คงได้เห็นแม่ของเว่ยอวี้เหมยถือมีดมาไล่เฉือนพวกมันแน่!
“เธอ… เฮ้อ ช่างเถอะ”
เห็นจางสือซื่อกลับไปคิดมากอีก เว่ยอวี้เหมยก็ได้แต่ถอนหายใจเบา ๆ ไม่พูดอะไรต่อ
เธอปลดล็อกจักรยาน เข็นออกไปนอกลานบ้านแล้วปั่นจากไป จางสือซื่อไม่ได้ถามว่าเว่ยอวี้เหมยจะไปไหน เพราะถามไปก็ไม่ได้คำตอบ แถมอาจโดนดุว่า ‘ยุ่งไม่เข้าเรื่อง’ อีก
สายตาของผู้คนในลานบ้านพากันจ้องมองมา หูเธอเหมือนแว่วเสียงซุบซิบวิพากษ์วิจารณ์ เธอจึงก้มหน้าลง ลูบท้องแล้วปิดประตูบ้าน หยิบผ้ามาเช็ดโต๊ะ เธอไม่อยากอยู่ว่าง ๆ เดินไปเดินมาสักหน่อยก็อาจช่วยให้คลอดง่ายขึ้น
ย่านนี้เป็นเขตที่พักอาศัยของพนักงานโรงงานทอผ้าแห่งที่สาม ในยุคนั้น โรงงานขนาดใหญ่แทบจะเป็นเหมือนชุมชนขนาดย่อม มีทั้งเขตโรงงาน ห้องทำงาน หอประชุม ร้านขายผัก ร้านค้าสหกรณ์ โรงจ่ายนม ร้านอาหารเช้า โรงอาบน้ำ สนามบาสเกตบอล โรงเรียนลูกจ้าง สถานีอนามัย ไปจนถึงสถานรับเลี้ยงเด็ก ทุกอย่างครบครันเพียงพอต่อการใช้ชีวิตของพนักงานและครอบครัว
คนที่อาศัยอยู่ที่นี่ส่วนใหญ่เป็นพนักงานโรงงานและครอบครัวของพวกเขา ร้านค้าสหกรณ์กับร้านขายของชำตั้งอยู่ตรงปากถนน ห่างออกไปสองซอยเป็นตลาดสดของรัฐ แม้ขนาดไม่ใหญ่ แต่ตั้งอยู่ข้างโกดังเสบียง จำหน่ายทั้งผัก เนื้อสัตว์ และอาหารปรุงสุกบางส่วน แน่นอนว่าต้องใช้ตั๋วในการซื้อ
ผู้คนที่เดินผ่านไปมาสวมเสื้อผ้าสีดำหรือเทาเป็นส่วนใหญ่ การแต่งกายเรียบง่าย ไร้ซึ่งสีสัน แสงโดยรวมของถนนดูมัวหมอง อึมครึม มีเพียงคำขวัญสีแดงสดที่พ่นไว้บนผนังเท่านั้นที่ให้ความรู้สึกตัดกันอย่างชัดเจน
ถนนเต็มไปด้วยฝุ่น บางครั้งจะมีเจ้าหน้าที่ทำความสะอาดถือไม้กวาดทางมะพร้าวมาเก็บกวาดใบไม้แห้ง แต่พวกเขาก็มักจะทำแบบขอไปที
ปัดไปทีสองที พอเห็นว่าดูสะอาดขึ้นหน่อยก็หาที่กำแพงนั่งพัก เอามือซุกเข้าไปในเสื้อตัวหนาเพื่อให้ความอบอุ่น