‘ปารีส’ จ่อยุบถนน 500 สาย เพิ่มทางเท้า สร้างเมืองสีเขียว
ผู้มีสิทธิลงคะแนนเสียงในกรุงปารีส ประเทศฝรั่งเศส ลงประชามติเมื่อวันอาทิตย์ (23 มี.ค.68) เห็นชอบ “ปิดถนน 500 สาย” ในเมือง เพื่อเปิดทางให้กับกลุ่มคนเดินเท้า นักปั่นจักรยาน และสร้างพื้นที่สีเขียวเพิ่ม
แผนดังกล่าวเป็นการผลักดันเมืองสีเขียวของ “แอนน์ ไฮดาลโก” นายกเทศมนตรีกรุงปารีส ที่ได้ดำเนินการปลูกต้นไม้ และลดพื้นที่จอดรถตามถนนไปแล้ว 300 สาย ตั้งแต่ปี 2563 และอาจลดพื้นที่จอดรถในปัจจุบันลงอีก 10%
โครงการริเริ่มนี้เป็นการเปลี่ยนแปลงรูปลักษณ์และลักษณะของเมืองอย่างต่อเนื่อง ก่อนไฮดาลโกสิ้นสุดวาระสุดท้ายและวาระที่ 2 ของเธอ ซึ่งโครงการดังกล่าวจะลดการใช้รถยนต์ และสนับสนุนการใช้ขนส่งสารสาธารณะ และการเดินทางแบบแอ็กทีฟทราเวล (active travel) แทน เช่น การเดิน และการปั่นจักรยาน
ทั้งนี้ จุดประสงค์ของนโยบายล่าสุดคือการสร้างทางเดินเท้า 5-8 แห่งต่อละแวกชุมชน โดยจะปรึกษากับผู้คนในท้องถิ่นในฤดูใบไม้ผลิ เพื่อตัดสินใจว่าถนนเส้นใดเหมาะสมที่สุด พร้อมตั้งงบประมาณไว้ที่ 500,000 ยูโรต่อถนนหนึ่งเส้น (ราว 18.3 ล้านบาท) และจะเน้นไปที่ถนนใกล้โรงเรียน โดยลดพื้นที่จอดรถยนต์และจุดจอดรถยนต์ แล้ วแทนที่ด้วยการทำทางเดิน 2 ใน 3 ของพื้นที่ และส่วนที่เหลือจะปลูกต้นไม้
นโยบายดังกล่าวได้รับคะแนนเสียงสนับสนุน 66% ของผู้ที่ออกไปใช้สิทธิลงคะแนน ซึ่งคริสตอฟ นาจดอฟสกี้ กรรมาธิการด้านพื้นที่สีเขียวและการพัฒนาพื้นที่สีเขียวแห่งกรุงปารีส กล่าวว่า คะแนนที่พุ่งสูงนี้ บ่งชี้ว่า ชาวปารีสส่งสารอย่างชัดเจนว่าพวกเขาต้องการ “ถนนคนเดินเพิ่มขึ้น รถยนต์ลดลง และเพิ่มธรรมชาติในเมืองมากขึ้น”
อย่างไรก็ตาม คะแนนเสียงดังกล่าวเป็นเพียงส่วนน้อยของประชากรในเมืองหลวง ซึ่งคิดเป็น 4% ของผู้มีสิทธิเลือกตั้งเท่านั้น และจำนวนประชากรที่ออกมาใช้สิทธิ บ่งชี้ถึงความไม่สนใจของประชาชน และยังมีกลุ่มคนที่ไม่พอใจนโยบายสีเขียวของไฮดาลโกอยู่เช่นกัน อาทิ พ่อค้าแม่ค้า และคนในท้องถิ่นบางคนในย่านมงมาทร์ ที่มักมีผู้คนไปเยือนจำนวนมาก กังวลว่า การสร้างถนนคนเดิน และกำจัดที่จอดรถรอบๆ มหาวิหารซาเคร-เกอร์ อาจทำให้ชีวิตประจำวันของคนในท้อง ถิ่นมีความซับซ้อนโดยไม่จำเป็น
นายกสมาคมผู้ขับขี่รถยนต์ “40 Millions d’automobilistes” กล่าวว่าการจำกัดการเข้าถึงรถยนต์ในปารีสเป็นการ “ยึดพื้นที่ในเมืองอย่างค่อยเป็นค่อยไป” และลงโทษกลุ่มคนที่ไม่มีทางเลือกนอกจากการขับรถยนต์
ปารีสให้คำมั่นสัญญาในแผนสภาพภูมิอากาศปี 2024-2030 ว่าจะกำจัดที่จอดรถ 60,000 แห่ง และปลูกต้นไม้ทดแทน ซึ่งการกำจัดที่จอดรถถือเป็นปัญหาใหญ่มากสำหรับคนกลุ่มนี้
ทั้งนี้ วัตถุประสงค์หลักของนโยบายเหล่านี้คือ การลดมลพิษ การส่งเสริมการเดิน และการขี่จักยานไป-กลับจากโรงเรียน ลดผลกระทบจากปรากฏการณ์ และเกาะความร้อนของเมือง ด้วยการนำพื้นที่สีเขียวมาช่วยปรับอุณหภูมิให้เหมาะสม และปรับปรุงความสามารถในการต้านทานน้ำท่วม เปิดพื้นดินให้สามารถดูดซับน้ำฝนได้มากขึ้น
นอกจากปารีสมีนโยบายปรับปรุงทางเท้าแล้ว เมืองหลวงแห่งนี้ยังเป็นเมืองแรกในฝรั่งเศสที่มีเขตจำกัดปล่อยมลพิษ (Ecological zone) เช่นเดียวกับประเทศอื่นๆ ในยุโรป ที่เมืองหลวงมักเป็นตัวอย่างให้เมืองอื่นๆ ดำเนินการตาม
นับตั้งแต่เดือนก.ย. 2558 ปารีสพยายามจำกัดการจราจรในเมือง ลดเสียง และปรับปรุงคุณภาพอากาศ ด้วยการกำหนดให้รถบัส และรถบรรทุกทุกคันที่หนักเกิน 3.5 ตัน และผลิตก่อนวันที่ 1 ต.ค.2544 ห้ามเข้าเมืองหลวง ตั้งแต่เวลา 8.00-20.00 น. ทุกวัน
ต่อมาในปี 2559 ปารีสได้ขยายการระงับรถยนต์เข้าเมืองครอบคลุมไปถึงรถยนต์ทุกชนิดที่ผลิตก่อนปี 2540 และรถจักรยานยนต์ที่ผลิตก่อนปี 2543 เนื่องจากรถยนต์กลุ่มนี้ไม่อยู่ในกลุ่มยานยนต์มาตรฐานประเภทที่ 6 ซึ่งเป็นมาตรฐานสิ่งแวดล้อมสำหรับยานยนต์ระดับต่ำสุดของเมือง
มาตรฐาน Crit'Air
เมืองหลวงฝรั่งเศสได้จำแนกมาตรฐานสิ่งแวดล้อมสำหรับยานยนต์ไว้ 6 ประเภท ซึ่งสัญลักษณ์มาตรฐานสิ่งแวดล้อมยานยนต์ หรือสติกเกอร์ “Crit'Air” เป็นเครื่องหมายจำแนกยานยนต์ที่เป็นมิตรสิ่งแวดล้อม และแต่ละประเภทใช้สีสติกเกอร์ต่างกัน ซึ่งจะแบ่งตามระดับการปล่อยมลพิษ โดยอ้างอิงจากใบรับรองการจดทะเบียนรถยนต์ ดังนั้น ผู้ขอสติกเกอร์ดังกล่าวต้องยื่นเอกสารเกี่ยวกับการปล่อยมลพิษด้วย
สติกเกอร์สีเขียวบ่งบอกว่ายานยนต์เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมมากที่สุด ซึ่งมีเพียงรถยนต์ไฟฟ้าเท่านั้นที่จะได้รับ Crit'Air สีเขียว และในทางตรงข้าม หากรถยนต์ได้รับสติกเกอร์สีเทา บ่งบอกว่ารถยนต์คันนั้นเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมน้อยที่สุด ซึ่งหากเรียงความเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมมากไปน้อย สีของสติกเกอร์ 6 ประเภทจะเรียงดังนี้ 1.เขียว 2.ม่วง 3.เหลือง 4.ส้ม 5.เบอร์กันดี 6.เทา
ทั้งนี้ สติกเกอร์ Crit‘Air มีอายุการใช้งานไม่จำกัด สามารถขับขี่รถยนต์ได้ทุกพื้นที่ในฝรั่งเศส และไม่ต้องเปลี่ยนสติกเกอร์ ยกเว้นซื้อยานพาหนะใหม่ และการใช้สติกเกอร์ Crit’Air จะช่วยให้เจ้าหน้าที่ตำรวจจำแนก และควบคุมยานยนต์ในพื้นสีเขียวของกรุงปารีสได้ง่ายขึ้น
กรุงปารีสให้ความสำคัญกับเขตปล่อยมลพิษอย่างจริงจัง ซึ่งหากผู้ขับขี่ขับรถไปยังเส้นทางที่ไม่ตรงกับสติกเกอร์ของตน ในช่วงแรกตำรวจเพียงตักเตือนเท่านั้น แต่ตั้งแต่ม.ค. 2560 เจ้าหน้าที่เริ่มปรับเงินผู้ละเมิดมากขึ้น ประมาณ 68-375 ยูโร หรือราว 2,500-14,000 บาท
อ้างอิง: Bloomberg, environmentalbadge
พิสูจน์อักษร….สุรีย์ ศิลาวงษ์