‘โรงเบียร์สหประชาชื่น’ คาดหวัง MOU สู้มานาน รบ.เก่าไม่นำพา วอน ‘แก้ กม.สุดโต่ง’ คุมผลิตแอลกอฮอล์
‘โรงเบียร์สหประชาชื่น’ คาดหวัง MOU – พ้อ สู้มานานแต่ไม่ค่อยนำพา วอน ‘รัฐบาลใหม่’ แก้กฎหมายสุดโต่ง เลิกคุมคนตัวเล็กผลิตแอลกอฮอล์
สืบเนื่องกรณี 9 พรรค นำโดย นายพิธา ลิ้มเจริญรัตน์ หัวหน้าพรรคก้าวไกล เซ็นบันทึกข้อตกลงร่วมจัดตั้งรัฐบาล (MOU) โดยหนึ่งใน MOU มี 2 ข้อที่เกี่ยวกับการทำสุรา ได้แก่ ข้อ 9 ยกเครื่องกฎหมายเกี่ยวกับการทำมาหากินและการดำรงชีวิตของประชาชน เพื่อสร้างสภาพคล่องทางการเงิน และสร้างแต้มต่อให้กับ SME มุ่งเน้นการเติบโต GDP จากการสนับสนุนอุตสาหกรรมและสินค้าไทยให้เข้มแข็ง สามารถแข่งขันกับตลาดโลกได้ และข้อ 10 ที่ระบุว่า ยกเลิกการผูกขาดและส่งเสริมการแข่งขันทางการค้าที่เป็นธรรมในทุกอุตสาหกรรม เช่น เครื่องดื่มแอลกอฮอล์ นั้น
เมื่อวันที่ 23 พฤษภาคม ที่โรงเบียร์สหประชาชื่น แขวงลาดยาว เขตจตุจักร นายศุภพงษ์ พรึงลำภู หรือตูน อายุ 41 ปี ผู้ร่วมก่อตั้ง โรงเบียร์สหประชาชื่น และ Sandport Brewery ให้สัมภาษณ์ ‘มติชน’ ถึงเนื้อหา MOU และความคาดหวังในฐานะผู้ประกอบการคราฟต์เบียร์ ที่มีต่อรัฐบาลใหม่
นายศุภพงษ์กล่าวว่า คนทำเบียร์ มีความต้องการง่ายๆ ว่าเราอยากจะเข้าถึงใบอนุญาต ไม่มีใครอยากผิดกฎหมาย ซึ่งเบียร์ก็ไม่ใช่เฮโรอีน หรือยาเสพติดแบบนั้น
“ความจริงในกฎหมายไทย เบียร์อยู่ในหมวดอาหารและเครื่องดื่ม พอเราทำเบียร์ เราเลยไม่เข้าใจว่าทำไมเราถึงทำให้มันถูกกฎหมายไม่ได้ เราอยากเข้าถึงใบอนุญาตได้ง่ายกว่านี้ ความรู้สึกแรกที่เจอ ผมอ่านแค่คำว่า ‘ทุนจดทะเบียน 10 ล้าน’ เมื่อ 8 ปีก่อน เฮ้ย มันไม่ใช่เรื่องของคนธรรมดาแล้ว ถ้าอยากทำแบบที่บรรจุได้ก็ต้อง 10 ล้านลิตร
10 ล้านลิตร มันขนาดไหนกัน? ถ้าเปรียบเทียบก็คงประมาณตึก แท็งก์น่าจะสูงสัก 20 เมตร ลองนึกภาพชาวบ้านธรรมดา เกษตรกร หรือชาวเขาที่โฮมสเตย์ เขาจะไปทำแบบนั้นได้อย่างไร พูดตรงๆ เดี๋ยวนี้การทำเบียร์ที่บ้านมีทั่วไป อุปกรณ์หาซื้อได้ทั่วไป ทุกคนก็พยายามฝึกฝนฝีมือ ถ้าเกิดกฎหมายเมกเซนส์ มีทางรอด มีทางออก ทุกคนก็พร้อมจะเข้าระบบ” นายศุภพงษ์เผย
นายศุภพงษ์กล่าวถึง MOU ข้อ 9 ว่า เรื่องการแข่งขันที่เป็นธรรม ตนคาดหวังให้ 1.ผู้ประกอบการรายย่อย เข้าถึงการผลิตได้ มีการเก็บภาษีที่แฟร์ เหมาะแก่การแข่งขัน 2.แก้ไขเรื่องการห้ามผลิตสุราประเภทต่างๆ (category)
“สุราพิเศษ ทำไมเราทำไม่ได้ เรื่องแบบนี้มันต้องพูดคุยกันและทำให้มันหมดไป ทำไมประเทศไทยถึงจะทำวิสกี้ ทำวอดก้าไม่ได้ ทั้งๆ ที่เราพร้อม คนก็มีไอเดีย สมมุติว่าเรากลั่นเหล้าขาวมา แล้วเอาไปบ่มต่อ จากเหล้าขาวราคา 70 บาท สามารถเพิ่มมูลค่าได้ แต่ว่าอะไรแบบนี้ไม่ให้ทำ ทำได้คือต้องเป็นเจ้าใหญ่ เพราะมันเขียนว่ากำลังการผลิตของคุณต้องเยอะ ถึงจะอนุญาตให้ทำ ซึ่งไม่มีเหตุผล” นายศุภพงษ์ชี้
เมื่อถามว่า รัฐบาลใหม่ควรใช้โอกาสนี้ ผลักดัน พ.ร.บ.สุราก้าวหน้าด้วยหรือไม่ ?
นายศุภพงษ์เผยว่า ตนคิดว่าใน 100 วันแรก เรื่องของกฎกระทรวง และข้อบังคับต่างๆ เกี่ยวกับการผลิตที่อยู่ในกฎกระทรวงนั้น รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังคนใหม่ มีอำนาจเซ็นแก้ไขได้ทันที ซึ่งจะเป็นการกระตุ้นให้หลายคนอยากมาลงทุนมากขึ้น
“ล่าสุดมีการแก้เรื่องเบียร์ ให้เป็นผลิตเริ่มต้นได้ 100 ลิตร แต่อุปสรรคเก่าที่ผมเจอคือ ทุนจดทะเบียน 10 ล้านบาท กำลังการผลิต 100,000 ลิตร ซึ่งเขาก็แก้เป็นตอนนี้เริ่มต้นที่ 100 ลิตร แต่เรื่องอื่นๆ อย่างสุราขาว สุราแช่ ก็ยังไม่ค่อยนำพาเท่าไหร่ ผมได้มีโอกาสเข้าร่วมอนุกรรมาธิการศึกษาพัฒนาธุรกิจอุตสาหกรรมสุรา ซึ่งรายงานการศึกษานั้น ผ่านสภาฯแล้ว เรามีคู่มืออยู่แล้วว่า กฎหมายไหนบ้างที่เป็นอุปสรรค แล้วควรเอาอะไรออก เอาอะไรเข้า มีงานวิจัยจากต่างประเทศที่เอามาควบคู่กัน”
“ถามว่าควรเป็นอย่างไร ผมคิดว่าเรื่องพวกนี้มันไม่ควรบังคับที่ขั้นต่ำ จริงๆ เรามีมาตรฐานเยอะมาก ไม่ว่าจะเป็นมาตรฐานเรื่องความสะอาดโรงงาน เราสามารถเอากฎหมายที่มีอยู่แล้วมาใช้ร่วมกันได้ ขั้นต่ำคือ ถ้าเขาอยากเริ่มทำเท่าไหร่ ก็ว่ากันไป เพราะสุดท้ายเรื่องต้นทุนอื่นๆ จะมาบอกเองว่า เขาควรจะทำขนาดเท่าไหร่” นายศุภพงษ์ชี้
เมื่อถามว่า สิ่งที่รัฐบาลใหม่ควรทำต่อจากนี้ คือการเปิดโอกาสรายเล็กได้แข่งขัน และทำให้กติกาเป็นธรรมเพื่อเอื้อคนทุกกลุ่มที่มีต้นทุนไม่เหมือนกัน ใช่หรือไม่ ?
นายศุภพงษ์กล่าวว่า เรื่องภาษีสุรา ทำให้เกิดความแบ่งแยกเยอะ คือภาษีเหล้าขาวถูกที่สุด ซึ่งตนไม่ได้หมายความว่า อยากให้เหล้าขาวแพงขึ้น ซึ่งตนเข้าใจว่า คนจำนวนมากบริโภคเหล้าขาว แต่ด้วยเหตุผลที่รัฐบาลว่า ถ้าเหล้าขาวแพง คนจะไม่ได้กินเหล้าขาว มุมมองแบบนี้ หมายความว่าให้คนจนกินเหล้าขาวอย่างเดียว หรือ ถ้าภาษีเบียร์ ภาษีไวน์ถูกลง คนจนก็กินเบียร์ กินไวน์ได้
“การแบ่งประเภทอย่างนี้มันไม่เมกเซนส์ ว่าไวน์เสียภาษีสูงมาก เบียร์เสียภาษีสูง สุราขาวเสียถูกสุด จริงๆ มันควรจะเป็นการคิดแบบว่า สุราแช่ เสียภาษีเรตนี้ สมมุติสุราแช่ไม่เกิน 15 ดีกรี หรือสุราแช่ไม่ได้เกิดจากการกลั่น พวกนี้ก็เสียภาษีอีกเรทหนึ่ง โดยคิดจากปริมาณแอลกอฮอล์ หรืออีกด้านหนึ่ง สุรากลั่นตั้งแต่ 20 ดีกรีขึ้นไป ก็คิดไปอีกเกรด ทำให้คนสามารถเข้าถึงได้ แต่ความคิด ‘ภาษีฟุ่มเฟือย’ ที่จะเอาไปยัดใส่สุรา แล้วเกิดการแบ่งแยกแบบนี้ ทำให้คนจนไม่มีสิทธิกินอะไรดีๆ สิ ผมว่าคำว่า ‘ฟุ่มเฟือย’ ที่ยัดอยู่ในภาษีสุรา มันควรจะถูกเอาออกไปด้วย” นายศุภพงษ์กล่าว
นายศุภพงษ์กล่าวถึง ‘การควบคุมแอลกอฮอล์สุดโต่ง’ ด้วยว่า ถ้าสมมุติ MOU ข้อ 9 ได้ปลดล็อกสุราพื้นบ้านในเรื่องการแข่งขันที่เป็นธรรม ลดการผูกขาด ให้เข้าถึงใบอนุญาตได้แล้ว แต่ก็ยังมีอุปสรรคคือ โฆษณาไม่ได้
“ติดที่สื่อสารไม่ได้ เพราะว่าเรามีกฎหมายควบคุมแอลกอฮอล์ที่สุดโต่งมาก จริงๆ ผมว่าน่าจะพอได้ยินอยู่บ้าง แต่ถ้ายังไม่โดนกับตัวอาจจะไม่เก็ท มีประชาชนจำนวนมากรวมถึงผู้ประกอบการรายย่อยโดนจับ เขา (รัฐบาลก่อน) ออกกฎหมายทั้งเรื่องห้ามขายออนไลน์ คุณลองนึกภาพดู สุราชุมชนที่อยู่ตามท้องถิ่น ชายแดน ไม่ให้เขาขายออนไลน์ แล้วให้เขาขายอย่างไร ใครจะไปเห็นสินค้า
รวมถึงการห้ามโฆษณา ผมใช้คำว่ากฎหมายปัญญาอ่อนก็ยังได้ ห้ามขายบ่าย 2-5 โมงเย็น คุณลองนึกภาพนักท่องเที่ยว บ่ายสองเพิ่งเช็กอินโรงแรม วันหยุดของเขา ทำงานหนักมาอยากจะขอดื่มสักหน่อย ‘รอก่อน ยังขายไม่ได้’
การบังคับสุดโต่งที่ไม่แยกแยะ ระหว่างสุราทำอาหาร กับสุราแบบบริโภค ก็ถูกห้ามไปด้วยหมด เรื่องการห้ามโฆษณา ร้ายแรงมาก เพราะปรับแพงมากตั้งแต่ 50,000-500,000 บาท ซึ่งเป็นส่วนแบ่งให้กับเจ้าหน้าที่สูงสุด 80 เปอร์เซ็นต์ คือถ้ามีคนแจ้งเขาจะมีรางวัลสินบนนำจับให้ 20 เปอร์เซ็นต์ แต่ถ้าไม่มีคนแจ้ง ก็จะรวมทั้งหมด 80 เปอร์เซ็นต์ เข้าสำนักงานคณะกรรมการควบคุมเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ อีก 20 เปอร์เซ็นต์ เข้ากระทรวงการคลัง ซึ่งตรงนี้ผมสงสัยว่า มันเป็นแรงจูงใจที่ทำให้เขาจับคดีเหล่านี้เป็นพิเศษหรือเปล่า หน้าที่คือควบคุมการบริโภคเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ที่อันตราย ไม่ใช่การมาไล่จับคนที่ทำมาหากินสุจริต” นายศุภพงษ์กล่าว
เมื่อถามถึงความหวัง หลังได้รัฐบาลใหม่ ?
นายศุภพงษ์เผยว่า ตนเห็นความหวังจากคณะรัฐบาลที่สะท้อนเสียงประชาชนจริงๆ ขอแค่ยึดโยงกับประชาชน ก็มีความหวังแล้ว
“ทีนี้ยังเหลืออะไรที่ไม่ยึดโยงกับประชาชนบ้าง ‘ส.ว.’ เป็นมรดกของคณะรัฐประหาร มาจากรัฐธรรมนูญปี 2560 ที่ตอนนั้นผมก็โหวตไม่เห็นด้วย ช่วงนั้นมีการปรับทัศนคติ จับคนเห็นต่าง มันไม่สง่างาม ส.ว.ก็จะมีสิทธิคัดค้านรัฐบาลใหม่ที่จะมาจากการเลือกตั้ง พอมาจากการเลือกตั้ง ประชาชนจะมีความหวังเพราะยึดโยงกัน แต่พอเข้ามาแบบนี้ เราจะเรียกร้องเขาได้ไหม
“ผมไม่แน่ใจว่า เขาเคยได้ออกนอกบ้านมาฟังเสียงประชาชนหรือเปล่า ข่าวก็ออกบ่อยเปิดสื่อดูหรือเปล่า หรือดูเฉพาะบางช่อง หวังว่าครั้งนี้จะเป็นครั้งสุดท้ายที่เราจะต้องเจอกับอะไรแบบนี้ อยากให้การเมืองยึดโยงกับประชาชนจริงๆ เพื่อที่ว่าการบริหารบ้านเมืองจะเป็นไปเพื่อประโยชน์ของบ้านเมือง” นายศุภพงษ์กล่าว