โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

เทรนด์วิดีโอออนไลน์ ดันธุรกิจดาต้าเซ็นเตอร์โต 3 หมื่นล้านบาท/ปี

ประชาชาติธุรกิจ

อัพเดต 18 พ.ค. 2566 เวลา 09.07 น. • เผยแพร่ 18 พ.ค. 2566 เวลา 08.26 น.

Telehouse เผยยุค 5G และกระแสคอนเทนต์วิดีโอแย่งพื้นที่การใช้ข้อมูล 80% ดันรายได้ศูนย์ข้อมูลพุ่ง 500 ล้านบาท ใน 5 ปี ลุยตั้งศูนย์ข้อมูลใหม่กลางกรุงเทพฯ พร้อมใช้พลังงานหมุนเวียนทั้งหมดในปี 2569

วันที่ 18 พฤษภาคม 2566 นายเคอิจิ โมริ รองกรรมการผู้จัดการ และกรรมการ บริษัท เค ดีดี ไอ คอร์ปอร์เรชัน บริษัทแม่ของ Telehouse ผู้ให้บริการศูนย์ข้อมูล (Data center) 45 แห่งทั่วโลก เปิดเผยว่า ตลอดหลายปีที่ผ่านมามีการเปลี่ยนแปลงด้านการบริการที่เก็บข้อมูลอย่างมาก เนื่องจากเกิดการใช้เทคโนโลยี 5G ที่เริ่มต้นอย่างโดดเด่นในช่วงปี 2563 แบ่งเป็นสองส่วน คือ ยุคแห่งไอโอทีและข้อมูลขนาดใหญ่ (Big Data) อีกส่วนคือ คลาวด์ และคอนเทนต์ เรียกว่ายุคแห่งความรุ่มรวยของคอนเทนต์

สิ่งสำคัญคือในปี 2560 ปริมาณการก่อให้เกิดข้อมูลบนระบบอินเทอร์เน็ตมีวิดีโอแย่ง Trafic ข้อมูลมากถึง 75% ในขณะที่ปี 2565 ที่ผ่านมา วิดีโอแย่งความหนาแน่นของการถ่ายโอนข้อมูลมากถึง 82% จากความนิยมคอนเทนต์เกี่ยวกับวิดีโอที่เกิดขึ้นอย่างต่อเนื่อง การถ่ายโอนและกักเก็บข้อมูลที่เกิดจากการใช้งานคอนเทนต์วิดีโอทำให้ศูนย์ข้อมูลมีความสำคัญมากขึ้น

ในตลาดผู้ให้บริการศูนย์ข้อมูล ประเมินว่าในช่วงปี 2564-2569 การเติบโตจะมากถึง 519.34 ล้านเหรียญสหรัฐ หรือเฉลี่ยปีละ 100 ล้านเหรียญสหรัฐ (33,000 ล้านบาท) ดังนั้นจึงเป็นโอกาสสำคัญที่จะขยายบริการไปตั้งศูนย์ข้อมูลเพื่อให้บริการแก่บริษัทโทรคมนาคม บันเทิง หรือบริษัทเทคโนโลยีต่าง ๆ

“เราบริการ ตลาดใหม่ที่เราเล็งคือเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ และพื้นที่สำคัญคือประเทศไทยแห่งนี้”

ด้าน นายเคน มิยาชิตะ กรรมการผู้จัดการ บริษัท เทเลเฮ้าส์ (ประเทศไทย) จำกัด กล่าว ศูนย์ข้อมูลแห่งใหม่จะอยู่ในที่ตั้งเชิงกลยุทธ์ใจกลางเมือง ทำให้ Telehouse ประเทศไทย เป็นดาต้าเซ็นเตอร์ที่ทำให้สามารถใช้งานเครือข่ายได้อย่างเต็มประสิทธิภาพ พร้อมต่อยอดสู่การเป็นศูนย์กลางการเชื่อมต่อในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ที่มีความปลอดภัยและเชื่อถือได้ และเรามีความพร้อมที่จะช่วยยกระดับมาตรฐานดาต้าเซ็นเตอร์ใน ภูมิภาคแห่งนี้ และสนับสนุนการพัฒนาสังคมดิจิทัลของประเทศไทยและภูมิภาคต่อไป

ประเทศไทยได้รับการสนับสนุนที่ดีจากภาครัฐในขณะที่ที่ตั้งทางภูมิศาสตร์ก็อยู่ใจกลางภูมิภาค

อีกทั้งประเทศที่เคยเป็นศูนย์รวมของศูนย์ข้อมูล โดยเฉพาะพวกคอนเทนต์มักจะถูกเก็บไว้ที่สิงคโปร์ แต่ทางสิงคโปร์ไม่อยากให้มีศูนย์ข้อมูลอีกแล้ว เนื่องจากเป็นเกาะเล็กที่ต้องบริหารจัดการพลังงานที่มีจำกัด นี่จึงเป็นโอกาสของไทย

ดังนั้น Telehouse จึงได้ตั้งดาต้าเซ็นเตอร์แห่งแรกในประเทศไทย โดยตั้งอยู่ที่ถนนพระราม 9 ในกรุงเทพฯ ด้วยเงินลงทุน 74 ล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือประมาณ 3.5 พันล้านบาท โดยตาต้าเซ็นเตอร์แห่งนี้มุ่งที่จะเป็นศูนย์ร่วมในการเชื่อมต่อภายในภูมิภาคและทั่วโลก และยังเป็นดาต้าเซ็นเตอร์แห่งแรกในประเทศไทยที่ใช้พลังงานหมุนเวียน 100% ภายในปี 2569

Telehouse เป็นหนึ่งในผู้ให้บริการดาต้าเซ็นเตอร์ระดับโลก ที่ได้ขยายการเติบโตมายังกรุงเทพฯ ซึ่งนับเป็นดาต้าเซ็นเตอร์แรกในประเทศไทย เป็นแห่งที่ 3 ในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ จาก Telehouse ทั้งหมด 15 แห่งทั่วโลก Telehouse ประเทศไทยมีพื้นที่อาคารกว้างขวางถึง 9,000 ตร.ม. พร้อมด้วยกำลังการรับไฟฟ้าสูงสุด 5.5 เมกะโวลต์แอมแปร์ (MVA)

นอกจากนี้ ด้วยทำเลที่ตั้งใจกลางกรุงเทพฯ ดาต้าเซ็นเตอร์แห่งนี้ยังมุ่งเป็นผู้นำการเชื่อมต่อโครงข่าย โดยตั้งเป้าเป็นตัวเซ็นเตอร์ที่เป็นศูนย์รวมอินเทอร์เน็ต สำหรับผู้ให้บริการโทรคมนาคมและผู้ให้บริการอื่น ๆ เช่นคลาวด์และคอนเทนต์ต่าง ๆ ได้เยี่ยมต่อกัน ทำให้สามารถแลกเปลี่ยนการรับส่งข้อมูลทั้งในและต่างประเทศ ให้ถึงผู้ใช้งานได้อย่างสะดวกรวดเร็วมากยิ่งขึ้น

นอกจากเป้าหมายในการพัฒนาและส่งเสริมระบบโครงข่ายในประเทศไทย Telehouse ยังเล็งเห็นความสำคัญด้านสิ่งแวดล้อม พร้อมตั้งเป้าเป็นดาต้าเซ็นเตอร์แห่งแรกในประเทศไทยที่ใช้พลังงานหมุนเวียน 100% ซึ่งสอดคล้องกับเป้าหมายทั่วโลกของ Telehouse ในการลดการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์สุทธิเป็นศูนย์ภายในปี 2569

ปัจจุบัน Telehouse ประเทศไทย มีพันธมิตรแล้วมากกว่า 10 ราย ไม่ว่าจะเป็นผู้ให้บริการโทรคมนาคม คลาวด์ หรือผู้ให้บริการคอนเทนต์ รวมถึงพาร์ตเนอร์ที่ส่งมอบโซลูชั่นให้ลูกค้าองค์กร

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...