โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ธุรกิจ-เศรษฐกิจ

เวียดนามซื้อ “เงาะ” ไม่อั้น จี้รัฐหนุนขยายตลาดส่งออก

ประชาชาติธุรกิจ

อัพเดต 07 มิ.ย. 2566 เวลา 07.35 น. • เผยแพร่ 07 มิ.ย. 2566 เวลา 07.35 น.

“เงาะ” 1 ใน 4 ชนิดของผลไม้ภาคตะวันออก ทุเรียน มังคุด ลองกอง ทุกวันนี้ผลผลิตลดลงอย่างน่าใจหาย เพราะตลาดการส่งออกไม่เติบโต กรมการค้าภายใน แจ้งตัวเลขการส่งออกเงาะ ปี 2565 มีปริมาณผลสด 21,599 ตัน มูลค่า 435 ล้านบาท ตลาดหลักคือ เวียดนาม 48% มาเลเซีย 38% เมียนมา 7%

ช่วง 4-5 ปีที่ผ่านมา พื้นที่ปลูกเงาะถูกปรับเปลี่ยนไปปลูกทุเรียนจำนวนมาก ด้วยราคาทุเรียนที่สูงขึ้นเป็นแรงจูงใจ มีตลาดใหญ่จีนรองรับ ต่างจากเงาะ ส่งออกเพียง 10% บริโภคภายในประเทศ 90% ทั้งที่เงาะเป็นผลไม้ที่น่าจะส่งเสริมการส่งออกได้มากขึ้น โดยมูลค่าการส่งออกผลสดเงาะจากปี 2563 มูลค่า 172 ล้านบาท ปี 2565 เพิ่มขึ้น 435 ล้านบาท

ขณะที่ผลผลิตเงาะทั่วประเทศ ปี 2566 รวม 274,879 ตัน แบ่งเป็นภาคตะวันออก 194,915 ตัน หรือ 71% ภาคใต้ 55,743 ตัน หรือ 20% และภาคอื่น ๆ 24,221 ตัน หรือ 9% ข้อมูลสำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร (สศก.) ภาคตะวันออก (จันทบุรี ระยอง ตราด) ระบุว่า ภาคตะวันออกมีพื้นที่ปลูกเงาะมากที่สุด และได้ปรับเปลี่ยนไปปลูกทุเรียนเพิ่มขึ้น จากปี 2565 พื้นที่ยืนต้นรวม 104,819 ไร่ ปี 2566 เหลือเพียง 78,699 ไร่ ลดลง 22,042 ไร่ หรือ 21.03%

เนื้อที่ให้ผลลดลง 21.49% และจากผลผลิตปี 2565 จำนวน 216,420 ตัน ปี 2566 เหลือ 141,115 ตัน หรือลดลง 34.80% โดยจันทบุรีลดลง 44.24% จาก 100,062 ตัน เหลือ 55,799 ตัน ตราดลดลง 25.34% จาก 111,226 ตัน เหลือ 83,040 ตัน ระยองลดลง 55.65% จาก 5,132 ตัน เหลือ 2,276 ตัน

ปี 2566 เงาะ มีราคาสูงกว่าปีที่ผ่านมา เรียกว่าเป็น “ปีทอง” ทีเดียว เมื่อตลาดเวียดนามบุกรับซื้อถึงสวนหลายสิบราย แถมรับซื้อไม่อั้น ทำให้เงาะ จ.ตราด ที่ออกก่อนในช่วงเดือนมีนาคม-เมษายน เปิดตลาดด้วยราคา กก.ละ 50-52 บาท

และช่วงเดือนพฤษภาคมที่เงาะขาดรุ่นราคาพุ่งสูงถึง กก.ละ 50-60 บาท และต้นเดือนมิถุนายน ราคายังอยู่ที่ 34-38 บาท และในช่วงปลายเดือนมิถุนายนที่ปริมาณผลผลิตออกมากและตรงกับเงาะโรงเรียนออกมาก คาดว่าราคาน่าจะไม่ต่ำกว่า กก.ละ 20 บาท เพราะปริมาณผลผลิตโดยรวมมีน้อย อนาคตเกษตรกรหลายคนมีความหวังกับราคาเงาะที่จะเพิ่มสูงขึ้น

ในขณะที่ต้นทุนสูงสุดไม่เกิน กก.ละ 8-9 บาท และเชื่อมั่นว่าถ้าทำคุณภาพดี ราคาและตลาดน่าจะตอบรับดี

พ่อค้าเวียดนามบุกซื้อไม่อั้น

นายธนภัทร จาวินัส ผจก.สหกรณ์ส่งเสริมธุรกิจภาคเกษตร จ.ตราดจำกัด (บ้านเงาะตราด) และประธานแปลงใหญ่เงาะตำบลวังตะเคียน อ.เขาสมิง จ.ตราด เปิดเผย “ประชาชาติธุรกิจ” ว่า ปีนี้มีพ่อค้าเวียดนามเข้ามาติดต่อขอซื้อเงาะตั้งแต่ช่วงต้นฤดูหลาย 10 ราย

ตอนนี้ยังรับซื้อเรื่อย ๆ ตัวเลขการส่งออกเงาะภาคตะวันออกไปเวียดนาม เฉลี่ยประมาณ 180 ตู้/วัน เวียดนามปลูกเงาะได้ แต่ภาครัฐไม่ได้ส่งเสริม สำหรับราคาเงาะปีนี้ช่วงที่ออกน้อยราคาสูงถึง กก.ละ 50-60 บาท แต่ช่วง พ.ค.-มิ.ย.ที่ผลผลิตเริ่มออกมากราคาลดลงมา ประกอบกับช่วงนี้เวียดนามมีลิ้นจี่ออกสู่ตลาดมาก แต่ราคาเฉลี่ยของเงาะปีนี้น่าจะสูงกว่าปี 2565 กก.ละ 23-24 บาท

“การทำผลไม้ทุกตัวแพ้ทุเรียนในเรื่องราคา ตอนนี้สหกรณ์พยุงราคาเงาะไว้เพื่อช่วยเกษตรกร การทำตลาดต้องมีระบบ ต้องดูความต้องการของตลาด ข้อดีเงาะยืดอายุการเก็บเกี่ยวได้นานถึง 20 วัน ควรขายเงาะช่อไม่ขายเป็นลูกที่ราคาถูกกว่า กก.ละ 8-10 บาท

ถ้าคิดเป็นเงินต่างกันตู้ละหลายแสนบาท และการทำให้ผลผลิตมีคุณภาพไปถึงผู้บริโภค ทำให้ราคาดีขึ้นและทรงตัว เงาะมีต้นทุนผลิตต่ำ กก.ละ 8-9 บาท และการดูแลไม่ยุ่งยากมาก เงาะน่าจะเป็นพืชทางเลือกของเกษตรกรที่แบ่งพื้นที่ปลูกเป็นโซนเพื่อการบริหารจัดการง่ายขึ้น

ตาราง เงาะ

และเงาะสีทองให้ผลผลิตอายุเพียง 3 ปีเศษ และให้ผลประมาณเดือนเมษายน เร็วกว่าเงาะโรงเรียนออกประมาณเดือนมิถุนายน ลักษณะผล ลูกใหญ่ เนื้อเยอะ น้ำหนักดี ผิวหนาเมื่อใกล้สุกเข้าฤดูฝนโดนฝนจะไม่แตกง่าย และไม่ต้องช่วยผสมเกสรที่ดอกเหมือนเงาะโรงเรียน เอาชนะราคาได้ แม้ราคาจะถูกกว่าเงาะโรงเรียนเฉลี่ยแล้ว กก.ละ 5-10 บาท และถ้าทำเงาะช่อราคาแพงกว่าเงาะลูก กก.ละ 8-10 บาท”

จี้รัฐขยายตลาดส่งออก

นายธนภัทรกล่าวต่อไปว่า เงาะทุกวันนี้มีตลาดภายในประเทศ 10-15% ตลาดเวียดนาม 72% ที่เมืองฮานอย ดานัง และมีตลาดอื่น ๆ เมียนมา ลาว มาเลเซีย อย่ามองแค่ตลาดจีน การพัฒนาคุณภาพส่งเสริมตัวตกเกรดให้คุณภาพดี เพื่อส่งออกเพิ่มมูลค่า ถ้าบริหารจัดการดี ๆ ให้ตรงกับความต้องการของตลาดจะได้มูลค่าเพิ่มขึ้นตันละ 5,000 บาท

เวียดนามนิยมซื้อเงาะสุกสีแดงไหว้พระ ไหว้บรรพบุรุษ และเทศกาลต่าง ๆ เช่น วันชาติต้นเดือนเมษายน มีการเฉลิมฉลอง 5 วัน หรือวันพระทุก ๆ 15 วัน การส่งของไปต้องไปถึงล่วงหน้าก่อน 3 วัน ตอนนี้เกษตรกรไม่มีปัญหาแรงงานเก็บเกี่ยว สหกรณ์จะมีทีมหัวรถ มีแรงงานเก็บ 30-40 คน เข้าไปเก็บในสวน โดยเจ้าของสวนจ่ายค่าแรงงาน กก.ละ 3 บาท ทำให้เก็บได้รวดเร็ว ปิดเที่ยวรถขนส่งได้ทัน เกษตรกรเจ้าของสวนเงาะขนาด 80 ไร่ จับเงินล้านได้

“สหกรณ์รับซื้อผลผลิตจากสมาชิก กลุ่มแปลงใหญ่ และเกษตรกรทั่วไปส่งตลาดทั้งภายใน โมเดิร์นเทรดที่ทำ CSR และต่างประเทศ ตั้งแต่ปี 2551 ที่ตั้งสหกรณ์และได้รับความเชื่อถือคุณภาพและเติบโตมาเรื่อย ๆ ตลาดเวียดนามเป็นตลาดใหญ่สุด การทำตลาดเงาะในเวียดนาม ต้องดูความต้องการของตลาดล่วงหน้าเป็น 10-20 วัน

เพื่อให้การขนส่งไปถึงตลาดปลายทางตรงช่วงที่ตลาดต้องการ วันพระ เทศกาลต่าง ๆ เช่น วันชาติ จะทำให้ได้ราคาสูง และข้อดีของเงาะบริหารจัดการแขวนไว้บนต้นได้นาน 10-20 วัน ปีหนึ่ง ๆ ภาคตะวันออกจะมีเงาะส่งออกประมาณเกือบ 100,000 ตัน ถ้าอนาคตภาครัฐช่วยสนับสนุนในการขยายตลาดส่งออกจะได้ราคาเพิ่มสูงขึ้น”

ดันปลูกเงาะเป็น “พืชค้ำยัน”

นายวุฒิพงศ์ รัตนมณฑ์ ประธานสหกรณ์การเกษตรเพื่อการแปรรูปและส่งออกจังหวัดตราด จำกัด จ.ตราด และเจ้าของสวนเงาะแปลงใหญ่ขนาด 100 ไร่ อ.เขาสมิง จ.ตราด เปิดเผย “ประชาชาติธุรกิจ” ว่า ทำสวนเงาะมาตั้งแต่รุ่นพ่อแม่กว่า 50 ปี แม้ว่าจะมีสวนทุเรียน มังคุด ในปัจจุบันยังปลูกเงาะผสมผสานอยู่ในแปลงทุเรียน เห็นว่าเงาะเป็นพืชที่ไม่ทำให้ขาดทุน

แต่ราคาไม่ได้หวือหวาเป็นเนื้อเป็นหนังอย่างทุเรียน มังคุด ปัจจุบันเงาะผลสดส่งไปตลาดเวียดนาม 70-80% จีนเพียง 0.1% ตลาดภายในประเทศ 20% ตลาดเวียดนามชอบเงาะผิวสีแดง สีมงคลใช้ไหว้เจ้าเป็นหลัก การทำตลาดต้องส่งไปล่วงหน้า 2-3 วัน ซึ่งตอนนี้มีการบริหารจัดการแรงงานเก็บเกี่ยวได้ทัน ที่ผ่านมาช่วงแรก ๆ มีปัญหาอยู่บ้างที่เงาะเป็นสีแดง แต่เนื้อข้างในยังไม่ได้

ปีนี้เงาะเปิดตลาดราคา กก.ละ 50 บาท เป็นราคาที่สูงมาก แต่ตลาดเวียดนามไปได้กลาง ๆ ตลาดไม่แน่นอน แม้ว่าจะเป็นตลาดหลัก ถ้าดูตัวอย่าง ลำไย มะม่วง ที่ส่งไปบางครั้งราคาแรง กก.ละ 40-50 บาท และบางครั้งเหลือ 10 บาท หรือไม่รับซื้อ เกษตรกรควรปลูกเงาะไว้เป็นพืชค้ำยัน เพราะทุเรียนมีโอกาสเป็นโรคตาย และใช้ต้นทุนสูงมาก

แต่เงาะเป็นพืชที่แข็งแรง 80-90% ไม่เป็นโรคตายยกแปลง และต้นทุนไม่สูง ราคาขาย กก.ละ 20 บาท ชาวสวนอยู่ได้ เพราะต้นทุนอยู่ไม่เกิน กก.ละ 8-9 บาท จริง ๆ แล้วเงาะ จ.ตราด น่าจะปลูกมากที่สุด หรือมากที่สุดในประเทศไทยเวลานี้ ควรให้ความรู้กับเกษตรกรให้ปลูกเป็นพืชค้ำยัน และภาครัฐควรสนับสนุนเอกชนในการทำตลาด

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...