โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

รัฐบาลทำผิดกฎหมายวินัยการเงินการคลังของรัฐ (2)/บทความพิเศษ สมชัย ศรีสุทธิยากร

มติชนสุดสัปดาห์

อัพเดต 26 ก.ค. 2565 เวลา 02.12 น. • เผยแพร่ 27 ก.ค. 2565 เวลา 04.00 น.

บทความพิเศษ

สมชัย ศรีสุทธิยากร

ศูนย์วิจัยการเมืองและการพัฒนา มหาวิทยาลัยรังสิต

รัฐบาลทำผิดกฎหมายวินัยการเงินการคลังของรัฐ (2)

การทำผิดพระราชบัญญัติวินัยการเงินการคลังของรัฐ เป็นเรื่องที่มีความรุนแรง ในกรณีที่ผู้กระทำความผิดเป็นคณะรัฐมนตรีเสียเอง ย่อมสามารถใช้เป็นประเด็นอภิปรายไม่ไว้วางใจและส่งเรื่องไปยังคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติให้ไต่สวนในข้อหา “ผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองจงใจปฏิบัติหน้าที่หรือใช้อำนาจขัดต่อบทบัญญัติแห่งรัฐธรรมนูญหรือกฎหมาย” ตามมาตรา 234 ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2560 ได้

พระราชบัญญัติงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ.2565 ผ่านการพิจารณาจากสภาผู้แทนราษฎร วุฒิสภา และประกาศในราชกิจจานุเบกษาเมื่อวันที่ 20 กันยายน พ.ศ.2564 เพื่อใช้เป็นงบประมาณของแผ่นดิน ตั้งแต่ 1 ตุลาคม พ.ศ.2564 ถึง 30 กันยายน พ.ศ.2565

ในพระราชบัญญัติงบประมาณฉบับดังกล่าว ที่มี พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี เป็นผู้รับสนองพระบรมราชโองการ มีหลักฐานที่ระบุชัดว่า รัฐบาลชุดนี้กระทำผิดกฎหมายวินัยการเงินการคลังของรัฐอยู่ 2 จุด ที่เป็นปัญหาร้ายแรง คือ ประการแรก เป็นการตั้งงบประมาณโดยมีรายจ่ายเพื่อการลงทุน ต่ำกว่าร้อยละ 20 และ ประการที่สอง มียอดเงินกู้สูงกว่ายอดงบฯ ลงทุน

สัดส่วนงบฯ ลงทุนต่องบประมาณ

ต่ำกว่าร้อยละ 20 เป็นความผิดของใคร

คําอธิบายของ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา คือ ณ วันที่เสนองบประมาณเข้าสภา ตัวเลขสัดส่วนงบลงทุนนั้นมากกว่าร้อยละ 20 แต่เมื่อผ่านการพิจารณาของสภาแล้วตัวเลขดังกล่าวได้ลดลงน้อยกว่า 20 จึงไม่ใช่ความผิดของรัฐบาล

เมื่อพิจารณาข้อเท็จจริงพบว่า ในวันที่รัฐบาลนำพระราชบัญญัติงบประมาณรายจ่ายประจำปี พ.ศ.2565 เสนอต่อสภาผู้แทนราษฎร เมื่อวันที่ 30 พฤษภาคม 2564 สัดส่วนของงบลงทุนต่องบประมาณ คือร้อยละ 20.14 เกินกว่าร้อยละ 20 โดยมียอดของงบลงทุนอยู่ที่ 624,399.9 ล้านบาท

แต่เมื่อผ่านการพิจารณาจากสภา ยอดงบฯ ลงทุนลดลงเหลือเพียง 611,933.4 ล้านบาท หรือหายไป 12,466.5 ล้านบาท

ทำให้สัดส่วนลงเหลือเพียงร้อยละ 19.74 ซึ่งเป็นการผิดวินัยการเงินการคลังภาครัฐ

คำอธิบายในเรื่องดังกล่าวคือ เมื่อ พ.ร.บ.งบประมาณอยู่ในขั้นการพิจารณาวาระที่สอง มีการตั้งคณะกรรมการวิสามัญพิจารณาร่างพระราชบัญญัติงบประมาณรายจ่ายประจำปี กรรมาธิการได้มีการตัดรายการงบฯ ลงทุนที่ไม่จำเป็นออกตามหน้าที่ของกรรมาธิการซึ่งเป็นปกติของการพิจารณางบประมาณในวาระที่สอง

แต่เมื่อตัดงบฯ ลงทุนที่ไม่เหมาะสมออกไป แทนที่รัฐบาลจะแปรญัตติรายการงบฯ ลงทุนเข้ามาเพิ่มเพื่อให้ได้สัดส่วนงบลงทุนร้อยละ 20 กลับนำไปไว้ในงบฯ กลาง ร่วมกับรายการงบฯ ดำเนินการอื่นๆ ที่ถูกตัด ในรายการที่ชื่อใหม่ว่า “ค่าใช้จ่ายในการบรรเทาแก้ไขปัญหา และเยียวยาผู้ที่ได้รับผลกระทบจากการระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 เป็นเงิน 16,362 ล้านบาท

เงินจำนวนดังกล่าว ถือเป็นงบฯ ดำเนินงาน ไม่ใช่งบฯ ลงทุน

การที่รัฐบาลจะกล่าวอ้างว่า สภาเป็นฝ่ายตัดนั้นอ้างไม่ได้ เพราะสภามีหน้าที่ตัด ส่วนรัฐบาลต้องมีหน้าที่เป็นฝ่ายเติมเพื่อคงสัดส่วนงบฯ ลงทุนให้ได้ร้อยละ 20 เท่าเดิม จะมาอ้างว่าสภาตัด เป็นความผิดของสภาคงไม่ได้

ยิ่งชื่อบุคคลที่ทูลเกล้าฯ เสนอร่างพระราชบัญญัติงบประมาณฯ และผู้รับสนองพระบรมราชโองการ คือ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี จึงเป็นหน้าที่ที่ต้องตรวจสอบความถูกต้องทั้งหมดก่อนนำร่างขึ้นทูลเกล้าฯ ไม่สามารถปฏิเสธความรับผิดชอบได้

การชี้แจงข้อมูลที่เป็นเท็จ

กรณียอดเงินกู้มากกว่างบลงทุน

ยอดเงินกู้เพื่อชดเชยการขาดดุลของปีงบประมาณ 2565 คือ 700,000 ล้านบาท โดยมียอดรายจ่ายเพื่อการลงทุนเพียง 611,933.4 ล้านบาท เป็นยอดที่สูงกว่าถึง 88,066,6 ล้านบาท เป็นการผิดวินัยการเงินการคลังนับแต่วันที่นำเสนองบต่อสภา แต่ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีได้อ้างต่อสภาผู้แทนราษฎรว่ายังมียอดรายจ่ายเพื่อการลงทุน จากโครงการร่วมลงทุนระหว่างรัฐและเอกชน (PPP : Public-Private-Partnership) มาชดเชย

แต่เมื่อตรวจสอบแผนการจัดทำโครงการร่วมลงทุน พ.ศ.2563-2570 (ปรับปรุงล่าสุดเมื่อเดือนมีนาคม พ.ศ.2565) ของสำนักงานนโยบายรัฐวิสาหกิจกระทรวงการคลัง กลับพบรายการร่วมลงทุนของปี พ.ศ.2567-2570 ที่ลงนามแล้วเสร็จเพียง 2 โครงการ โดยลงนามในสัญญาเมื่อวันที่ 29 กันยายน พ.ศ.2564 เป็นมูลค่าการลงทุนรวมกันเพียง 11,260 ล้านบาทเท่านั้น

ยอดเงินกู้ที่กู้มาเพื่อชดเชยการขาดดุล จึงมิได้นำมาใช้ในการลงทุนตามราคาคุย เพราะแม้จะหักลบจากเงินลงทุนร่วมภาครัฐและเอกชน ก็ยังเกินกว่างบฯ ลงทุนกว่า 76,000 ล้านบาท

ทำผิดวินัยการเงินการคลังภาครัฐแล้วอย่างไรต่อ

แม้ในพระราชบัญญัติวินัยการเงินการคลังของรัฐ พ.ศ.2561 จะไม่มีบทบัญญัติในเรื่องบทลงโทษ แต่ในรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2560 ในมาตรา 62 วรรคแรก เขียนไว้ชัดเจนว่า “รัฐต้องรักษาวินัยการเงินการคลังอย่างเคร่งครัดเพื่อให้ฐานะทางการเงินการคลังของรัฐมีเสถียรภาพและมั่นคงอย่างยั่งยืนตามกฎหมายว่าด้วยวินัยการเงินการคลังของรัฐ และจัดระบบภาษีให้เกิดความเป็นธรรมแก่สังคม”

และในมาตรา 6 ของพระราชบัญญัติวินัยการเงินการคลังของรัฐ ยังเขียนไว้อย่างชัดเจนว่า “รัฐต้องดําเนินนโยบายการคลัง การจัดทํางบประมาณ การจัดหารายได้ การใช้จ่าย การบริหารการเงินการคลัง และการก่อหนี้ อย่างมีประสิทธิภาพ โปร่งใสและตรวจสอบได้ ทั้งนี้ ตามหลักการรักษาเสถียรภาพและการพัฒนาทางเศรษฐกิจอย่างยั่งยืน และหลักความเป็นธรรมในสังคมและต้องรักษาวินัยการเงินการคลังตามที่บัญญัติในพระราชบัญญัตินี้และตามกฎหมายอื่นที่เกี่ยวข้องอย่างเคร่งครัด”

หลักฐานโจ่งแจ้งขนาดนี้ ไม่เรียกว่าผิดทั้งรัฐธรรมนูญและทั้งผิดกฎหมายวินัยการเงินการคลัง ก็ไม่รู้จะเรียกว่าอะไรแล้ว

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...