โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

จุดประสงค์การขุด "คลอง" ในประวัติศาสตร์ไทย ที่แปรเปลี่ยนไปตามยุคสมัย อย่างไร?

ศิลปวัฒนธรรม

อัพเดต 07 ม.ค. 2566 เวลา 02.51 น. • เผยแพร่ 07 ม.ค. 2566 เวลา 02.50 น.
โกดังสินค้าริมคลองบางหลวง (ภาพจาก หนังสือ แม่น้ำลำคลอง สำนักพิมพ์มติชน, 2555)

ในบทความเรื่อง คลองกับระบบเศรษฐกิจของไทย พ.ศ. 2367-2453 ของ กิตติ ตันไทย ได้อธิบายถึงการขุดคลองในเมืองไทยในอดีตว่ามีวัตถุประสงค์แท้จริงเพื่ออะไร รวมทั้งอธิบายถึงเมื่อขุดคลองแล้วผลประโยชน์ที่แท้จริงเกิดขึ้นกับผู้ขุดคลองหรือราษฎรในท้องถิ่นนั้นๆ หรือไม่อย่างไร

นอกจากนี้ บทความได้พาไปทำความเข้าใจเกี่ยวระบบกรรมสิทธิ์ในปัจจัยการผลิตที่เกิดขึ้นจากคลอง รวมทั้งเข้าใจถึงการขยายตัวของผลผลิตที่เกิดขึ้นจากการขุดคลองด้วย ซึ่งบทความดังกล่าวนี้ได้ตอบโต้ “ทฤษฎีสังคมพลังน้ำ” (hydraulic society) ของ วิตโฟเกล (wittfogel) ที่อธิบายว่าสังคมของเอเชียเป็นสังคมพลังน้ำ โดยที่ราษฎรเพาะปลูกโดยอาศัยการชลประทานเป็นสำคัญ แต่ กิตติ ตันไทย มองว่าไม่รัดกุมมากพอ เพราะละเลยหลักฐานทางประวัติศาสตร์จึงได้อธิบายความสำคัญของคลองของแต่ยุคสมัยในประวัติศาสตร์ดังนี้

คลองขุดสมัยอยุธยาและต้นรัตนโกสินทร์ พบว่ามีจุดมุ่งหมายเพื่อการคมนาคม อาจจะมีการขุดคลองเพื่อยุทธศาสตร์บ้างตามสถานการณ์ความจำเป็น ส่วนการขุดคลองเพื่อเพาะปลูกมีแค่วงแคบๆ ซึ่งพบว่าคลองในสมัยอยุธยาและต้นรัตนโกสินทร์แบ่งออกเป็น 3 ลักษณะ คือ “คลองภายในเมือง”, “คลองลัด” และ “คลองเชื่อม” โดยที่ คลองภายในเมือง ขุดขึ้นเพื่อป้องกันข้าศึกรุกรานโดยเป็นแนวกันทางธรรมชาติที่ช่วยป้องกันข้าศึก อย่างเช่น การขุด “คลองขื่อหน้า” ในสมัยอยุธยาเพื่อให้มีแม่น้ำล้อมรอบตัวเมืองทุกด้าน เป็นต้น หรือ สมัยพระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลก ทรงให้ขุดคลองหลอด เพื่อป้องกันข้าศึก แต่ในขณะเดียวกันก็เพื่อการคมนาคมสะดวกมากยิ่งขึ้น

คลองลัด มีจุดประสงค์ในการขุดเพื่อย่นระยะทางคมนาคมให้สั้นลง เพื่อที่ให้ราษฎรไปมาได้สะดวกรวดเร็วในการประกอบอาชีพ อย่างเช่น คลองบางกอกใหญ่ (พ.ศ. 2065) เป็นต้น

คลองเชื่อมแม่น้ำ เป็นการขุดเพื่อการคมนาคมมากกว่าเพราะปลูก เพราะรัฐบาลห้ามขายข้าวออกนอกประเทศ ทำให้รัฐบาลและชาวนาขาดแรงกระตุ้นในการเพิ่มผลผลิตข้าว อย่างเช่น คลองสุนัขหอน คลองบางขุนเทียน เป็นต้น

คลองขุดสมัยรัชกาลที่ 4 กล่าวโดยทั่วไปแล้ว คลองขุดสมัยนี้ส่วนใหญ่ขุดเพื่อการคมนาคมและการค้าขายเป็นสำคัญ เห็นได้ชัดหลังจากที่ไทยทำสัญญาบาวริ่ง ส่งผลให้ภาวะเศรษฐกิจบ้านเมืองมีความเจริญรุ่งเรืองขึ้นมาก โดยเฉพาะการค้าอ้อยและน้ำตาล อย่างเช่น การขุดคลองภาษีเจริญ (พ.ศ. 2410) เพื่อเชื่อมแม่น้ำเจ้าพระยา แม่น้ำท่าจีน และแม่น้ำแม่กลองเข้าด้วยกัน ทำให้การคมนาคมระหว่างกรุงเทพฯ กับราชบุรี และสมุทรสาครสะดวกยิ่งขึ้น ทั้งยังเกื้อหนุนการขนส่งอ้อยและน้ำตาลอีกด้วย

คลองขุดสมัยรัชกาลที่ 5 กล่าวโดยทั่วไปแล้วจะเห็นได้ว่า เป็นการขุดคลองเพื่อคมนาคมและขยายพื้นที่เพาะปลูกมากกว่าชลประทาน กล่าวคือ เมื่อภาวะการค้าน้ำตาลเสื่อมลงในปลายปี 2410 และข้าวเริ่มมามีบทบาทกลายเป็นสินค้าที่ทำรายได้หลักให้แก่ประเทศ ภาวะดังกล่าวทำให้แนวคิดในการขุดคลองเพื่อการคมนาคมและการเกษตรควบคู่กันไป ซึ่งคลองในสมัยรัชกาลที่ 5 อาจแบ่งได้เป็น 3 ประเภท คือ “คลองที่รัฐบาลขุด”, “คลองที่บริษัทคลองคูนาสยามขุด” และ “คลองที่เอกชนขุด”

คลองที่รัฐบาลขุด มีการขุดคลองถึง 8 คลอง เช่น คลองเปรมประชากร (พ.ศ. 2421) ขุดเพื่อย่นระยะคมนาคมระหว่างอยุธยากับกรุงเทพฯ และขยายพื้นที่การเพาะปลูกพร้อมกันด้วย รวมทั้งสมัยนี้ได้มีพระราชบัญญัติประกาศขุดคลอง พ.ศ. 2420 ที่กำหนดว่า ราษฎรที่ต้องการทำนาจะต้องช่วยขุดคลองหรือใช้แรงงาน พร้อมทั้งรัฐบาลจะงดเว้นค่านาและค่าสมพัตสร 3 ปี ทำให้การขุดคลองเพื่อการเพาะปลูกมีมากยิ่งขึ้น อย่างเช่น คลองประเวศบุรีรมย์ คลองทวีวัฒนา เป็นต้น

คลองที่บริษัทคลองคูนาสยามขุด จากภาวะการค้าและราคาข้าวที่ขยายตัวอย่างรวดเร็ว ทำให้ราษฎรต้องการที่ดินปลูกข้าวมากขึ้น ที่ดินริมคลองจึงมีราคาตามไปด้วย สภาวะเช่นนี้กระตุ้นให้เอกชนกระตือรือร้นที่จะขุดคลองขายที่ดินเพิ่มขึ้น ด้วยเหตุนี้ พระองค์เจ้าสายสนิทวงศ์ได้ร่วมกับนายโยกิม แกรซี่ พระนานพิธภาษี และนายยม ตั้งบริษัทขุดคลองและคูนาสยามขึ้น เพื่อทำการขุดคลอง เช่น คลองรังสิตประยูรศักดิ์ เป็นต้น

คลองที่เอกชนขุด ขุดเพื่อต้องการกรรมสิทธิ์ที่ดินสองฝั่งคลอง เพราะมีกำไรมาก เช่น คลองพระยาบรรฦา คลองบางพลีใหญ่ เป็นต้น

จากที่กล่าวมาข้างต้นจะเห็นได้ว่าบทความชิ้นนี้ต้องการที่จะอธิบายถึงจุดเปลี่ยนที่สำคัญของการขุดคลอง จากแต่เดิมขุดคลองเพื่อการคมนาคมเป็นหลัก สู่การขุดคลองเพื่อขยายพื้นที่เพาะปลูก โดยบทความนี้ได้อธิบายว่า สัญญาบาวริ่ง ที่ทำกับอังกฤษใน พ.ศ. 2398 เป็นจุดเปลี่ยนสำคัญ เพราะภาวะการค้าข้าวเริ่มขยายตัวอย่างรวดเร็ว รัฐบาลจึงเร่งเพิ่มปริมาณผลิตข้าว เห็นได้ชัดจากการที่รัฐบาลส่งเสริมให้มีการขุดคลองเพื่อบุกเบิกที่นา ซึ่งดำเนินการอย่างกว้างขวางทั้งภาครัฐและเอกชน

นโยบายการขุดคลองเพื่อวัตถุประสงค์ใหม่ขยายตัวอย่างต่อเนื่องมาในสมัยรัชกาลที่ 5 ปรากฏว่ามีการขุดคลองถึง 15 คลอง (พ.ศ. 2413-2447) ผนวกกับนโยบายเลิกทาสและเลิกไพร่ ทำให้พวกไพร่มีอิสระและเป็นกำลังสำคัญในการผลิตข้าว สะท้อนให้เห็นว่าการขุดคลองในช่วงนี้ประสบความสำเร็จเพื่อวัตถุประสงค์ใหม่ คือ ขุดคลองเพื่อเพิ่มผลผลิตข้าว

ประเด็นต่อมาที่จะตอบปัญหาตั้งแต่บทความได้ถามไว้ข้างต้น คือ เมื่อขุดแล้วผลประโยชน์ที่แท้จริงเกิดขึ้นกับผู้ขุดคลองหรือราษฎรในท้องถิ่นนั้นๆ บทความชิ้นนี้ได้อธิบายว่าผลของการขุดคลองได้ขยายพื้นที่เพาะปลูกเพิ่มขึ้นอย่างมากมาย โดยการถือครองที่ดินมี 2 กรณี คือ การถือที่ดินโดยการได้รับพระราชทาน จะมอบแก่พวกพระราชโอรส พระราชธิดา เป็นต้น และการถือครองที่ดินโดยการจับจอง โดยการจับจองครองที่ดินริมฝั่งคลอง ราษฎรจะต้องออกเงินช่วยเสียค่าขุด

ซึ่งคนที่ได้ผลประโยชน์มากสุดคือ เจ้านาย ขุนนาง และผู้มีทรัพย์ เพราะมีฐานะดีและมีทุนทรัพย์ ประกอบกับระเบียบวิธีการจับจองที่เอื้ออำนวยให้กับคนกลุ่มนี้มากกว่าราษฎรทั่วไป ส่วนชาวนาที่ไม่มีทุนทรัพย์ต้องเช่าที่นาของผู้มีบรรดาศักดิ์และผู้มีทรัพย์เพื่อเลี้ยงชีพ นอกจากนี้ชาวนายังต้องเสียค่านาเองอีกด้วย นับว่าเจ้าของนาเหล่านี้ “ทำนาบนหลังคน” อยู่อย่างสุขสบายภายใต้การขูดรีดชาวนา

กล่าวโดยสรุปคือ การขุดคลองตั้งแต่สมัยอยุธยา จนถึงสมัยรัชกาลที่ 3 นั้น ส่วนใหญ่ขุดขึ้นเพื่อการคมนาคม หรืออาจจะใช้เพื่อการยุทธศาสตร์ป้องกันข้าศึกเป็นสำคัญ แต่เมื่อถึงช่วงรัชกาลที่ 4 เริ่มมีนโยบายเปลี่ยนแปลงวัตถุประสงค์ในขุดคลองแต่ก็ยังไม่เปลี่ยนแปลงมากนัก แต่ผลของสนธิสัญญาบาวริ่ง เกี่ยวกับการค้าข้าว ได้ส่งผลกระทบมายังรัชสมัยต่อมา คือ รัชกาลที่ 5 ที่เปลี่ยนนโยบายการขุดคลองเพื่อการคมนาคมอย่างเดียว มาเป็นการขุดเพื่อคมนาคมและขยายพื้นที่การเพาะปลูกควบคู่กันไป

แม้ “ทฤษฎีสังคมพลังน้ำ” (hydraulic society) ของ วิตโฟเกล (wittfogel) ที่อธิบายว่าสังคมไทยขุดคลองเพื่อเพาะปลูกเป็นสำคัญ แต่จากบทความนี้ได้ตอบคำถามอย่างชัดเจน ที่พบว่ามีข้อขัดแย้งกับข้อเท็จจริงทางประวัติศาสตร์ เนื่องจากการขุดคลองในประวัติศาสตร์ไทยไม่ใช่การขุดคลองเพื่อการชลประทานอย่างเดียวตาม “ทฤษฎีสังคมพลังน้ำ” (hydraulic society)

อ้างอิง :

กิตติ ตันไทย. (2527). คลองกับระบบเศรษฐกิจของไทย พ.ศ. 2367-2453. ในหนังสือ ประวัติศาสตร์เศรษฐกิจไทยจนถึง พ.ศ. 2484. กรุงเทพฯ : สำนักพิมพ์มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์

เผยแพร่ในระบบออนไลน์ครั้งแรกเมื่อ 6 กรกฎาคม 2565

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...