โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

เช็กให้ดี! ปวดท้อง ท้องอืด ปวดท้องใต้ลิ้นปี่ สัญญาณเตือน นิ่วในถุงน้ำดี

BRIGHTTV.CO.TH

อัพเดต 20 มี.ค. 2566 เวลา 16.13 น. • เผยแพร่ 20 มี.ค. 2566 เวลา 09.13 น. • Bright Today

เช็กให้ดี! ปวดท้อง ท้องอืด ปวดท้องใต้ลิ้นปี่ สัญญาณเสี่ยงเตือนโรค “นิ่วในถุงน้ำดี” ถามหา อาการอื่นๆ เพิ่มเติมมีอะไรบ้างมาดู

นิ่วที่ในถุงน้ำดี เกิดจากการตกผลึกของหินปูน (แคลเซียม) คอเลสเตอรอล และบิลิรูบิน ที่มีอยู่ในน้ำดี ส่วนสาเหตุที่ทำให้เกิดการตกผลึกของสารเหล่านี้ เชื่อว่าเกิดจากการติดเชื้อของทางเดินน้ำดี และความไม่สมดุลของส่วนประกอบคอเลสเตอรอลและบิลิรูบินในน้ำดี การตกผลึกของสารเหล่านี้อาจทำให้เกิดเป็นก้อนนิ่วเพียงก้อนเดียว หรือก้อนเล็กๆ หลายๆ ก้อน

woman-standing-with-stomach-ache-presses-her-hand-her-stomach-1

ใครบ้างที่เสี่ยง “โรคนิ่วในถุงน้ำดี”

  • ผู้ที่มีอายุมากกว่า 40 ปีขึ้นไป
  • พบในเพศหญิงมากกว่าเพศชาย 1-2 เท่า
  • ผู้หญิงที่มีบุตรแล้ว
  • ผู้ที่มีระดับคลอเรสเตอรอลสูง
  • ผู้ที่เป็นเบาหวาน, ธาลัสซีเมีย, โลหิตจาง

ปัจจัยเสี่ยงที่ทำให้เกิดนิ่ว

  • ความอ้วน คนอ้วนจะเกิดนิ่วที่มีคอเลสเตอรอล เนื่องจากการบีบตัวของถุงน้ำดีลดลง
  • การได้ฮอร์โมนเอสโตรเจนจากการรับประทานหรือตั้งครรภ์ ทำให้ระดับคอเลสเตอรอลในน้ำดีสูง
  • การได้ยาลดไขมันบางชนิด ทำให้คอเลสเตอรอลในน้ำดี
  • ผู้ป่วยโรคเบาหวานที่มีระดับไขมันชนิดไตรกลีเซอไรด์ในเลือดสูงมากๆ
  • การลดน้ำหนักอย่างรวดเร็ว ทำให้ร่างกายละลายไขมันมากไป

อาการ “นิ่วในถุงน้ำดี”

  • ท้องอืด
  • แน่นท้อง อาหารไม่ย่อยหลังทานอาหารไขมันสูง เป็นๆ หายๆ เรื้อรัง
  • ปวดใต้ลิ้นปี่/ชายโครงด้านขวา
  • ปวดร้าวที่ไหล่/หลังขวา
  • คลื่นไส้อาเจียน มีไข้หนาวสั่น
  • ดีซ่าน/ตัว-ตาเหลือง

วิธีการรักษา

วิธีการรักษา “นิ่วในถุงน้ำดี” ที่ดีในปัจจุบัน คือ การผ่าตัดโดยใช้กล้องส่องผ่านทางช่องท้อง เป็นการผ่าตัดแบบโดยการเจาะรูเล็กๆ ที่หน้าท้อง ถ้าผู้ป่วยไม่มีถุงน้ำดีอักเสบเฉียบพลัน การผ่าตัดโดยใช้กล้องส่องผ่านทางช่องท้องสามารถทำได้สำเร็จถึงร้อยละ 95

วิธีการป้องกันโรคนิ่วในถุงน้ำดี

  • รับประทานอาหารให้ครบ 5 หมู่ หลีกเลี่ยงการรับประทานอาหารที่มีไขมันสูง
  • ควบคุมน้ำหนัก และระดับน้ำตาลในเลือด และระดับคอเลสเตอรอล
  • ออกกำลังกายเป็นประจำ อย่างน้อยอาทิตย์ละ 2-3 ครั้งเป็นอย่างน้อย ครั้งละ 20-30 นาที

แหล่งที่มา โรงพยาบาลนนทเวช

ติดตามข่าวสาร Bright Today ช่องทางอื่นๆ

Website : BRIGHT TODAY
Facebook : BRIGHT TV
Line Today : BRIGHT TODAY

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...