โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

10 อาการเด่นแม่ท้องในเดือนแรก และประโยชน์ของโฟลิกต่อลูกในครรภ์

GedGoodLife

อัพเดต 02 พ.ค. 2566 เวลา 20.30 น. • เผยแพร่ 01 พ.ค. 2566 เวลา 04.54 น. • GED good life ชีวิตดีดี

หากคุณแม่กำลังตั้งครรภ์อยู่ในช่วงเดือนแรก หรือ 4 สัปดาห์แรก ลูกน้อยในครรภ์จะมีรูปร่างเล็กมาก (ไม่เกิน 1 มิลลิเมตร หรือไม่ใหญ่กว่าเมล็ดงาดำ) ซึ่งตัวคุณแม่เองอาจไม่ทันสังเกตว่ากำลังมีน้องแล้ว เพราะขนาดท้องยังดูเหมือนคนปกติอยู่นั่นเอง ดังนั้นเรามาดูกันดีกว่าว่า “10 อาการเด่นแม่ท้องในเดือนแรก” มีอะไรบ้าง และประโยชน์ของโฟลิกต่อลูกในครรภ์ที่แพทย์แนะนำให้คุณแม่มือใหม่ต้องกิน

แม่มือใหม่ต้องรู้! 10 อาการเด่นแม่ท้องในเดือนแรก

1. เลือดล้างหน้าเด็ก

สัญญาณแรกของการตั้งครรภ์ ก็คือ การมีเลือดออกมาจากช่องคลอดแบบกระปริบกระปรอย หรือที่เรียกกันว่า “เลือดล้างหน้าเด็ก” เป็นอาการที่เกิดขึ้นกับผู้หญิงที่เพิ่งเริ่มตั้งครรภ์ จะพบในช่วง 6-12 วันหลังจากไข่ได้รับการปฏิสนธิ ซึ่งอาจทำให้เข้าใจผิดว่าเป็นเลือดจากประจำเดือนได้ แม่ตั้งครรภ์ท้องแรก มีความเป็นไปได้ที่จะมีเลือดล้างหน้าเด็ก มากกว่าตั้งครรภ์ครั้งที่ 2 หรือ 3 ขึ้นไป เนื่องจากเคยมีการฝังตัวของตัวอ่อนมาก่อนแล้ว

เลือดล้างหน้าเด็กจะมีความคล้ายคลึงกับเลือดจากประจำเดือน ข้อสังเกตุที่แตกต่างกัน คือ เลือดล้างหน้าเด็กจะออกมาเพียงเล็กน้อย หรือเป็นแค่หยดเลือด บางคนอาจไม่รู้ตัว แต่เลือดประจำเดือนจะออกมากกว่า และเลือดล้างหน้าเด็กจะอยู่นานแค่ 1-2 วัน ขณะที่ประจำเดือนจะออกมานานเป็นเวลา 3-5 วัน

2. ประจำเดือนมาช้ากว่ากำหนด

เนื่องจากร่างกายเกิดการปฏิสนธิ หากประจำเดือนขาดหายไป หรือมีการคลาดเคลื่อนหลายวัน อาจบ่งบอกว่าคุณอาจกำลังตั้งครรภ์อยู่ อย่างไรก็ตาม การที่ประจำเดือนขาดไปอาจยังไม่สามารถชี้ขัดได้ว่าตั้งครรภ์ เพราะช่วงนั้นคุณอาจเกิดความเครียดมากไป หรือพักผ่อนไม่เพียงพอ ต้องสังเกตอาการอื่น ๆ ร่วมด้วย

อาการถัดมา ที่อาจสังเกตควบคู่กับประจำเดือนขาด สำหรับอาการคนท้องแรก ๆ นั่นคือ อาการตกขาวที่มากกว่าปกติ เนื่องจากฮอร์โมนเอสโตรเจนมีการเปลี่ยนแปลง ทำให้ช่องคลอดมีสารคัดหลั่ง และเกิดตกขาวจำนวนมาก ซึ่งลักษณะตกขาวของคนท้องอ่อนๆ จะมีสีขาวขุ่น หรือมูกใสๆ ไม่มีกลิ่น

3. ตกขาวมากผิดปกติ

อาการตกขาวที่มากกว่าปกติ คืออาการที่ควรสังเกตควบคู่ไปกับประจำเดือนขาด เนื่องจากฮอร์โมนเอสโตรเจนมีการเปลี่ยนแปลง ทำให้ช่องคลอดมีสารคัดหลั่ง และเกิดตกขาวจำนวนมาก โดยลักษณะตกขาวที่พบได้ปกติในคนท้องมักจะเป็น มูกใส หรือสีขาวขุ่น แต่จะไม่มีกลิ่น ไม่ทำให้เกิดอาการ แสบ คันช่องคลอด

4. มีอาการคัดเต้านม และเต้านมขยายใหญ่ขึ้น

อาการที่ตามมาติด ๆ หลังประจำเดือนขาด นั่นคือ เต้านมมีการขยายใหญ่ขึ้น อาจรู้สึกคัดตึงคล้าย ๆ ช่วงก่อนที่จะมีประจำเดือน หรือเสียวจี๊ด ๆ และหัวนมสีคล้ำขึ้น ซึ่งสันนิษฐานว่าเป็นอาการเตือนคนเริ่มท้องในช่วง 1-2 สัปดาห์แรก เพราะเกิดจากฮอร์โมนโปรเจสเตอโรน และเอสโตรเจนสูงขึ้น เพื่อเตรียมพร้อมผลิตน้ำนมสำหรับทารก เต้านมจึงเปราะบาง ไวต่อการสัมผัสได้ง่าย และอาการจะค่อย ๆ มากขึ้นตามอายุครรภ์ แต่จะค่อย ๆ หายไปเอง

5. อาการคลื่นไส้ หรืออาการแพ้ท้อง

อาการคลื่นไส้ คืออีกอาการยอดฮิตที่แม่ท้องระยะแรกมักเจอกัน เป็นหนึ่งในอาการแพ้ท้องที่พบบ่อยร้อยละ 50 อาการนี้มักเกิดขึ้นภายใน 1 เดือนหลังจากเริ่มมีการตั้งครรภ์ แต่ในบางรายก็อาจไม่มีอาการดังกล่าว หากมีอาการแพ้ท้องตลอดทั้งวันหรือมีอาการรุนแรงกว่าปกติ ควรไปพบแพทย์

6. ปัสสาวะบ่อยกว่าปกติ

ภาวะปัสสาวะบ่อยมักเกิดขึ้นในช่วงไตรมาสแรก และไตรมาสที่สามมากกว่าไตรมาสที่สองที่มดลูกเคลื่อนตัวสูงขึ้น สาเหตุที่ทำให้ปัสสาวะบ่อย ก็เพราะว่าทารกกินพื้นที่ในท้อง และเบียดทับกระเพาะปัสสาวะ แพทย์อาจแนะนําให้ออกกําลังกายกล้ามเนื้อบริเวณอุ้งเชิงกราน เพื่อป้องกันภาวะกลั้นปัสสาวะไม่อยู่

7. ตัวบวม ท้องอืด

อาการเท้าบวมที่เกิดขึ้นในช่วงไตรมาสแรก เกิดจากระดับฮอร์โมนโปรเจสเตอโรนที่เพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว ทำให้ฮอร์โมนชะลอการย่อยอาหาร และส่งผลให้มีอาการท้องอืดร่วมด้วย

8. หงุดหงิดง่าย อารมณ์แปรปรวน

ใครที่อยู่ใกล้ชิดคุณแม่ตั้งครรภ์ช่วงนี้อาจต้องพยายามเข้าใจคุณแม่นิดนึง เพราะ ช่วงนี้คุณแม่จะมีอารมณ์แปรปรวน หงุดหงิดได้ง่ายกว่าก่อนตั้งครรภ์ เนื่องจากฮอร์โมนภายในร่างกายคุณแม่ที่ปรับระดับขึ้น ๆ ลง ๆ ซึ่งจะดีขึ้นภายหลังไตรมาสแรกแล้ว

9. อยากอาหารมากขึ้น

หากใครพอรู้จักกับเพื่อนที่เพิ่งตั้งครรภ์ใหม่ ๆ จะเห็นได้ว่า เพื่อนจะมีอาการ “เห็นอะไรก็อยากกินไปหมด” ซึ่งถือว่าเป็นเรื่องปกติของสตรีตั้งครรภ์ในช่วง 2 สัปดาห์แรก เป็นสาเหตุมาจากฮอร์โมนในร่างกายปรับตัวเพื่อให้คุณแม่มีสารอาหารสะสมเพื่อลูกมากขึ้น ในช่วงนี้จึงต้องเลือกรับประทานอาหารที่มีประโยชน์ เพื่อส่งผลต่อสุขภาพ และพัฒนาการทางสมองของลูก

10. เวียนหัว อ่อนเพลีย ปวดเมื่อยตามร่างกาย

ระดับฮอร์โมนโปรเจนเตอโรน และเอสโตรเจนจะค่อย ๆ เพิ่มสูงขึ้นหลังจากตั้งครรภ์ ทำให้ร่างกายทำงานหนักมากขึ้น และสูญเสียพลังงานได้ง่าย ส่งผลให้คุณแม่รู้สึกง่วงนอน อ่อนเพลีย และเหนื่อยล้า รวมถึงมีอาการวิงเวียนศีรษะหน้ามืด ซึ่งก็เป็นสิ่งที่ควรระมัดระวัง โดยอาการอ่อนเพลียอาจพบได้ตั้งแต่ช่วงสัปดาห์แรก ๆ ของการตั้งครรภ์ไปจนถึงสัปดาห์ที่ 12 ของการตั้งครรภ์

เมื่อทราบว่าตั้งครรภ์ ควรเริ่มฝากตั้งแต่เดือนแรก เพื่อความปลอดภัยของลูกน้อยในครรภ์

การฝากครรภ์ คือ การดูแลหญิงตั้งครรภ์ระหว่างการตั้งครรภ์เพื่อตรวจติดตามประเมินการตั้งครรภ์ และตรวจคัดกรองความผิดปกติ ที่สามารถตรวจพบได้และให้การป้องกันรักษาตั้งแต่เริ่มตั้งครรภ์จบครบกำหนดคลอด การฝากครรภ์ที่ถูกต้อง ควรเริ่มฝากตั้งแต่เดือนแรกที่ทราบว่าตั้งครรภ์แล้ว และมาตรวจตามนัดทุกครั้ง

เมื่อฝากครรภ์ครั้งแรก จะได้รับการบริการฝากครรภ์ ดังนี้

  • ชั่งน้ำหนัก
  • วัดส่วนสูง
  • ตรวจปัสสาวะ
  • ตรวจกรองความเสี่ยงโรคธาลัสซีเมีย และเบาหวาน
  • คัดกรองความผิดปกติของหัวนม และลานหัวนม
  • ตรวจเลือด
  • การฉีดวัคซีน
  • การซักประวัติต่าง ๆ
  • การตรวจร่างกาย

กรดโฟลิก มีบทบาทสำคัญมากสำหรับแม่ตั้งครรภ์

โฟลิกมีบทบาทสำคัญในกระบวนการสร้างหลอดประสาทซึ่งจะพัฒนาไปเป็นระบบประสาท (สมองและไขสันหลัง) ซึ่งจะเกิดขึ้นในช่วง 28 วันแรกหลังจากการปฏิสนธิ และยังช่วยในการสังเคราะห์โปรตีนที่ใช้ในการสร้างโลหิต ดังนั้นการขาดโฟลิกจะก่อให้เกิดความพิการของทารกจากการสร้างหลอดประสาทไม่สมบูรณ์ได้ รวมทั้งทำให้คุณแม่เกิดภาวะซีดหรือโลหิตจางได้ด้วย

องค์การอนามัยโลก ได้เสนอแนวทางลดความเสี่ยง ความพิการแต่กำเนิดด้วยการส่งเสริมให้รับประทานอาหารที่มีโฟเลต หรือกินวิตามินโฟลิก ดังนี้

  • ควรได้รับโฟเลต 0.4 มิลลิกรัมต่อวัน จากการรับประทานอาหารที่มีโฟเลตสูง ซึ่งอยู่ในผักใบเขียว
  • สำหรับหญิงที่ตั้งครรภ์ 3 เดือนแรก ควรกินวิตามินโฟลิกขนาด 5 มิลลิกรัมต่อวัน เพื่อช่วยให้การสร้างหลอดประสาทของตัวอ่อนภายใน 28 วันแรกหลังปฎิสนธิอย่างมีประสิทธิภาพ

อ้างอิง : 1. โรงพยาบาลศิครินทร์ 2. healthsmile 3. คณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล 3. synphaet

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...