โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

2503 สงครามลับ สงครามลาว (61)/บทความพิเศษ พล.อ.บัญชร ชวาลศิลป์

มติชนสุดสัปดาห์

อัพเดต 11 ม.ค. 2565 เวลา 02.41 น. • เผยแพร่ 11 ม.ค. 2565 เวลา 02.41 น.

บทความพิเศษ

พล.อ.บัญชร ชวาลศิลป์

 

2503 สงครามลับ

สงครามลาว (61)

 

ศูนย์บัญชาการที่ล่องแจ้ง

บันทึก “สงครามลาว ยุทธภูมิล่องแจ้ง” ของชาลี คเชนทร์ “ผู้นำอากาศยาน” อธิบายลักษณะภูมิประเทศและสถานการณ์ของเมืองล่องแจ้ง เมื่อต้น พ.ศ.2514 ไว้ดังนี้

ยุทธบริเวณอันกว้างใหญ่ไพศาลแห่งนั้น พื้นที่เต็มไปด้วยป่าไม้หนาทึบบนภูเขาสูงสลับซับซ้อนต่อกันเป็นเทือกยาวสุดตา เป็นที่สังเกตว่าเหนือบริเวณทั้งหมดไม่ปรากฏที่ราบให้เห็นแม้แต่น้อย

ตัวเมืองล่องแจ้งตั้งอยู่ในแอ่งกระทะใหญ่ ถูกโอบล้อมด้วยขุนเขาน้อยใหญ่รอบด้าน เบื้องหน้าทิศเหนือเป็นสันเขาสูงเทือกยาวอันเป็นปราการขวางกั้นเมืองล่องแจ้งเรียกว่า “สกายไลน์-Skyline”

ถัดลงมาทางใต้เป็นที่ตั้ง “ภูเบี้ย” มีความสูง 2,820 ฟุต นับว่าเป็นยอดเขาที่สูงที่สุดในลาว ประชาชนส่วนใหญ่เป็นชาวภูเขา ประกอบด้วยแม้ว เย้า อีก้อ และมูเซอ อาชีพดั้งเดิมของคนภูเขาเหล่านั้นคงหนีไม่พ้นการทำไร่ปลูกฝิ่นและกัญชา

ในหมู่ของชาวม้ง พวกเขารู้สึกว่าตนเองเกิดมามีเคราะห์กรรมเหมือนถูกพระเจ้าสาป ไม่มีพื้นดินและถิ่นฐานพำนักอาศัยเป็นของตนเอง ต้องเร่ร่อนอพยพหลบภัยไม่หยุดหย่อนเพราะสงครามในลาวได้เกิดซ้ำแล้วซ้ำเล่า ต่างดำรงชีวิตเป็นชาวป่าชาวเขาตั้งแต่ต้นกำเนิดบรรพบุรุษ

ซ้ำร้ายยังถูกมองว่าเป็นชนกลุ่มน้อยด้อยพัฒนาในสายตาของชนชาติเดียวกัน พวกเขามีความรักชาติรักแผ่นดินเช่นกัน แม้ไม่อยากพลัดพรากถิ่นฐาน อยากรวมตัวเป็นปึกแผ่นเพื่อสร้างชาติให้มั่นคง แต่ด้วยความแตกต่างในเชื้อชาติเผ่าพันธุ์และการแต่งกายที่ผิดแผกกับคนเมือง จึงจำต้องอพยพไปอยู่ห่างไกลบนเทือกเขาสูงท่ามกลางความเป็นอยู่อย่างสันโดษ ถือวัฒนธรรมประเพณีมักน้อยเจียมตัว

ภายในตัวเมืองล่องแจ้งเต็มไปด้วยสิ่งปลูกสร้าง บ้านเรือนที่พักอาศัย ทางทิศตะวันตกเป็นที่ตั้งวัดเก่าแก่สลับด้วยอาคารสถานที่ราชการ เช่น โรงเรียน โรงพยาบาล และหน่วยทหารตามแนวยาวสันเขาสกายไลน์ นับว่าเป็นศูนย์รวมด้านสาธารณะอุปโภคที่ชาวม้งในพื้นที่ใกล้เคียงและห่างไกลออกไปได้ใช้เป็นสถานที่อันเป็นประโยชน์ร่วมกัน

โดยมีกองกำลังทหารเผ่าม้งทำหน้าที่ป้องกันและให้ความปลอดภัยในบริเวณเหล่านั้น

 

ขณะนั้นบ้านเรือน ที่พักอาศัย วัดและโรงเรียนได้กลายเป็นสภาพร้าง ประชาชน พระสงฆ์ และเด็กนักเรียนได้ถูกทางการแยกออกจากพื้นที่อันตราย โดยถูกจำกัดเขตให้อพยพไปอยู่ในพื้นที่ปลอดภัยรอบนอกทั้งหมด

ในเบื้องต้นนายพลวังเปาได้ขอความช่วยเหลือจากฝ่ายสกายอเมริกันจัดหน่วยพลเรือนไทยจำนวนหนึ่งเพื่อร่วมอำนวยความสะดวกในการขนย้ายประชาชนไปอยู่ในแนวหลัง

ฝ่ายสกายจึงมอบให้ “สุพจน์” และคณะไปจัดตั้งหน่วยบริการช่วยเหลือเรียกชื่อว่า “ลาวรวมเผ่า” โดยได้จัดสร้างที่พักอาศัยให้แก่ผู้อพยพทุกครัวเรือน พร้อมทั้งได้แจกเครื่องอุปโภคบริโภคและยารักษาโรคที่จำเป็นรวมถึงการจ่ายพันธุ์พืชชนิดต่างๆ ให้ไปเพาะปลูกแทนการทำไร่ฝิ่นและกัญชา

นอกจากนั้น ยังได้ให้สิทธิ์แม่ค้าพ่อค้าชาวม้งนำสินค้าเกษตรเหล่านั้นขึ้นเครื่องบินไปจำหน่ายในเมืองล่องแจ้ง วังเวียง เวียงชัย นาซู และเขตปลอดสงครามอื่นๆ อีกด้วย

หน่วยบริการลาวรวมเผ่าได้สร้างมวลชนสัมพันธ์ในพื้นที่ต่างๆ ในช่วงบ้านเมืองเกิดศึกสงครามได้ผลดียิ่ง นอกจากประชาชนจะมีรายได้เลี้ยงครอบครัวแล้ว พวกเขายังมอบความจงรักภักดีต่อทหารรัฐบาล พร้อมยินดีให้การช่วยเหลือในด้านการแจ้งข่าวและชี้เบาะแสของฝ่ายศัตรูเป็นการตอบแทน

ต่อจากนั้นสิ่งปลูกสร้างทั้งหมดในเมืองล่องแจ้งได้ถูกดัดแปลงเป็นที่ตั้งหน่วยทหารโดยกองบัญชาการแห่งเก่าของนายพลวังเปาได้ย้ายออกไปตั้งอยู่บนภูเขาตอนเหนือ ในขณะที่เจ้าหน้าที่ฝ่ายสกาย (ซีไอเอ) ได้เคลื่อนย้ายเข้ามาแทน

ติดตามด้วยคณะนายทหารไทยได้จัดตั้งเป็นกองบัญชาการหน่วยรบเฉพาะกิจ “บก.ฉก.สิงหะ” ท่ามกลางการป้องกันอารักขาของกองพันบีซี 603 และ 604 ในขณะที่กองพันทหารเสือพรานอื่นๆ กำลังทยอยเคลื่อนพลเข้าสู่สนามรบแห่งนี้ตามลำดับ

พื้นที่อันเป็นแอ่งกระทะใหญ่เหมาะสมเป็นชัยภูมิสำคัญในการตั้งกองบัญชาการรบอย่างยิ่ง โดยเฉพาะพื้นที่ที่มีลักษณะเป็นหุบล้อมรอบด้วยภูเขาสูงรอบด้านที่เรียกว่าสกายไลน์ย่อมได้เปรียบในการหลบภัยและปลอดกระสุนจากการยิงอาวุธหนักจากฝ่ายข้าศึก

บริเวณเช่นนี้เรียกว่า “มุมอับกระสุน” เพราะตำบลกระสุนตกจะถูกภูเขารอบด้านเป็นเสมือนปราการป้องกันไว้ทั้งหมด โดยกระสุนปืนใหญ่และจรวดยิงวิถีไกลจะเลยไปตกหลังภูเขาฟากใดฟากหนึ่ง

 

ประชาชนในเขตเมืองล่องแจ้งได้ถูกทางการอพยพให้ไปอยู่ในเขตปลอดสงครามที่ห่างไกลออกไป แม้กระนั้นชนเผ่าภูเขาเหล่านั้นก็จำเป็นต้องเดินทางออกจากหมู่บ้านอพยพหรือเขตกักกันในพื้นที่ต่างๆ เพื่อนำสินค้าพื้นเมืองและสินค้าเกษตรไปแลกซื้อแลกขายระหว่างกัน

ดังนั้น ในช่วงทุกเช้าถึงบ่ายจะสังเกตเห็นคนแม้วเผ่าต่างๆ บ้างเป็นหญิงสาวหน้าตาสะสวยหรือหญิงแก่หอบลูกจูงหลานต่างแบกขนสัมภาระที่เป็นสินค้าทยอยลงจากเครื่องบินบริการอยู่ไม่ขาดสาย จากนั้นได้ตั้งเต็นท์วางจำหน่ายให้แก่ทหารหลายหน่วยบริเวณ “สเก็ตแรมป์-Skate Ramp” ในเมืองล่องแจ้ง

ในบางวันข้าศึกได้ยิงจรวดระยะไกลพลัดตกเข้ามาในเขตเมืองล่องแจ้ง หากตำบลลูกระเบิดตกห่างออกไป บรรดาพวกซื้อขายมักไม่มีอาการตื่นตระหนกแต่อย่างใด ยิ่งเป็นเสียงปืนเล็กที่ทหารบางหน่วยยิงปะทะต่อสู้กัน ดูเหมือนว่าพวกเขาไม่ได้ใส่ใจ กลับเห็นเป็นเรื่องปกติธรรมดาเสมือนหนึ่งไม่มีอะไรเกิดขึ้น ทั้งนี้ อาจเป็นเพราะความเคยชินกับวัตถุระเบิดที่เคยเกิดครั้งแล้วครั้งเล่ามานานชั่วนาตาปี

เป็นที่สังเกตว่าทหารลาวและทหารม้งบางหน่วยได้นำอาวุธประจำกาย เช่น ปืนเอ็ม 16 ปืนอาก้า ปืนพก 11 ม.ม. หรือวัตถุระเบิดบางชนิดนำออกเร่ขายและแลกเปลี่ยนระหว่างทหารด้วยกันสนนราคาอาวุธปืนขณะนั้นกระบอกละ 200-300 บาทเท่านั้น

จึงพิจารณาได้ว่าอาวุธสงครามมีจำนวนมากจนล้นกองทัพ สามารถนำมาซื้อขายกันในสนามรบได้อย่างเปิดเผย โดยทางการไม่ได้เข้มงวดกวดขันแต่อย่างใด

นั่นแสดงให้เห็นว่าการค้าอาวุธได้เกิดขึ้นตั้งแต่ในสนามรบแล้ว

 

ภาวะดินฟ้าอากาศบริเวณเมืองล่องแจ้งมีความชุ่มชื้นตลอดปี หน้าฝนมีพายุจัด ท้องฟ้ามืดครึ้มอากาศปิดเวลานาน ฝนตกหนักแทบทุกวัน เหนือเทือกเขาสูงถูกปกคลุมด้วยเมฆฝนและม่านหมอกหนาทึบ

พอล่วงสู่ฤดูหนาวอากาศหนาวเหน็บ บางวันเย็นจัดจนสามารถมองเห็นเกล็ดหิมะเหนือยอดหญ้าและยอดไม้

ชีวิตทหารนักรบในแนวหน้าในช่วงฤดูฝนนับว่ามีความยากลำบากในเรื่องความเป็นอยู่อย่างมากต่างทุกข์ทรมานต่อการหลบซ่อนและหลับนอนในเบิร์มหรือบังเกอร์ที่มีพื้นที่จำกัดท่ามกลางความชื้นและกลิ่นอับ

พวกเขาจะรู้สึกเหงาซึมเศร้าสุดๆ เมื่อเจอสภาวะอากาศปิดนานหลายวันเมื่อ ฮ.หรือเครื่องบินบริการไม่สามารถนำสัมภาระมาส่งให้ได้ ทหารต้องขาดน้ำดื่มน้ำใช้และอาหารประทังชีวิต

และเพิ่มความน่าสังเวชมากยิ่งขึ้น หากมีศพและทหารที่ได้รับบาดเจ็บตกค้างอยู่ในสถานที่ตั้งแนวหน้าเพราะอากาศปิดเป็นเหตุทำให้บินมารับกลับส่วนหลังไม่ได้ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในวันใดที่อากาศปิด ฝ่ายเราจะตกเป็นฝ่ายรับจรวดลูกยาวที่ข้าศึกยิงมาราวห่าฝน โดยที่เครื่องบินไม่สามารถโจมตีทิ้งระเบิดได้เลย

อย่างไรก็ตาม ฤดูฝนอันยาวนานย่อมเป็นอุปสรรคสำคัญในการสู้รบ จึงเป็นปัจจัยเอื้อให้เกิดการพักรบโดยปริยาย ทหารจึงมีเวลาพักฟื้นภายใต้ไอฝนอันชุ่มฉ่ำ

ณ ห้วงเวลานั้น การเคลื่อนพลของกองทัพแห่งชาติลาวในเมืองล่องแจ้งมีปริมาณหนาแน่นขึ้นเรื่อยๆ บางหน่วยเข้าไปทดแทนหรือสับเปลี่ยนหน่วยเก่าที่เคยสู้ศึกมานาน หรือบางหน่วยได้ย้ายไปสู้รบในพื้นที่ภาคอื่น

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...