ตลาดมืด "ปืนเถื่อน-กระสุนเถื่อน" รัฐล้อมคอก "อาชญากรรม" แบบงูกินหาง
ตัวเลขครอบครองอาวุธปืนขนาดเล็กของคนไทย ในปัจจุบันยังไม่สามารถระบุชัดว่า มีกี่กระบอก นับจากปี 2560 ที่ East Asia Forum ระบุว่า พลเรือนไทยมีปืนอยู่ในครอบครองสูงที่สุดในกลุ่มประเทศสมาชิกอาเซียน จำนวนถึง 10.3 ล้านกระบอก และมีอัตราส่วนปืนต่อประชากร 100 คนสูงที่สุด คือ 15.1 กระบอก แต่สิ่งที่น่าวิตกกว่านั้น คือเมื่อปี 2568 ในตลาดมี “กระสุน” จำนวนกว่า 2 แสนนัด ซึ่งตามกฎหมายต้องขออนุญาตจากนายทะเบียน หลุดมาอยู่ใน “ตลาดมืด” กลายเป็น “กระสุนเถื่อน” กระจายขายในหลายๆ จังหวัด
แม้ก่อนหน้านี้จะมีการออกกฎหมายนิรโทษกรรมอาวุธปืน หรือ ร่างพระราชกำหนดยกเว้นความผิดทางอาญาให้แก่ผู้นำอาวุธปืน หรือเครื่องกระสุนปืนที่ไม่ได้รับอนุญาตหรือที่กฎหมายห้ามออกใบอนุญาต หรือสิ่งเทียมอาวุธปืนที่มีการสั่ง นำเข้า หรือค้า โดยไม่ได้รับอนุญาตหรือที่ดัดแปลงเป็นอาวุธปืน มามอบให้แก่ทางราชการ พ.ศ. ….มาแล้วถึง 8 ครั้ง แต่ปัญหาดังกล่าว ยังคงอยู่
มีข้อมูลที่น่าสนใจ จากหน่วยงานด้านความมั่นคงระบุว่า แม้รัฐบาลจะพยายามยกระดับความเข้มงวดในการ ”ควบคุมอาวุธปืน” ในการอนุญาตให้บุคคลซื้อ มี และใช้อาวุธปืน เครื่องกระสุนปืน โดยมีการระบุขั้นตอนการซื้อที่ถูกกฎหมาย ต้องขอใบอนุญาต ป.3 ก่อนซื้อ และเมื่อได้มาต้องจดทะเบียนขอ ป.4 เพื่อมีและใช้ รวมทั้งการอนุญาตให้มีอาวุธปืนติดตัว (แบบป.12) แต่ข้อเท็จจริงการควบคุมกลับทำได้ยาก เพราะยังมีการลักลอบซื้อขายปืนเถื่อนอยู่ในตลาดมืดและตลาดออนไลน์ ที่ภาครัฐเองไม่สามารถตรวจสอบได้อย่างเข้มงวด
“นอกจากตลาดมืด และตลอดออนไลน์ ที่ยังมีการลักลอบซื้อขายปืนเถื่อนแล้ว ปัญหาความรุนแรงที่เกิดขึ้นติดๆ ไม่ว่าการที่เด็กนักเรียนใช้อาวุธปืนก่อคดี หรือพกปืนในที่สาธารณะแล้วมีการบันดาลโทสะก่อเหตุอุกฉกรรจ์ หลายคดี หรือแม้แต่การใช้ปืนทำร้ายตนเอง… ปัญหาหลัก ๆ เราไม่มีการคุมที่ดีพอ ทั้งการจัดเก็บอาวุธปืนในบ้านที่หละหลวม ทำให้เด็กเข้าถึงอาวุธของผู้ใหญ่ได้ ในกรณีนี้หากมีการจัดเก็บไว้ในพื้นที่ปลอดภัย คุมได้ ก็จะตัดวงจรการก่อเหตุได้ตั้งแต่ต้นทาง หรือแม้แต่การพกพาอาวุธปืนในที่สาธารณะหรือ มีอาวุธปืนติดตัวไป โดยที่ไม่ใช่เจ้าหน้าที่รัฐ”
แหล่งข่าวยังระบุด้วยว่า ประเด็นที่น่ากังวลในขณะนี้ และจำเป็นต้องตรวจสอบอย่างเร่งด่วน คือจำนวนปืนสวัสดิการที่ซื้ออย่างถูกต้องตามกฎหมาย ที่รัฐจัดจำหน่ายให้ข้าราชการพลเรือน ตำรวจ ทหาร ฝ่ายปกครอง และเจ้าหน้าที่รัฐวิสาหกิจ แต่พบว่ามีการลักลอบขาย เพราะไม่ได้ตัดโอนใบอนุญาต กลายเป็น “ปืนเถื่อน” ซึ่งจากข้อมูลพบว่า มีจำนวนมากกว่าหมื่นกว่ากระบอก
พบว่ามีปืนเถื่อนที่ไม่ได้โอนใบอนุญาต อยู่ในตลาดมีหมื่นกว่ากระบอก แต่ที่หนักกว่านั้น คือกระสุนปืนเถื่อน ที่ถูกซื้อและจำหน่ายผ่านชมรมหรือสมาคมยิงปืน ในแต่ละพื้นที่ ซึ่งอยู่ในตลาดมืด อีก 2 แสนนัด มีแหล่งขายกระจายอยู่ในหลายจังหวัด เช่น นนทบุรี สมุทรปราการ นครราชสีมา เชียงใหม่ และนครสวรรค์ ตรงนี้เป็นปัญหาจะตรวจสอบอย่างไร เพราะพวกชมรม หรือสมาคมจะเป็นรายย่อย แต่การควบคุมนายทุนตัวจริงจะทำอย่างไร การแก้ปัญหา ก็จะวนไปเวียนมา แบบงูกินหาง ไม่สิ้นสุด
East Asia Forum ระบุว่า ประเทศไทยมีจำนวนปืนในมือพลเรือน สูงที่สุดในกลุ่มประเทศอาเซียน และจำนวนปืนในมือพลเรือนของไทย ยังสูงกว่าจำนวนปืนของกองทัพประมาณ 10 เท่า และสูงกว่าจำนวนปืนของหน่วยงานบังคับใช้กฎหมายประมาณ 45 เท่า ไทยมีอาวุธปืนในกองทัพราว 1,052,815 กระบอก ขณะที่หน่วยงานบังคับใช้กฎหมายมีอาวุธปืนอีกราว 230,000 กระบอก โดยมีเพียงไทย ฟิลิปปินส์ และเมียนมาเท่านั้นในอาเซียน ที่จำนวนปืนในมือพลเรือนสูงกว่าจำนวนปืนของกองทัพ และหน่วยงานบังคับใช้กฎหมายรวมกัน
ข้อเท็จจริงที่ปฏิเสธไม่ได้ คือปืนที่อยู่ในความครอบครองของพลเรือนไทย มีสูงกว่าประเทศอื่น ๆ ในภูมิภาคนี้ ขณะ เดียวกันมีคำถามตามมาว่า ทำไมปืนจึงมีมากขึ้น และทุกครั้งที่เกิดปัญหาดังกล่าวขึ้นก็มักจะถูกหยิบยกขึ้นมาวิเคราะห์เพื่อหาสาเหตุ และแนวทางแก้ไข ในทางปฎิบัติกลับยากยิ่งนัก
เทพไท เสนพงศ์ โพสต์ข้อความในฐานะ นักวิเคราะห์การเมือง ผ่านเฟซบุ๊กในหัวข้อ “ทำไมอาวุธปืนมีมากขึ้น???” โดยระบุว่า หลังจากเกิดเหตุความรุนแรง มีการใช้อาวุธปืนกราดยิงครูและนักเรียน ที่โรงเรียนเทพศิรินทร์นนทบุรี ทำให้มีการวิพากษ์วิจารณ์ถึงเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นว่า การมีอาวุธปืนในครอบครอง การเข้าถึงอาวุธปืน เป็นปัญหาสำคัญที่เกิดขึ้นในสังคมไทย จนหลายฝ่ายมีข้อเสนอเกี่ยวกับการแก้ปัญหาการมีอาวุธปืน การครอบครองอาวุธปืน และการเข้าถึงอาวุธปืน โดยมีข้อเสนอที่หลากหลาย
ส่วนแรก การมีอาวุธปืน การครอบครองอาวุธปืน เกิดจากค่านิยมดังต่อไปนี้ คือ
1.ความเป็นลูกผู้ชาย ความเป็นนักเลงต้องพกปืน ลูกผู้ชายตัวจริงจะต้องมีอาวุธประจำกาย ถึงขั้นมีการโพสต์กันในสื่อโซเชียล เช่น ประตูมีกลอน คนคอนมีปืน
2.มีค่านิยมว่า พกปืนติดตัวหนึ่งกระบอก ไปไหนมาไหน ดีกว่ามีเพื่อนร่วมการเดินทางไปด้วยจำนวน 5 คน
3.การมีปืนหรือพกปืนติดตัว เป็นการเสริมบารมี ทำให้ผู้อื่นหรือผู้ที่พบเห็นเกรงขาม
4.การพกปืนติดตัว หรือมีปืนประจำตัว สามารถใช้แก้ปัญหาเฉพาะหน้าได้ในยามฉุกเฉิน จึงเห็นการพกปืนไปไหนมาไหน ติดตัว ติดรถเป็นจำนวนมาก
ส่วนที่ 2 เกิดจากการอนุญาตของภาครัฐ เพื่อให้ประชาชนมีสิทธิ์ครอบครองปืน หรือเข้าถึงการเป็นเจ้าของปืน เช่น
1.มีการออกใบอนุญาตซื้อปืน หรือที่เรียกกันว่า ใบป.3 คือใบอนุญาตให้ซื้ออาวุธปืนหรือเครื่องกระสุน มีอายุการใช้งาน 6 เดือน ตั้งแต่วันออกใบอนุญาต ใบป.4 คือใบอนุญาตให้มี และใช้อาวุธปืน หรือที่เรียกกันว่า ทะเบียนปืนหลัก ใช้ได้ตลอด ตราบใดที่ยังเป็นเจ้าของปืน ใบป.12 คือใบอนุญาตให้มีอาวุธปืนติดตัว หรือใบอนุญาตพกพาอาวุธปืนไปในสถานที่สาธารณะ ไม่ว่าจะเป็นใบป.3 ใบป.4 ใบป.12 ล้วนแต่มีมูลค่า เจ้าหน้าที่ผู้ออกใบอนุญาต มีการเรียกรับเงินใต้โต๊ะค่าออกใบอนุญาต เป็นที่รู้กันว่าราคาต่ำสุด ใบละ 5,000 บาท ถึงใบละ 20,000บาท
2.รัฐบาลต้องยกเลิกโครงการการจัดซื้อปืน หรือนำเข้าปืนมาเป็นสวัสดิการให้กับหน่วยงานต่าง ๆ เป็นโครงการซื้อปืนสวัสดิการราคาถูก ซึ่งมีหลายหน่วยงาน สมาชิกซื้อปืนในราคาถูก และใช้สิทธิ์ครอบครองปืนตามเงื่อนไขที่กำหนด เมื่อครบเงื่อนไขห้ามโอนหรือห้ามซื้อขายแล้ว ก็สามารถขายให้กับบุคคลอื่นได้ตามปกติ จึงทำให้มีการซื้อปืนสวัสดิการไปขายต่อในราคาที่สูงขึ้น ควรจะยกเลิกโครงการปืนสวัสดิการอย่างเด็ดขาด
3.ต้องห้ามออกใบอนุญาตให้กับร้านขายปืนเพิ่ม ซึ่งเมื่อปี 2535 มีใบอนุญาตร้านขายปืนอยู่ 335 ร้าน และมาเพิ่มขึ้นอีกในปี 2552 กระทรวงมหาดไทยมีคำสั่งเพิ่มใบอนุญาตให้เปิดร้านขายอาวุธปืนอีก 150 ร้าน รวมตอนนี้มีร้านขายอาวุธปืนอยู่ 485 ร้าน ถ้าย้อนกลับไปดูปี 2552 กระทรวงมหาดไทย มีคำสั่งหรือมีใบอนุญาตให้เพิ่มร้านขายอาวุธปืนขึ้น เกิดในสมัยที่รัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ชื่อ นายชวรัตน์ ชาญวีรกูล และเลขานุการรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทยในยุคนั้น คือ นายศักดิ์สยาม ชิดชอบ
ถ้าหากนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย จะแก้ปัญหาการครอบครองอาวุธปืน การมีอาวุธปืน การพกพาอาวุธปืนให้เบ็ดเสร็จเด็ดขาด หรือเป็นจริงในทางปฏิบัติ ก็ควรยึดหลักตามแนวทางที่ได้เสนอไว้ข้างต้น
ขณะที่ความเคลื่อนไหวล่าสุดของ “อนุทิน ชาญวีรกูล” นายกรัฐมนตรี และ รมว.มหาดไทย ระบุว่า ใบอนุญาตพกพาอาวุธปืนใบสุดท้ายถูกออกไปเมื่อ 3 ปีที่แล้ว และใบอนุญาตก็มีอายุเพียง 1 ปี นอกจากนี้ มอบหมายให้ กระทรวงมหาดไทย กระทรวงกลาโหม สำนักงานตำรวจแห่งชาติ และหน่วยงานความมั่นคง รวมถึงคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตในภาครัฐ (ป.ป.ท.) ร่วมกันจัดระเบียบการครอบครอง และพกพาอาวุธปืนให้มีความเข้มข้นสูงสุด
อ่านข่าว :
จากผู้คุม-สส.งูเห่า-ที่ปรึกษา รมต. “ฉลอง” เส้นทางพลิกสู่มือยิงนายก อบจ.
พ่อผู้ก่อเหตุยิงใน รร.เทพศิรินทร์ นนทบุรี ให้ปากคำเพิ่ม
ผอ.รพ.พระนั่งเกล้าเผยแพทย์สุดยื้อ "ธงชัย" นายก อบจ.นนทบุรี เสียชีวิต