โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

เที่ยวต้องสบาย หรือ เที่ยวต้องลำบาก ว่าด้วยประวัติศาสตร์แห่งการออกเดินทาง อะไรคือคุณค่าที่แท้จริงของการท่องเที่ยว

Thairath Plus - ไทยรัฐพลัส

อัพเดต 1 วันที่แล้ว • เผยแพร่ 1 วันที่แล้ว
ภาพไฮไลต์

“เที่ยวทั้งที ทำไมต้องไปลำบาก?” เป็นหนึ่งในคำถามที่ผุดขึ้นมาในช่องคอมเมนต์ของเหล่ายูทูปเบอร์หรือใครก็ตามที่พาตัวเองออกไปเที่ยวในสถานที่ที่อยู่นอกเมือง อยู่ตามป่าตามเขา หรือเที่ยวในพื้นที่ที่มีความทุรกันดารทั้งการเดินทางและใช้ชีวิต “การท่องเที่ยวไม่ควรเป็นการพักผ่อนหรือ?” ขณะเดียวกันทางด้านหนึ่งก็มองว่าการท่องเที่ยว “ทำไมต้องเน้นสบาย” ในเมื่อการเดินทางคือการออกเดินทางหาประสบการณ์ เติบโตและพบเจอสิ่งใหม่ๆ ที่ตัวเองมีโอกาสเจอได้ยาก

ดูเหมือนว่าการท่องเที่ยวจะถูกแบ่งออกเป็นสองมุมมองใหญ่ๆ คือ เที่ยวเพื่อพักผ่อน กับเที่ยวเพื่อเอาประสบการณ์ (แน่นอนว่าอาจปะปนกับความสมบุกสมบันอยู่บ้าง) และกลายเป็นคำถามที่ถูกยกขึ้นมากลางบทสนทนา ซึ่งในบางครั้งนำไปสู่ข้อถกเถียงกันถึงคุณค่าที่แท้จริงในการท่องเที่ยว

หากเราเข้าไปที่ YouTube จะพบว่ามียูทูปเบอร์สายท่องเที่ยวเพิ่มมากขึ้นเรื่อยๆ จากข้อมูลบน Net Influencer พบว่าในไตรมาสที่สองของปี 2025 มีจำนวนช่องยูทูปเกี่ยวกับการท่องเที่ยวเพิ่มขึ้นถึง 64 เปอร์เซ็นต์ รวมกับจำนวนเดิมที่มีอยู่คือมีมากถึง 3 ล้านผู้ใช้ที่อัปโหลดคอนเทนต์เกี่ยวกับการเที่ยว แต่มีเพียงหลักพันเท่านั้นที่มีการอัปโหลดอย่างสม่ำเสมอ ตัวเลขนี้เป็นการเน้นย้ำว่าในบรรดาครีเอเตอร์ สายท่องเที่ยวนั้นพบได้ง่ายที่สุด เพราะเป็นสิ่งที่ผู้ชมรับรู้และมีอารมณ์ร่วมได้ง่าย

ด้วยจำนวนที่เยอะมากขึ้น การแข่งขันย่อมมากขึ้นตามไปด้วย ครีเอเตอร์สายท่องเที่ยวจึงมีวิธีในการนำเสนอเนื้อหาของตัวเองในรูปแบบที่แตกต่างกันไป แต่ท้ายที่สุดแล้วก็ไม่พ้นระหว่างการท่องเที่ยวสองแบบหลักๆ คือ การพาตัวเองไปในที่ที่แปลกตาไม่อยู่ในกระแสหลัก กับการพาตัวเองไปในที่ที่ทุกคนรู้จักและชื่นชอบกันอยู่แล้ว และรสนิยมในการชมเหล่าครีเอเตอร์ ก็นำไปสู่การถกเถียงในกลุ่มคนรู้จักอีกทีถึงคุณค่าที่แท้จริงในการเที่ยว คนหนึ่งกล่าวว่า “การเที่ยวต้องอยู่กับธรรมชาติ เจอสิ่งแปลกใหม่ วัฒนธรรม และผู้คน” ขณะที่อีกคนก็กล่าวว่า “การเที่ยวต้องพักผ่อนสิ ทำงานมาเหนื่อยๆ ทำไมต้องพาตัวเองไปเหนื่อยอีกรอบ” และการถกเถียงนี้ก็อาจนำไปสู่การเหมารวมตัวตนของแต่ละฝ่าย

“แบ็กแพ็กเกอร์” แนวคิดการท่องเที่ยวที่ฝังลึกในวัฒนธรรมตะวันตก

เราทุกคนต้องรู้จักกับคำว่า “แบ็กแพ็ก” (backpack) คำคำนี้ไม่ได้หมายถึงกระเป๋าเป้ขนาดใหญ่ที่ใช้ในการเดินทางอย่างเดียว แต่ยังเป็นการพูดถึงวิธีการท่องเที่ยวแบบหนึ่งที่ต้องอาศัยความเด็ดเดี่ยว ส่วนใหญ่เป็นการเที่ยวคนเดียว พักในโฮสเทล แต่งตัวเรียบง่าย และท่องเที่ยวด้วยเงินที่จำกัดหรือออนบัดเจ็ต (on budget) ภาพของการท่องเที่ยวแบบนี้มักติดกับความเป็นตะวันตก เพราะพวกเขาเป็นคนกลุ่มแรกที่เดินทางเข้ามาท่องเที่ยวในประเทศไทยในลักษณะดังกล่าว

การท่องเที่ยวแบบแบ็กแพ็กไม่ได้เป็นการท่องเที่ยวที่คุ้นเคยในกลุ่มคนไทยมาตั้งแต่แรก ชาวไทยโดยเฉลี่ยแล้วมักเดินทางเป็นกลุ่ม เช่น เพื่อน หรือครอบครัว มาตั้งแต่เดิม อาจจะด้วยปัจจัยหลายอย่างตั้งแต่ความปลอดภัย วิธีการเดินทาง ความไม่คุ้นชิน และมุมมองที่ว่าการท่องเที่ยวต้องพ่วงมาด้วยความสนุก และการใช้เวลากับญาติพี่น้องหรือเพื่อนสนิท

ในทางกลับกันแนวคิดเรื่องการท่องเที่ยวคนเดียวนั้นฝังลึกอยู่ในวัฒนธรรมตะวันตกมาตั้งแต่คริสต์ศตวรรษที่ 17 - 19 หรือที่เรียกกันว่ายุคแห่งการเดินทางครั้งยิ่งใหญ่ หรือ The Grand Tour ลูกหลานจากตระกูลที่มีฐานะร่ำรวยมักจะถูกส่งชายหนุ่มของบ้านออกไปเดินทางทั่วทวีปเป็นเวลาร่วมหลักเดือนถึงหลักปี โดยเฉพาะเมืองใหญ่ๆ อย่างปารีส เวนิส ฟลอเรนซ์ และโรม โดยจุดประสงค์คือเรื่องการศึกษาทั้งในด้านการเรียนภาษา ดูงานศิลปะ และมีประสบการณ์กับโลกภายนอกก่อนตั้งหลักหรือมีครอบครัว จริงอยู่ที่ยุคนั้นพวกเขาอาจไม่ได้เที่ยวคนเดียวในเชิงแบ็กแพ็ก (ส่วนใหญ่เดินทางกับคนรับใช้ ติวเตอร์ และสัมภาระหลายชิ้น) และเป็นเรื่องของชนชั้นสูง แต่แนวคิดเรื่องการท่องเที่ยวเพื่อเก็บเกี่ยวประสบการณ์จากยุค The Grand Tour นี้ได้ส่งผลต่อคนรุ่นหลังในวัฒนธรรมตะวันตกไม่น้อย

ต่อมาในยุคโรแมนติกในช่วงคริสต์ศตวรรษที่ 19 ค่านิยมในการเดินทางก็เบนจากการเป็นสิ่งที่ชนชั้นสูงทำมาเป็นสิ่งที่เหล่านักคิดทำแทน เพราะในยุคโรแมนติกเป็นขาขึ้นของบทกวีและวรรณกรรม เหล่านักคิด นักเขียน อย่างเช่น เฮนรี เดวิด เธอโร เจ้าของหนังสือ Walden ก็เป็นหนึ่งในกลุ่มนักคิดที่ต้องการปลีกวิเวกจากการเข้ามาของยุคอุตสาหกรรม ด้วยการเดินทาง อาศัยอยู่ในป่าเขา เพื่อสัมผัสธรรมชาติ กลายเป็นที่มาของแนวคิดเรื่องการท่องเที่ยวคือการกลับมาอยู่กับตัวเอง และหลีกหนีจากความวุ่นวายของเมือง

จากสองช่วงยุคก็คงไม่มีอิทธิพลมากเท่ากับยุคฮิปปี้ในช่วงทศวรรษ 70 - 80 ช่วงนี้เป็นช่วงที่เกิดสิ่งที่เรียกว่าการแบ็กแพ็กอย่างแท้จริง กระแสนิยมกลุ่มฮิปปี้ที่รักอิสระ และต้องการความสันติ พาพวกเขาไปรู้จักกับแนวคิดทางฝั่งตะวันออกมากขึ้น จุดนี้เองที่ทำให้ชาวตะวันตกมีความเข้าใจว่าการเดินทางไปทางฝั่งตะวันออกหรือ Oriental World คือการค้นพบตัวตน

กลุ่มฮิปปี้เหล่านี้จะเดินทางเป็นกลุ่ม ปฏิเสธเงินทอง และเที่ยวตามกำลังที่มี อาศัยตามโฮสเทล กินอาหารข้างทางเพราะพวกเขารู้สึกว่ามัน “จริง” มากกว่า และการได้มีปฏิสัมพันธ์กับคนท้องถิ่นคือวิธีหนึ่งในทดสอบความอิสระของตัวเอง การเดินทางของฮิปปี้เป็นที่โด่งดังมาก ถึงขั้นสร้างหนังสือเดินทางหรือไกด์บุ๊กเมื่อปี 1973 โดยเมารีน และโทนี วีลเลอร์ (Maureen and Tony Wheeler) ในชื่อ “Across Asia on the Cheap” เป็นหนังสือที่รวมเส้นทางการเดินทางบนพื้นตั้งแต่ยุโรป ข้ามตะวันออกกลาง มายังเอเชีย โดยเฉพาะอินเดีย

ทั้งหมดที่กล่าวมานี้เป็นค่านิยมการเที่ยวที่สืบทอดอยู่ในวัฒนธรรมตะวันตก จนกระทั่งยุคปัจจุบัน สถานศึกษาหลายแห่ง รวมถึงครอบครัว มองว่าการออกไปใช้ชีวิตคนเดียวในช่วงหนึ่งคือส่วนหนึ่งของการเรียนรู้ชีวิต และกำเนิดสิ่งที่เรียกว่า แก๊ปเยียร์ (Gap Year) คือช่วงว่างระหว่างมัธยมปลายกับมหาวิทยาลัย หรือขอพักจากการเรียนระหว่างชั้นปีในมหาวิทยาลัย เพื่อออกไปเดินทาง นอกจากนี้ภาพยนตร์ก็ยังมีส่วนในการผลักดันค่านิยมนี้ ไม่ว่าจะเป็นหนังเรื่อง Into the Wild หรือ Eat Pray Love เผยให้เห็นความน่าสนใจของโลกตะวันออกมากขึ้น

ชาวไทยเพิ่งได้รับแนวคิดการเดินทางคนเดียวเมื่อไม่กี่สิบปีที่ผ่านมา ทั้งจากการพบเห็นชาวตะวันตกที่เข้ามาเที่ยวในไทย รวมถึงการมาของคอนเทนต์ท่องเที่ยว ทำให้การเดินทางคนเดียวนั้นไม่ใช่เรื่องยาก เสมือนเป็นการเปิดโอกาสให้คนไทยเริ่มหันมานิยมท่องเที่ยวแบบคนเดียว พร้อมกับแนวคิดเดียวกับชาวตะวันตกในเรื่องการสร้างเสริมประสบการณ์ การพัฒนาตัวเอง หรือการเติบโตเชิงตัวตน (identity growth)

การเที่ยวแบบสบายๆ ไม่ใช่เรื่องผิดอะไร

สบาย สบาย ถูกใจก็คบกันไป ท่อนเพลงนี้ของ เบิร์ด ธงไชย ดูเหมือนจะเป็นการอธิบายการท่องเที่ยวดั้งเดิมของชาวไทย ที่เดิมทีเป็นการท่องเที่ยวเพื่อพักผ่อนหย่อนใจในแบบ Staycation ถ้าว่ากันตามประวัติศาสตร์ไทย พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 5 ทรงนำลักษณะการพักผ่อนนี้เข้ามายังเมืองไทย หลังจากที่มีการสร้างรางรถไฟไปภาคใต้สำเร็จ หัวหินได้กลายเป็นสถานที่พักผ่อนหย่อนใจของชนชั้นสูงเป็นที่แรก ประกอบด้วยรีสอร์ท รวมถึงพระตำหนัก เป็นจุดกำเนิดของการพักผ่อนเพื่อหลบหลีกความวุ่นวายในเมืองที่เป็นที่นิยมอย่างมากในยุคนั้น

แน่นอนว่าการพักผ่อนลักษณะนี้ก็เป็นอิทธิพลของตะวันตกเช่นเดียวกัน คำว่า vacation นั้นมีที่มาของคำคือการพาตัวเองออกจากชีวิตปกติ (คือการทำงาน) หรือ vacate from one’s normal life เป็นอีกรูปแบบหนึ่งของการท่องเที่ยวที่ตอบรับการมาของยุคอุตสาหกรรมในช่วงปลายคริสต์ศตวรรษที่ 19 ที่ประกอบด้วยชนชั้นกลางและชนชั้นทำงานที่ต้องการพักผ่อนหย่อนใจ กำเนิดสิ่งที่เรียกว่าแพ็กเกจทัวร์ที่พาตะลอนพัก เที่ยว กิน แบบครบจบภายในการจ่ายครั้งเดียว รวมถึงแพ็กเกจท่องเที่ยวในเอเชียภายใต้อาณานิคม เช่น พม่า หรืออินโดนีเซีย เป็นต้น ตามด้วยช่วงหลังสงครามโลกครั้งที่ 2 รีสอร์ทและที่พักเริ่มผุดขึ้นมามากขึ้นเรื่อยๆ และถูกพัฒนากลายเป็นรูปแบบหนึ่งของธุรกิจที่สามารถสร้างรายได้อย่างสม่ำเสมอ

การเที่ยวแบบสบายๆ คือเป็นการพาตัวเองจากที่เดิมไปอยู่ในที่ใหม่ สภาพแวดล้อมใหม่ แม้ว่าจะไม่มีกิจกรรมให้ทำอะไรมากนัก แต่มันคือการเยียวยาจิตใจท่ามกลางโลกที่วุ่นวาย และงานที่หนักอึ้ง การได้มีเวลาอยู่กับตัวเองในอีกรูปแบบหนึ่ง การได้ทานอาหารรสดีคือการสร้างความสุขชั้นเลิศ

ในภายหลังชาวไทยเริ่มมีความคิดออกไปท่องเที่ยวต่างประเทศมากขึ้นทั้งในละแวกประเทศเพื่อนบ้าน และในแถบเอเชีย เนื่องจากค่าตั๋ว ค่าที่พัก และค่าครองชีพที่ไม่ต่างจากการท่องเที่ยวภายในประเทศมากนัก แถมการเพิ่มขึ้นของครีเอเตอร์ที่พาไปสถานที่ต่างๆ ก็เสมือนเป็นการรับรองว่าสถานที่ที่พวกเขาจะไป “ไม่ใช่เรื่องยาก” การพาตัวเองออกไปสัมผัสอาหารที่แปลกใหม่แต่อร่อย ท่ามกลางบรรยากาศใหม่ๆ จึงเป็นเรื่องง่ายกว่าเดิม

ปัจจุบัน การท่องเที่ยวเป็นหนึ่งในกิจกรรมที่ทุกคนสามารถเข้าถึงได้ ไม่จำกัดชนชั้น แม้แต่การออกเดินทางไปนอกเมืองก็นับว่าเป็นการท่องเที่ยวที่เอื้อมถึงได้ จากประวัติศาสตร์ที่การท่องเที่ยวจำกัดเฉพาะหมู่ชนชั้นสูง แต่ไม่ว่าการท่องเที่ยวจะเป็นการพัฒนาหรือสำรวจตัวเอง หรือเป็นการพักผ่อนหย่อนใจแบบไร้กังวล ทั้งสองอย่างมอบคุณค่าที่ดีแตกต่างกัน โดยไม่เกี่ยงกันว่าแบบไหน “เป็นการท่องเที่ยวที่ดีกว่า”

เพราะจริงๆ ในฐานะมนุษย์ คำว่าพักผ่อนอาจแตกต่างกันออกไป บางคนการพักผ่อนคือการได้ปลีกวิเวกนอนอยู่บนเตียงสบายๆ แต่สำหรับบางคน การพักผ่อนอาจจะเป็นการออกเปิดหูเปิดตา ลองท้าทายหรือทำอะไรใหม่ๆ ที่เราไม่เคยเจอ ก็อาจเป็นการพักผ่อนของพวกเขาได้เช่นกัน

แล้วคุณล่ะ คิดว่าการท่องเที่ยวของคุณเป็นแบบไหนกันบ้าง?

อ้างอิง:

Nii A. Ahene. YouTube Travel Content Sees 64% Growth As Creators Dominate Category. https://www.netinfluencer.com/youtube-travel-content-sees-64-growth-as-creators-dominate-category/#:~:text=The%20platform%20hosts%20approximately%203.7%20million%20travel,increased%2C%20with%20Shorts%20accounting%20for%2079%25%20of

Grand Tour. Britannica. https://www.britannica.com/topic/grand-tour

Brian Ireland. The hippie trail and the search for enlightenment. https://blog.oup.com/2018/03/hippie-trail-search-enlightenment/

บทความต้นฉบับได้ที่ : เที่ยวต้องสบาย หรือ เที่ยวต้องลำบาก ว่าด้วยประวัติศาสตร์แห่งการออกเดินทาง อะไรคือคุณค่าที่แท้จริงของการท่องเที่ยว

บทความที่เกี่ยวข้อง

ตามบทความก่อนใครได้ที่
- Website : plus.thairath.co.th
- LINE Official : Thairath

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...