สาปแช่ง "ป๋อง-ธง" ปล้นฆ่า 5 ชีวิต ไม่ขอขมา-ไม่ทำแผน คุมตัวฝากขัง "ป้า" รับชะตาหาก "ป๋อง" โดนโทษประหาร
แห่สาปแช่ง "ป๋อง-ธง" ปล้นฆ่า 5 ชีวิต ไม่ขอขมา-ไม่ทำแผน คุมตัวส่งฝากขัง
วันที่ 1 ส.ค. 69 เวลา 11.00 น. ตำรวจควบคุมตัวนายฑนา หรือ “ป๋อง” และนายธงชัย หรือ “ธง” ออกจากห้องควบคุมผู้ต้องหา ภายใน สภ.ห้วยใหญ่ เพื่อเตรียมนำตัวไปขออำนาจศาลจังหวัดพัทยาฝากขัง ภายหลังถูกดำเนินคดีจากเหตุฆาตกรรมและฝังอำพรางศพผู้เสียชีวิตรวม 5 ราย
ระหว่างถูกควบคุมตัว นายป๋องพยายามก้มหน้าและไม่ตอบคำถามใด ๆ ของสื่อมวลชน โดยมีสีหน้าเรียบเฉย เงยหน้ามองผู้สื่อข่าวเป็นระยะ แต่ไม่กล่าวถึงแรงจูงใจในการก่อเหตุ หรือแสดงความขอโทษต่อครอบครัวผู้เสียชีวิต
ส่วนนายธงมีท่าทีเคร่งเครียด และก้มหน้าขณะเดินขึ้นรถควบคุมผู้ต้องหา ท่ามกลางญาติของครอบครัวผู้เสียชีวิต 3 รายที่เดินทางมารอติดตามการฝากขัง หลายคนร้องไห้ ตะโกนต่อว่า และถามถึงเหตุผลที่ลงมือฆ่าสมาชิกในครอบครัวทั้งพ่อ แม่ และลูก
ในช่วงแรก ผู้ต้องหาทั้งสองไม่ตอบคำถามใด ๆ กระทั่งนายธงขึ้นไปนั่งบนรถควบคุมผู้ต้องหา และได้ยินเสียงของญาติผู้เสียชีวิตที่รู้จักกันมาก่อน จึงเงยหน้าขึ้นและกล่าวขอโทษ พร้อมอ้างว่าไม่ทราบว่าเหยื่อเป็นครอบครัวดังกล่าว และอ้างว่าตนถูกนายป๋องบังคับ หากไม่ยอมทำตาม ครอบครัวของตนอาจถูกทำร้าย
ด้านญาติผู้เสียชีวิต 3 ศพ พ่อ-แม่-ลูก ระบุว่า รู้จักนายธงในฐานะคนในละแวกบ้าน เปิดเผยว่า ได้ยินคำกล่าวขอโทษแล้ว แต่ไม่ต้องการกล่าวอะไรเพิ่มเติม พร้อมระบุเพียงว่า ขอให้ผู้ต้องหาไปชดใช้ผลจากการกระทำตามกระบวนการยุติธรรม
ด้านนายสุขสันต์ มิสสาจันทร์ ประธานสภาทนายความจังหวัดพัทยา พร้อมคณะ เดินทางมายัง สภ.ห้วยใหญ่ เพื่อเข้าร่วมรับฟังการสอบสวนผู้ต้องหาตามขั้นตอนของกฎหมาย เปิดเผยว่า คดีนี้เป็นคดีอาญาร้ายแรง ซึ่งมีอัตราโทษสูงถึงประหารชีวิต พนักงานสอบสวนจึงต้องจัดให้มีทนายความเข้าร่วมการสอบสวนตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 134/1
เบื้องต้นพนักงานสอบสวนแจ้งข้อหาผู้ต้องหาทั้งสองในความผิดฐานร่วมกันฆ่าผู้อื่นโดยไตร่ตรองไว้ก่อน รวมถึงข้อหาอื่นที่เกี่ยวข้อง ขณะที่ผู้ต้องหาทั้งสองให้การรับสารภาพตามข้อกล่าวหาในชั้นสอบสวนทั้งสองคดี แต่ไม่สามารถเปิดเผยรายละเอียดในสำนวนได้ เนื่องจากอาจกระทบต่อรูปคดี
สำหรับข้อสงสัยว่า หากผู้ต้องหาอ้างว่ามีอาการป่วยทางจิต จะมีผลต่อคดีหรือไม่ นายสุขสันต์อธิบายว่า ต้องมีผลตรวจและความเห็นจากแพทย์ยืนยันอย่างชัดเจน หากพบว่ามีอาการจริง ศาลจะเป็นผู้พิจารณาว่ามีผลต่อความสามารถในการรับผิดหรือการกำหนดโทษอย่างไร แต่ขณะนี้ยังไม่สามารถยืนยันได้ว่าผู้ต้องหามีอาการป่วยตามที่กล่าวอ้าง
ภายหลังการสอบสวนและจัดทำเอกสารเสร็จสิ้น ตำรวจจะนำตัวผู้ต้องหาทั้งสองไปขออำนาจศาลจังหวัดพัทยาฝากขัง พร้อมยื่นคัดค้านการประกันตัว เนื่องจากเป็นคดีร้ายแรง มีอัตราโทษสูง และเกรงว่าผู้ต้องหาอาจหลบหนี ยุ่งเหยิงกับพยานหลักฐาน หรือก่อเหตุอันตรายเพิ่มเติม
ญาติยอมรับหาก "ป๋อง" โดนโทษประหาร เผย เติบโตมาในครอบครัวที่ใช้ความรุนแรง
มีรายงานว่า "ป๋อง-ธง" ถูกสอบสวนตลอดทั้งคืน มีสภาพอิดโรย
โดยพบว่า ป้าของนายป๋อง ซึ่งเป็นผู้เลี้ยงดูมาตั้งแต่เด็ก ได้นำข้าวกะเพราหมูสับและน้ำดื่มมาเยี่ยม ก่อนถูกส่งตัวฝากขัง
"ป๋องเติบโตมาในครอบครัวที่มีปัญหาความรุนแรง อ้างว่าพ่อเคยทำร้ายลูกทั้ง 3 คนตั้งแต่วัยเด็ก รวมถึงนายป๋องที่ถูกทำร้ายตั้งแต่อายุยังไม่ถึง 1 ขวบ เชื่อว่าอาจเป็นส่วนหนึ่งที่ส่งผลต่อพฤติกรรมและสภาพจิตใจในเวลาต่อมา"
อย่างไรก็ตาม ป้ายอมรับว่า นายป๋องเคยถูกดำเนินคดีและเข้าเรือนจำมาแล้วหลายครั้ง แต่ไม่ทราบรายละเอียดของแต่ละคดีอย่างชัดเจน รู้เพียงว่าเจ้าตัวชื่นชอบรถ และมักรับงานเกี่ยวกับการซ่อมหรือดัดแปลงรถ
ก่อนพ้นโทษครั้งล่าสุด นายป๋องเคยบอกกับครอบครัวว่า เมื่อออกจากเรือนจำแล้วจะกลับมาทำงาน เลี้ยงดูแม่และป้า ไม่ให้ต้องลำบาก ทำให้คนในครอบครัวมีความหวังว่าเจ้าตัวจะกลับตัวและเริ่มต้นชีวิตใหม่
แต่หลังออกจากเรือนจำได้ไม่ถึง 2 เดือน กลับถูกกล่าวหาว่าก่อเหตุร้ายแรงจนมีผู้เสียชีวิตรวม 5 ราย ทำให้ป้ารู้สึกเสียใจและผิดหวังอย่างมาก แต่การกระทำที่เกิดขึ้นกับบุคคลอื่นเป็นสิ่งที่ครอบครัวไม่สามารถยอมรับได้
"แม้จะรักและเลี้ยงดูนายป๋องมาตั้งแต่เด็ก แต่หากศาลพิพากษาลงโทษตามความผิดที่กระทำ ก็พร้อมยอมรับกระบวนการยุติธรรม ไม่ว่าจะได้รับโทษในระดับใด เพราะผู้กระทำต้องรับผิดชอบต่อผลจากการกระทำของตัวเอง"
ยืนยันว่าจะไม่ยื่นประกันตัว เนื่องจากไม่มีหลักทรัพย์ และกังวลว่าหากได้รับการปล่อยตัว อาจกลับไปก่อเหตุซ้ำ
ป้ายังกล่าวว่า ไม่เคยเห็นเครื่องแบบตำรวจหรือสิ่งของที่มีลักษณะคล้ายอุปกรณ์ของเจ้าหน้าที่อยู่ภายในบ้าน และไม่ทราบว่านายป๋องมีนายจ้างหรือบุคคลใดอยู่เบื้องหลัง เพราะเจ้าตัวไม่เคยเล่ารายละเอียดการทำงานหรือการใช้ชีวิตนอกบ้านให้ครอบครัวฟัง
ญาติเหยื่อ "ป๋อง-ธง" ฆ่ายกครัว วอนตำรวจใส่ใจคดีคนหายมากกว่านี้ เรียกร้องดำเนินคดีจนถึงที่สุด
ญาติของครอบครัวผู้เสียชีวิต 3 ราย พ่อ-แม่-ลูก เดินทางมาที่สถานีตำรวจ เพื่อให้ปากคำเพิ่มเติมและติดตามการนำตัวนายป๋องและนายธงไปฝากขัง หลังตำรวจขยายผลจากคำรับสารภาพและพบร่างสมาชิกครอบครัวเดียวกันถูกฝังอยู่ในสวนมะพร้าวริมถนนเลียบมอเตอร์เวย์สาย 7
ญาติ เปิดเผยว่า ก่อนหน้านี้ครอบครัวพยายามตั้งข้อสงสัยถึงสาเหตุการหายตัวไปหลายด้าน โดยช่วงแรกเคยคิดว่าอาจเป็นปัญหาภายในครอบครัว หรืออาจเกี่ยวข้องกับบุคคลอื่น เนื่องจากไม่สามารถติดต่อผู้สูญหายได้ และยังไม่มีข้อมูลชัดเจนว่าเกิดอะไรขึ้น
อีกประเด็นที่ครอบครัวเคยสงสัย คือเรื่องหนี้สินนอกระบบ เพราะทราบเพียงว่า ผู้เสียชีวิตหญิงเคยกู้เงินจำนวนประมาณ 5,000 บาท และผ่อนชำระรายวันวันละ 250 บาท โดยก่อนหน้านี้มีผู้ปล่อยเงินกู้เดินทางมาสอบถามญาติว่า พบเห็นผู้เสียชีวิตหรือไม่ หลังขาดการติดต่อไปหลายวัน
อย่างไรก็ตาม ญาติมองว่า จำนวนเงินดังกล่าวไม่น่าจะเป็นเหตุให้ทั้งครอบครัวต้องหลบหนี อีกทั้งภายในบ้านไม่มีร่องรอยการรื้อค้น ไม่มีทรัพย์สินกระจัดกระจาย และยานพาหนะหลายคันยังอยู่ครบ จึงทำให้ครอบครัวไม่สามารถเชื่อมโยงได้ว่า ทั้ง 3 คนออกจากบ้านไปได้อย่างไร
ญาติระบุว่า บ้านของผู้เสียชีวิตตั้งอยู่ค่อนข้างห่างจากชุมชน ทำให้ในช่วงแรกเคยคิดว่าอาจมีบุคคลใช้อาวุธเข้ามาควบคุมตัวออกไป แต่ไม่มีพยานหรือหลักฐานยืนยัน ครอบครัวจึงเข้าแจ้งความคนหายไว้ และรอความคืบหน้าจากตำรวจมาโดยตลอด
จนกระทั่งมีการจับกุมนายป๋องและนายธงในคดีสองพี่น้องชาวรัสเซีย และคำให้การของผู้ต้องหาขยายผลไปถึงครอบครัวที่หายตัวไปอีก 3 คน ญาติจึงทราบว่า ทั้งหมดอาจถูกฆาตกรรมและนำร่างไปฝังอำพราง
สำหรับการเดินทางมาที่สถานีตำรวจในวันนี้ ญาติระบุว่า มาให้ปากคำเพิ่มเติมและติดตามขั้นตอนการฝากขังผู้ต้องหา แต่ไม่ต้องการเผชิญหน้าหรือพูดคุยกับนายป๋องและนายธง เนื่องจากยังรู้สึกโกรธแค้นและสะเทือนใจกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น
ญาติเรียกร้องให้ดำเนินคดีกับผู้ต้องหาถึงที่สุด และแสดงความเห็นว่าควรได้รับโทษสูงสุดตามกฎหมาย เพราะเชื่อว่าผู้ก่อเหตุไม่มีความสำนึก และหากได้รับการปล่อยตัวออกมา อาจกลับไปก่อเหตุซ้ำและทำให้มีผู้เสียหายรายใหม่
ส่วนการทำงานของตำรวจ ญาติกล่าวว่า เข้าใจว่าเจ้าหน้าที่มีภารกิจจำนวนมาก แต่ต้องการให้ให้ความสำคัญกับคดีคนหายและใส่ใจความเดือดร้อนของประชาชนมากขึ้น เพราะตลอดช่วงที่ครอบครัวสูญหาย ญาติพยายามติดตามข้อมูลหลายทาง แต่แทบไม่ได้รับความคืบหน้าที่ชัดเจน
ญาติยืนยันว่า สิ่งที่ครอบครัวต้องการในขณะนี้ คือให้ผู้เกี่ยวข้องทุกคนได้รับโทษตามกฎหมาย และให้ตำรวจตรวจสอบแรงจูงใจ เส้นทางการเงิน รวมถึงบุคคลอื่นที่อาจมีส่วนร่วมกับการก่อเหตุอย่างละเอียด เพื่อให้ความจริงทั้งหมดปรากฏและคืนความเป็นธรรมให้กับผู้เสียชีวิตทั้ง 3 ราย