สหรัฐ-แคนาดา เปิดสงครามการค้าภาษี 50% ทรัมป์เหน็บอยากได้สิทธิแบบรัฐที่ 51
เจรจาการค้าสหรัฐ-แคนาดาล่ม ทรัมป์เก็บภาษีสินค้าบางรายการ 50% ขณะที่แคนาดาประกาศตอบโต้ดอลลาร์ต่อดอลลาร์ เริ่ม 8 ก.ย.
วันที่ 24 สิงหาคม 2569 เวลา 02.38 น. สำนักข่าว CNBC รายงานว่า โดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐ ระบุว่า แคนาดาต้องการได้รับสิทธิประโยชน์ของการเป็นรัฐ โดยที่ไม่ต้องเป็นรัฐ หลังการเจรจาการค้าระหว่างสองประเทศล่มลงเมื่อช่วงปลายวันศุกร์ ส่งผลให้สหรัฐฯ เดินหน้าเรียกเก็บภาษีนำเข้าสินค้าแคนาดาบางรายการในอัตราใหม่ 50% และผลักสองประเทศเข้าสู่สงครามการค้ารอบใหม่
ความเห็นล่าสุดของทรัมป์สะท้อนท่าทีที่เขาเคยกล่าวซ้ำหลายครั้งนับตั้งแต่กลับเข้าสู่ทำเนียบขาวว่า แคนาดาอาจกลายเป็นรัฐที่ 51 ของสหรัฐ ซึ่งสร้างความไม่พอใจในหมู่ผู้นำและประชาชนแคนาดา
ทรัมป์กล่าวกับ Fox News เมื่อวันอาทิตย์ว่า แคนาดาโง่เขลา หากคิดว่าจะสามารถทำสงครามการค้ากับสหรัฐฯ และเป็นฝ่ายชนะ พร้อมกล่าวหาว่าเกษตรกรสหรัฐฯ ต้องเผชิญภาษีในระดับสูงจากแคนาดามาเป็นเวลาหลายปี
ด้านมาร์ก คาร์นีย์ นายกรัฐมนตรีแคนาดา วิจารณ์มาตรการภาษีครั้งใหม่ของสหรัฐฯ ว่าเป็นการคำนวณที่ผิดพลาด ซึ่งมีเป้าหมายเพื่อสร้างความเสียหายและความแตกแยก พร้อมยืนยันว่าแคนาดาจะตอบโต้แบบดอลลาร์ต่อดอลลาร์ ตั้งแต่วันที่ 8 กันยายน เป็นต้นไป
มาตรการตอบโต้จะครอบคลุมสินค้าสหรัฐฯ หลายประเภท รวมถึง เหล็ก ผลิตภัณฑ์นม เครื่องใช้ไฟฟ้า และสินค้าอิเล็กทรอนิกส์ โดยรายละเอียดเพิ่มเติมจะประกาศในอีกไม่กี่วันข้างหน้า
คาร์นีย์ยอมรับอย่างชัดเจนว่า ขณะนี้สหรัฐฯ และแคนาดาอยู่ในภาวะสงครามการค้า
“พวกเขาเรียกร้องมากเกินไป แต่เสนอให้น้อยเกินไป” คาร์นีย์กล่าว พร้อมเสริมว่า“เมื่อคุณถูกโจมตี นั่นก็คือสงคราม และเราถูกโจมตี”
อย่างไรก็ตาม คาร์นีย์ระบุว่า แคนาดาตัดสินใจใช้มาตรการตอบโต้ด้วยความไม่เต็มใจ แต่จำเป็นต้องดำเนินการเพื่อปกป้องผลประโยชน์ของประเทศ
มาตรการภาษีใหม่ของสหรัฐในอัตรา 50% จะครอบคลุมสินค้าจากแคนาดาหลายรายการ นอกเหนือจากภาษีที่สหรัฐฯ เรียกเก็บอยู่แล้วกับ เหล็ก อะลูมิเนียม รถยนต์ และไม้แปรรูป
อย่างไรก็ตาม ขอบเขตของมาตรการรอบใหม่นี้ยังค่อนข้างจำกัด โดยครอบคลุมสินค้านำเข้าจากแคนาดามูลค่าประมาณ 2 หมื่นล้านดอลลาร์ หรือราว 5% ของสินค้านำเข้าจากแคนาดาทั้งหมด เช่น ไวน์ ผลิตภัณฑ์นม ซีเมนต์ เสื้อผ้า และอุปกรณ์ฮอกกี้
การเจรจาระหว่างสองฝ่ายก่อนหน้านี้มีสัญญาณเชิงบวกและมีความหวังว่าจะสามารถบรรลุข้อตกลงได้ภายในสัปดาห์ที่ผ่านมา แต่การหารือล่มลงหลังทั้งสองฝ่ายต่างกล่าวหากันว่า เปลี่ยนแปลงเงื่อนไขในนาทีสุดท้าย
ฝ่ายสหรัฐระบุว่าแคนาดายื่นข้อเรียกร้องใหม่และถอยกลับจากเงื่อนไขบางประการที่เคยตกลงกันไว้ ขณะที่คาร์นีย์ปฏิเสธข้อกล่าวหาดังกล่าว โดยระบุว่าแคนาดาเพียงขอความชัดเจนเกี่ยวกับข้อเสนอของสหรัฐฯ แต่กลับได้รับคำตอบที่น่าผิดหวังอย่างต่อเนื่อง
คาร์นีย์ยังเปิดเผยว่า เงื่อนไขที่วอชิงตันเสนอมีข้อจำกัดที่แคนาดาไม่สามารถยอมรับได้ โดยเฉพาะข้อเรียกร้องที่อาจ จำกัดความสามารถของแคนาดาในการทำข้อตกลงการค้าใหม่กับประเทศอื่น
“เราไม่สามารถยอมรับสิ่งที่พวกเขาเสนอ และเราจะไม่ให้สิ่งที่พวกเขาเรียกร้อง” คาร์นีย์กล่าว
ด้านเจมีสัน เกรียร์ ผู้แทนการค้าสหรัฐฯ (USTR) ระบุว่า ขณะนี้ ยังไม่มีแผนกลับมาเจรจากับแคนาดาอีกครั้ง แม้ว่าสหรัฐฯ เคยพร้อมลดภาษีบางรายการให้แคนาดาภายใต้ข้อตกลงที่ท้ายที่สุดไม่สามารถบรรลุผลได้
ท่าทีแข็งกร้าวของคาร์นีย์ได้รับแรงสนับสนุนจากหลายฝ่ายในแคนาดา รวมถึงพรรคฝ่ายค้านและผู้นำรัฐบาลระดับมณฑล
ดั๊ก ฟอร์ด มุขมนตรีรัฐออนแทรีโอ ระบุว่า ทรัมป์ไม่สามารถไว้วางใจได้ ขณะที่ เดวิด อีบี มุขมนตรีบริติชโคลัมเบีย กล่าวว่า ข้อเรียกร้องของสหรัฐฯ ที่ต้องการจำกัดความสามารถของแคนาดาในการทำข้อตกลงการค้ากับประเทศอื่น จะทำให้แคนาดามีสถานะทางเศรษฐกิจแทบไม่ต่างจาก“รัฐที่ 51 ของสหรัฐฯ” ซึ่งเป็นสิ่งที่ชาวแคนาดาไม่สามารถยอมรับได้
ด้าน ปิแอร์ ปัวลิเยฟร์ ผู้นำฝ่ายค้านพรรคอนุรักษนิยม เรียกมาตรการภาษีล่าสุดของสหรัฐฯ ว่าไม่มีเหตุผลรองรับ ขณะที่ผู้นำควิเบกเตือนว่าภาษีรอบใหม่อาจทำให้เกิดการสูญเสียตำแหน่งงาน และเตรียมออกมาตรการช่วยเหลืออุตสาหกรรมที่ได้รับผลกระทบ
การเจรจาที่ล่มลงยังเพิ่มความไม่แน่นอนต่ออนาคตของ USMCA ข้อตกลงการค้าเสรีระหว่างสหรัฐฯ แคนาดา และเม็กซิโก ซึ่งกำลังอยู่ระหว่างกระบวนการทบทวนตามข้อกำหนด
ข้อตกลงดังกล่าวได้รับการลงนามในสมัยแรกของทรัมป์เพื่อใช้แทน NAFTA และปัจจุบันเป็นรากฐานรองรับการค้าระหว่างสามประเทศมูลค่าประมาณ 1.6 ล้านล้านดอลลาร์ต่อปี
ก่อนหน้านี้ แคนาดาและเม็กซิโกได้ขอให้ต่ออายุ USMCA ออกไปอีก 16 ปี แต่สหรัฐฯ ปฏิเสธที่จะต่ออายุข้อตกลงในรูปแบบปัจจุบัน
เมื่อถูกถามว่าความล้มเหลวของการเจรจาการค้าครั้งล่าสุดจะส่งผลต่อ USMCA อย่างไร คาร์นีย์ยอมรับว่า สถานการณ์ที่เกิดขึ้น “ไม่ใช่ข่าวดีอย่างแน่นอน” สำหรับอนาคตของข้อตกลงการค้าสำคัญที่สุดฉบับหนึ่งของทวีปอเมริกาเหนือ
อ้างอิง : bbc.com