ดร.ณัฏฐ์ ซัดเกมเปิดรายชื่อคดีฮั้ว สว.ก่อน หวังทำลายความน่าเชื่อถือ กกต.
“ดร.ณัฏฐ์” ชี้ “คดีฮั้ว สว.” เทคนิค “เปิดเผยรายชื่อ-ขู่ปล่อยเอกสารลับในสำนวนคดี” มุ่งทำลายความน่าเชื่อถือของ กกต.และผู้ถูกกล่าวหา โดย กกต.ยังไม่ชี้ขาด มุ่งโจมตีทางการเมือง
26 กรกฎาคม 2569 - สืบเนื่องจากคดีฮั้ว สว. อยู่ในความสนใจของประชาชนอีกครั้ง โดยมีการเปิดเผยรายชื่อนักการเมืองพรรคภูมิใจไทยที่เข้าไปพัวพัน คดีฮั้วสว.ในปี 2567 โดยหนึ่งในนั้น มีรายชื่อ นายอนุทิน ชาญวีรกุล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย นั้น
ล่าสุด ดร.ณัฐวุฒิ วงศ์เนียม หรือ ดร.ณัฏฐ์ นักกฎหมายมหาชน ให้ความเห็นเพื่อประโยชน์สาธารณะและกล่าวว่า คดีฮั้วสว.ในชั้นที่ประชุมใหญ่ กกต. ก่อนที่จะวินิจฉัยชี้ขาดในขั้นตอนสุดท้าย ในการรับฟังพยานหลักฐานในสำนวนคดีและวินิจฉัยชี้ขาด โดย กกต.ใช้มติเสียงข้างมาก ตาม พรป.กกต.และระเบียบ กกต.ว่าด้วยการสืยสวน การไต่สวนและการวินิจฉัยชี้ขาพ พ.ศ.2561 และฉบับแก้ไขเพิ่มเติม(ฉบับที่ 3) พ.ศ.2566
มติเสียงข้างมาก ของ กกต.ไม่อาจตรวจสอบได้ว่า แต่ละบุคคลให้ความเห็นอย่างไร แต่ประชาชนสามารถตรวจสอบได้เฉพาะความเห็นวินิจฉัยชี้ขาดของ กกต.ที่นำมาเปิดเผยเป็นการทั่วไป
หากยกคำร้อง ถือว่า คดีถึงที่สุด หรือที่ภาษาชาวบ้านเรียกว่า “ใบขาว”
หากชี้ขาดว่า ทั้งหมดหรือบางส่วนของ จำนวนผู้ถูกกล่าวหา 229 ราย มีส่วนในการกระทำฝ่าฝืน พรป.สว. หากเป็น สว. กกต.จะยื่นคำร้องขอเพิกถอนสิทธิต่อศาลฎีกา มิใช่ศาลรัฐธรรมนูญ หากมิใช่ สว.แยกไปดำเนินคดีอาญาปกติ
วิธีทุ่มสุดตัวโดยเปิดเผยรายชื่อของบุคคลที่ถูกกล่าวหาและมีส่วนพัวพันคดีฮั้ว สว. ล่วงหน้าผ่านสื่อ โดย กกต.ยังไม่วินิจฉัยชี้ขาด และมีเจตนาปล่อยเอกสารลับในสำนวนคดีที่อยู่ในความครอบครองของ กกต.ไม่ว่าด้วยวิธีการใดๆ
เพื่อทำลายความน่าเชื่อถือของ กกต.องค์กรอิสระ และผลโดยตรงทำลายชื่อเสียงของบุคคลที่ถูกพาดพิง แม้จะมีรายชื่อ เป็น 1 ใน 229 คน ที่ถูกกล่าวหา ย่อมไม่อาจกระทำได้
หากข่มขู่ อ้างตรวจสอบ โดยร่วมกับ สส.ฝ่ายค้าน ซึ่งฝ่ายนิติบัญญัติ ไม่ใช่ ฝ่ายตุลาการ และ ปปช.องค์กรอิสระย่อมไม่ใช่ได้กระทำเพื่อประโยชน์สาธารณะโดยตนไม่มีหน้าที่ แต่เพราะ สส.รายหนึ่ง ตนเองถูก กกต.แจ้งความดำเนินคดีอาญา
โดยใช้อำนาจของตนเอง ในรูปแบบ กมธ. โดยขู่ว่าจะนำเอกสารในสำนวนคดี เป็นความลับมาเปิดเผย
นอกจากจะโดนคดีอาญาเพิ่มเติมฐานเปิดเผยความลับเอกสารราชการและร่วมกันจงใจใช้อำนาจโดมิชอบฯ เพราะ รัฐธรรมนูญ มาตรา 224 (2) พรป. กกต.กำหนดให้เป็นอำนาจของ กกต.โดยอาศัยระเบียบ กกต.ว่าด้วยการสืยสวน การไต่สวนและการวินิจฉัยชี้ขาพ พ.ศ.2561 และฉบับแก้ไขเพิ่มเติม(ฉบับที่ 3) พ.ศ.2566 กำหนดหลักเกณฑ์ ขั้นตอนและวิธีการในการไต่สวนและชี้ขาดและกระทำในรูปองค์คณะ โดยใช้มติเสียงข้างมาก
พูดภาษาชาวบ้าน คือ กกต.พิจารณาจากพยานหลักฐานในสำนวนคดีที่ผ่านการพิจารณาในชั้นต้นของคณะกรรมการไต่สวน กกต.ชุดที่ 26 ที่ผ่านการกลั่นกรองจากคณะอนุกรรมการวินิจฉัยฯ คณะที่ 36
ส่วนพยานบางคน ที่กลับคำให้การในชั้นนี้ ให้ถ้อยคำกลับไปกลับมา เพื่อช่วยเหลือผู้ถูกกล่าวหาบางคน แม้จะอ้างว่า เข้าใจผิด หรือเข้าใจคลาดเคลือน ไม่ว่าอ้างเหตุใดก็ตาม พยานปากดังกล่าวย่อมมีน้ำหนักน้อย โดย กกต.ใช้ระบบไต่สวน ในการรับฟังพยานหลักฐาน พยานบุคคลให้ถ้อยคำต่อคณะกรรมการไต่สวน ชุดที่ 26 แต่กลับคำให้การภายหลัง
ถือเป็นพยานบอกเล่า ไม่มีความมั่นคง ถือเป็นพยานบอกเล่าที่มีความบกพร่องประการอื่น ต้องรับฟังอย่างระมัดระวัง และพยานไม่มีความมั่นคง ต้องรับฟังพยานหลักฐานอื่นประกอบ เป็นไปตาม ป.วิอาญา มาตรา 227/1
ส่วนกรณีมีบุคคลนำรายชื่อ มาเปิดเผยว่า จำนวน 9 รายชื่อและมีรูปหน้า นำมาเผยแพร่ข้อความ โดยมีนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและ รมว.มหาดไทย และแกนนำพรรคภูมิใจไทยบางคน ว่ามีส่วนพัวพันคดีฮั้ว สว. โดย กกต.ยังไม่วินิจฉัยชี้ขาด เป็นการด่วนสรุป โดยบุคคลไม่มีอำนาจชี้ขาดและไม่มีอำนาจหน้าที่ตามกฎหมาย เป็นเพียงกลเกมการเมือง มุ่งให้ร้ายโจมตีทางการเมืองเท่านั้น
เหตุเพราะบุคคลที่นำรายชื่อมาเปิดเผย ไม่ใช่ 1 ใน 7 ของกกต. และไม่มีอำนาจในการวินิจฉัยชี้ขาด จะล่วงรู้มติเสียงข้างมากล่วงหน้าได้อย่างไรว่าใคร เป็นคัวการ ผู้ใช้หรือผู้สนับสนุนในการฝ่าฝืน พรป.สว.
ทั้งคดีในชั้น กกต.ยังอยู่ระหว่างพิจารณาของ กกต.
ทั้งผู้ถูกกล่าวหา จำนวน 91 คน กับบุคคลที่ระบุว่า เป็นตัวการ ผู้ใช้ ผู้สนับสนุน ในส่วนของ 9 รายชื่อที่นำมาเปิดเผย ต่อสื่อ ไม่ใช่ข้อเท็จจริงใหม่
เพราะรายชื่อ 229 คน ถูกเปิดเผยผ่านสื่อและประชาชนทั่วไปรู้อยู่แล้วก่อนหน้านี้
คดีในชั้น กกต.ต้องรอให้ กกต.มีมติเสียงข้างมาก วินิจฉัยชี้ขาดก่อน ว่า บุคคลที่ถูกกล่าวหา 229 คน ผู้ถูกกล่าวหารายใด หรือบุคคลใด หรือทั้งหมด มีส่วนร่วมในการกระทำความผิดโดยทำเป็นขบวนการให้ได้มาซึ่งอำนาจฝ่ายนิติบัญญัติโดยไม่ชอบด้วยกฎหมายและฝ่าฝืน พรป.สว.มาตรา 77(1) หรือไม่อย่างไร เพราะหากชี้ขาดว่าผู้ใด ร่วมกันกระทำฝ่าฝืน เจอคดีฟอกเงินและคดีอาญาอื่นๆ ตามมาเป็นพรวน
ส่วนผู้ที่ได้รับผลกระทบ เพราะบุคคลดังกล่าวทำให้เกิดความเสียหาย เป็นสิทธิของผู้เสียหายจะไปกล่าวโทษทางอาญา
ส่วนในชั้นศาล จะขอหมายเรียกสำนวนคดีฮั้ว สว.มาได้หรือไม่อย่างไร ต้องไปดูว่า กกต.วินิจฉัยชี้ขาดและเป็นที่สุดแล้วหรือไม่ หากยังไม่เป็นที่สุด กกต.หยิบยกอ้าง พรบ.ข้อมูลข่าวสารราชการฯ อ้างเหตุขัดข้องไม่ส่งสำเนาสำนวนคดีให้ศาลก็ได้เพราะเป็นข้อยกเว้น
ส่วนการแต่งตั้งนักโทษในเรือนจำเพื่อว่าความให้ เป็นเพียงเทคนิคเพื่อเบิกตัวนักโทษมาศาลเพื่อพูดคุยแบบใกล้ชิด เพราะหากใช้ช่องเยี่ยมญาติ มีเวลา 15 นาที พูดคุยเรื่องสำคัญและเรื่องลับไม่สะดวก เพราะเรือนจำมีระบบบันทึกเสียงและภาพ ทั้งหากทำหน้าที่จริง คงไม่สนุกเพราะต้องเดินทางไปมาจังหวัดต่างๆ ด้วยรถเรือนจำ ด้วยข้อจำกัดของเรือนจำและเครื่องพันธนาการป้องกันนักโทษหลบหนี ทำให้ยากลำบากในการทำหน้าที่ว่าต่างให้จำเลย ในขณะตนเองตัวเองคดี เป็นพรวน ยังเอาตัวไม่รอดเลย