MAGURO Group โตสวนกระแส รายได้ครึ่งปีแรก 1,139 ล้านบาท
บริษัท มากุโระ กรุ๊ป จำกัด (มหาชน) หรือ MAGURO ผู้นำธุรกิจร้านอาหารญี่ปุ่นและเกาหลีระดับพรีเมียมในประเทศไทย เผยผลการดำเนินงานงวด 6 เดือนแรกปี 2569 (1H69) มีรายได้รวม 1,139 ล้านบาท และกำไรสุทธิ 74 ล้านบาท เติบโต 14% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน โดยมีแรงหนุนหลักจากการเร่งขยายสาขาอย่างต่อเนื่องในรอบ 1 ปีที่ผ่านมา ตอกย้ำความสามารถในการรักษาโมเมนตัมการเติบโตได้อย่างแข็งแกร่ง ท่ามกลางภาวะกำลังซื้อในประเทศที่ยังคงชะลอตัว สะท้อนพื้นฐานธุรกิจที่แข็งแกร่งของกลุ่มบริษัทฯ
นายจักรกฤติ สายสมบูรณ์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท มากุโระ กรุ๊ป จำกัด (มหาชน) หรือ MAGURO กล่าวว่า ผลการดำเนินงานในช่วงครึ่งปีแรกสะท้อนความสำเร็จของกลยุทธ์การขยายสาขาอย่างต่อเนื่อง โดยเมื่อพิจารณาเฉพาะไตรมาส 2 ปี 2569 บริษัทฯ มีรายได้รวม 578 ล้านบาท เติบโต 29% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน (2Q68) และเพิ่มขึ้น 3% จากไตรมาสก่อนหน้า (1Q69) ขณะที่กำไรสุทธิอยู่ที่ 40 ล้านบาท เติบโต 23% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน และเพิ่มขึ้น 16% จากไตรมาสก่อนหน้า โดยในรอบ 1 ปีที่ผ่านมา บริษัทฯ ได้เปิดสาขาใหม่เพิ่มขึ้นถึง 13 สาขา จาก 45 สาขาในไตรมาส 2 ปี 2568 เป็น 58 สาขาในไตรมาส 2 ปี 2569 คิดเป็นจำนวนสาขาที่เพิ่มขึ้นถึง 29% ซึ่งเป็นแรงขับเคลื่อนหลักที่ทำให้รายได้ไตรมาสนี้เติบโตได้ถึง 29% แม้ว่ายอดขายต่อสาขาเดิม (SSSG) จะยังคงอ่อนตัวลงราว 6% ตามกำลังซื้อของผู้บริโภคที่ยังคงระมัดระวังการใช้จ่าย แต่ฐานลูกค้าใหม่ที่ขยายตัวจากสาขาและแบรนด์ใหม่ในเครือ ช่วยชดเชยผลกระทบดังกล่าวได้เป็นอย่างดี ทำให้ภาพรวมผลประกอบการยังคงเติบโตแข็งแกร่งต่อเนื่อง
ด้านความสามารถในการทำกำไร บริษัทฯ ยังคงเดินหน้าทำแคมเปญโปรโมชันเพื่อกระตุ้นยอดขายและสร้างการรับรู้ให้กับแบรนด์ใหม่ในเครืออย่างต่อเนื่อง ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของกลยุทธ์การขยายฐานลูกค้าในระยะยาว โดยสามารถดึงดูดลูกค้าใหม่และสร้างความคุ้นเคยกับแบรนด์ได้อย่างมีประสิทธิภาพ ส่งผลให้อัตรากำไรขั้นต้น (GPM) ในไตรมาส 2 ปี 2569 อยู่ที่ 48.3% ลดลงเล็กน้อยจาก 48.7% ในช่วงเดียวกันของปีก่อน ขณะที่กำไรก่อนดอกเบี้ย ภาษี ค่าเสื่อมราคาและค่าตัดจำหน่าย (EBITDA) อยู่ที่ 286 ล้านบาท เติบโต 38% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน คิดเป็นอัตรากำไร EBITDA ที่ 25.1% ตอกย้ำพื้นฐานการดำเนินธุรกิจที่มั่นคง
นายจักรกฤติ กล่าวเสริมว่า แนวโน้มผลการดำเนินงานในไตรมาส 3 ปี 2569 คาดว่าจะเติบโตต่อเนื่องทั้งเมื่อเทียบกับปีก่อนและไตรมาสก่อนหน้า โดยมีแรงหนุนสำคัญจากแผนขยายสาขาอย่างต่อเนื่อง ซึ่งบริษัทฯ เตรียมเปิดสาขาใหม่อีกหลายสาขาในไตรมาสนี้ นำโดย "Kaiten Sushi Ginza Onodera" ร้านซูชิสายพานระดับพรีเมียมจากเครือ ONODERA GROUP ประเทศญี่ปุ่น ซึ่งเปิดให้บริการอย่างเป็นทางการแล้วเมื่อวันที่ 28 กรกฎาคมที่ผ่านมา ณ ศูนย์การค้าเซ็นทรัลเวิลด์ ชั้น 7 ถือเป็นแฟลกชิพสโตร์ที่ใหญ่ที่สุดในเอเชีย รองรับลูกค้าได้สูงสุดถึง 30,000 คนต่อเดือน ได้รับกระแสตอบรับที่ดีเกินคาดตั้งแต่วันแรกที่เปิดให้บริการ โดยปัจจุบันมียอดจองที่นั่งเต็มต่อเนื่องไปจนถึงเดือนกันยายนนี้ ตอกย้ำความสำเร็จของกลยุทธ์การขยายพอร์ตธุรกิจด้วยการนำเข้าแบรนด์ดังระดับโลกจากประเทศญี่ปุ่น ซึ่งเป็นหนึ่งในสองแนวทางหลักที่บริษัทฯ ใช้ขับเคลื่อนการเติบโต ควบคู่ไปกับการพัฒนาแบรนด์ของตัวเองเพื่อขยายสู่การเป็นเครือร้านอาหารครบวงจร และคาดว่าจะช่วยสร้างรายได้เพิ่มเติมพร้อมดึงดูดฐานลูกค้าใหม่ให้กับกลุ่มบริษัทฯ ได้อย่างมีนัยสำคัญตั้งแต่ไตรมาส 3 เป็นต้นไป
นอกจากนี้ บริษัทฯ ยังเดินหน้าขยายพอร์ตโฟลิโอผลิตภัณฑ์และแบรนด์อย่างต่อเนื่อง อาทิ ความร่วมมือกับ YOTEI ในเครือ SEACONBEV เปิดตัวเครื่องดื่ม "Yotei Light Ume" ในราคา 69 บาท เพื่อเสริมประสบการณ์มื้ออาหารให้กับกลุ่ม Gen Z และคนเมือง พร้อมเตรียมเปิดตัวแบรนด์ใหม่ในช่วงครึ่งปีหลัง ทั้ง "หลาย" (Laii) ร้านอาหารอีสานร่วมสมัย ที่จะเปิดให้บริการวันที่ 1 กันยายนนี้ ณ Nirvana Porch กรุงเทพกรีฑา และ "Age.3" (อาเกะซัง) แบรนด์ขนมทอดชื่อดังจากย่านกินซ่า ประเทศญี่ปุ่น ซึ่งจะเปิดสาขาแรกในไทยที่ดุสิต เซ็นทรัล พาร์ค ในเดือนตุลาคมนี้ สะท้อนกลยุทธ์การกระจายพอร์ตธุรกิจและสร้างโอกาสการเติบโตใหม่ ๆ ให้กับกลุ่มบริษัทฯ อย่างต่อเนื่อง ซึ่งคาดว่าจะเป็นแรงหนุนสำคัญให้ผลประกอบการในช่วงครึ่งปีหลังเติบโตต่อเนื่องจากไตรมาส 2
กลยุทธ์การขยายพอร์ตธุรกิจของ MAGURO Group วางอยู่บนสองแนวทางหลักที่เดินหน้าควบคู่กัน ได้แก่ การนำเข้าแบรนด์ดังจากต่างประเทศ นำโดย Kaiten Sushi Ginza Onodera จากญี่ปุ่นที่ได้รับกระแสตอบรับอย่างล้นหลาม และการสร้างแบรนด์ของตัวเอง เพื่อขยายสู่การเป็นเครือร้านอาหารครบวงจรที่ครอบคลุมทุกมื้ออาหารและทุกกลุ่มลูกค้า โดยเฉพาะ "หลาย" (Laii) ร้านอาหารอีสานร่วมสมัย ที่กำลังจะเปิดให้บริการต้นเดือนกันยายนนี้ ณ Nirvana Porch กรุงเทพกรีฑา ซึ่งได้รับความสนใจจากลูกค้าอย่างมากตั้งแต่ช่วงก่อนเปิดตัว และร้านของหวาน "Age.3" (อาเกะซัง) ที่จะตามมาในเดือนตุลาคม โดยทั้งสองแบรนด์ใหม่นี้จะช่วยเติมเต็มพอร์ตโฟลิโอของกลุ่มบริษัทฯ ให้ครอบคลุมตั้งแต่อาหารคาวไปจนถึงของหวาน ตอกย้ำการเป็นเครือร้านอาหารครบวงจรที่ตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์ผู้บริโภคในทุกโอกาส
"เรามั่นใจว่าทิศทางผลการดำเนินงานของ MAGURO Group จะยังคงเติบโตต่อเนื่องในช่วงครึ่งปีหลัง จากทั้งแผนขยายสาขาใหม่ในหลากหลายแบรนด์ การเปิดตัวแบรนด์ใหม่ที่ตอบโจทย์ผู้บริโภคในทุกกลุ่ม และการสร้างความร่วมมือกับพันธมิตรทางธุรกิจ เราจะเดินหน้าสร้างมูลค่าเพิ่มให้กับผู้ถือหุ้นและนักลงทุนอย่างต่อเนื่องเช่นเดิม" นายจักรกฤติ กล่าวสรุป
ปัจจุบัน MAGURO Group บริหารร้านอาหารในเครือรวมกว่า 58 สาขา ครอบคลุมหลากหลายแบรนด์ ทั้ง MAGURO ร้านอาหารญี่ปุ่นและซูชิระดับพรีเมียม, HITORI SHABU ร้านชาบูและสุกียากี้หม้อเดี่ยวสไตล์คันไซ, SSAMTHING TOGETHER ร้านปิ้งย่างสไตล์เกาหลี, Tonkatsu AOKI ร้านหมูทอดทงคัตสึต้นตำรับจากญี่ปุ่น, KIWAMIYA ร้านแฮมเบิร์กต้นตำรับจากญี่ปุ่น, CouCou ร้านอาหาร All-Day Dining สไตล์ตะวันตก, BINCHO ร้านอาหารญี่ปุ่นย่างถ่าน, IPPE KOPPE ร้านแกงกะหรี่ญี่ปุ่นต้นตำรับ และ Chopman แบรนด์ข้าวมันไก่ผ่านช่องทางเดลิเวอรี พร้อมเดินหน้าขยายแบรนด์ใหม่ต่อเนื่องในช่วงครึ่งปีหลัง.
website : mgronline.com
facebook : MGRonlineLive
twitter : @MGROnlineLive
instagram : mgronline
line : MGROnline
youtube : MGR Online VDO