โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

อาชญากรรม

พยานเล่านาทีสลด เก๋งอาจารย์หมอฝ่าไฟแดงชน 3 นศ.ปี 1 มฟล. วอนอย่ามาอ้าง “อนาคตยังอีกไกล”

Thairath - ไทยรัฐออนไลน์

อัพเดต 4 ชั่วโมงที่ผ่านมา • เผยแพร่ 4 ชั่วโมงที่ผ่านมา
ภาพไฮไลต์

พยานเล่านาทีสลด อาจารย์หมอควบเก๋งฝ่าไฟแดงพุ่งชน 3 นศ.ปี 1 มฟล. ดับ 2 เจ็บ 1 เผยเสียงโทรศัพท์ดังจากพงหญ้าจึงพบร่าง จี้ทำคดีตรงไปตรงมา วอนอย่ามาอ้าง “อนาคตผมยังอีกไกล” เพื่อเลี่ยงความผิด

วันที่ 30 ส.ค.69 จากกรณีอุบัติเหตุสะเทือนใจ รถเก๋งซึ่งมีผู้ขับขี่เป็นอาจารย์แพทย์ เสียหลักพุ่งชนกลุ่มนักศึกษาชั้นปีที่ 1 มหาวิทยาลัยแม่ฟ้าหลวง (มฟล.) ที่กำลังจอดจักรยานยนต์รอสัญญาณไฟจราจร บริเวณทางแยกนางแล เป็นเหตุให้นักศึกษาเสียชีวิต 2 ราย และบาดเจ็บสาหัส 1 ราย บริเวณแยกไฟจราจร

ผู้สื่อข่าวได้ลงพื้นที่สัมภาษณ์ นายวุฒิชัย อายุ 31 ปี และ น.ส.เบญจมาศ อายุ 40 ปี สองสามีภรรยาผู้เห็นเหตุการณ์และเป็นผู้เข้าช่วยเหลือผู้บาดเจ็บในคืนเกิดเหตุ โดยจุดเกิดเหตุเป็นสามแยกนางแล ต.นางแล อ.เมืองเชียงราย อยู่บนถนนพหลโยธิน ฝั่งขาขึ้น มุ่งหน้าไปทาง อ.แม่จัน

นายวุฒิชัย และ น.ส.เบญจมาศ เปิดเผยว่า เหตุการณ์เกิดขึ้นเมื่อช่วงเวลาประมาณ 20.15 - 20.20 น. ขณะที่พวกตนกำลังขับรถกลับจากทานอาหาร ได้พบจุดเกิดเหตุหลังเกิดชนเพียงไม่เกิน 5 นาที โดยนักศึกษาผู้ประสบเหตุได้จอดรถจักรยานยนต์ติดสัญญาณไฟจราจรอยู่บริเวณขอบทาง จากนั้นมีรถเก๋งคู่กรณีปาดออกซ้ายด้วยความเร็ว ก่อนพุ่งชนกลุ่มนักศึกษาเข้าอย่างจัง แรงชนส่งผลให้ร่างของผู้บาดเจ็บและเสียชีวิตกระเด็นไกลกว่า 10 เมตร

เมื่อเข้าตรวจสอบสภาพผู้บาดเจ็บในจุดเกิดเหตุ นักศึกษารายแรก นอนเสียชีวิตในจุดเกิดเหตุ ไม่มีชีพจร นักศึกษารายที่สอง (ผู้บาดเจ็บ) นอนหมดสติชั่วครู่ ก่อนที่ชาวบ้านและพยานจะช่วยกันเรียกจนได้สติ สภาพมีแผลฉกรรจ์ที่ขา และนักศึกษารายที่สาม (เสียชีวิตในเวลาต่อมา) กระเด็นไปอัดติดกับต้นไม้ข้างทางในสภาพมืดสนิท มีร่มบังร่างไว้ กระทั่งมีเสียงโทรศัพท์มือถือที่เด้งขึ้นมาบนพื้น ซึ่งเป็นสายจากพี่ชายที่โทรเข้ามาหาพอดี หากไม่มีเสียงโทรศัพท์สายนั้นก็คงไม่มีใครเห็นร่างของน้องเนื่องจากจุดเกิดเหตุค่อนข้างมืด

น.ส.เบญจมาศ เพิ่มเติมว่า นักศึกษาทั้งหมดเป็นเด็กต่างถิ่น เพิ่งเดินทางมาศึกษาต่อชั้นปีที่ 1 ได้เพียงประมาณ 1 เดือนเท่านั้น (เข้าเรียนช่วงเดือนกรกฎาคม) โดยหนึ่งในผู้เสียชีวิต ญาติได้ประสานนำร่างกลับไปประกอบพิธีทางศาสนาที่จังหวัดปัตตานีเรียบร้อยแล้ว

นายวุฒิชัย เล่าว่า ในช่วงเกิดเหตุ ผู้ขับขี่รถเก๋งมีอาการตกใจ เอาแต่พูดคำว่า“ตนเองประมาทเอง” และง่วนอยู่กับการคุยโทรศัพท์ ไม่ได้เข้ามาช่วยดูผู้บาดเจ็บ

นอกจากนี้ นายวุฒิชัย ได้แสดงความกังวลอย่างยิ่งต่อกระแสข่าวที่ว่าคู่กรณีได้กล่าวกับเจ้าหน้าที่ตำรวจในทำนองว่า “ตนเองยังเหลืออนาคตอีกไกล” โดยนายวุฒิชัย กล่าวด้วยน้ำเสียงสะเทือนใจว่า

“อย่ามาใช้คำพูดว่าตัวเองมีอนาคตอีกไกล เด็กที่เสียชีวิตเขาก็มีอนาคต และอนาคตของเด็กยังไกลกว่าเขาเยอะ เด็กๆ เดินทางมาจากต่างจังหวัด ต่างบ้านต่างเมือง พ่อแม่ส่งมาเรียนเพื่อทำตามความฝัน แต่ตอนนี้เด็กๆ ไม่มีโอกาสได้ทำตามความฝันแล้ว จึงอยากวอนขอให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องดำเนินคดีอย่างตรงไปตรงมาและให้ความเป็นธรรมกับครอบครัวผู้สูญเสีย”

พยานในพื้นที่ระบุเพิ่มเติมว่า บริเวณแยกดังกล่าวเกิดอุบัติเหตุบ่อยครั้ง ไฟส่องสว่างริมทางเสียมาเป็นเวลานาน อีกทั้งกล้องวงจรปิดบริเวณเสาในจุดดังกล่าวซึ่งมีถึง 6 ตัว กลับใช้งานไม่ได้ จึงอยากเรียกร้องให้หน่วยงานที่รับผิดชอบเร่งแก้ไข อย่างไรก็ตาม ต้นเหตุสำคัญที่สุดยังคงมาจากความประมาทของผู้ขับขี่รถยนต์

พยานทั้งคู่ได้เล่าอีกว่า ก่อนเกิดเหตุได้เห็นรถอาจารย์หมอคู่กรณีขับไล่เบียดแซงกับรถอีกคันมาตั้งแต่แยก ม.ราชภัฏฯ และมาถึงที่เกิดเหตุ รถที่ขับเบียดกันมาหลุดไฟเขียวออกไปก่อน รถคันของอาจารย์หมอจึงพยายามขับออกซ้ายเพื่อฝ่าไฟแดง คาดว่าคงจะไปตามคันที่ขับหนี โดยหลังขับรถชนนักศึกษาแล้วก็ยังมีรถที่ถูกขับปาดหน้าระหว่างทางยังจอดรถลงมาด่าเขาอยู่

อ่านข่าวต้นฉบับได้ที่ : พยานเล่านาทีสลด เก๋งอาจารย์หมอฝ่าไฟแดงชน 3 นศ.ปี 1 มฟล. วอนอย่ามาอ้าง “อนาคตยังอีกไกล”

ข่าวที่เกี่ยวข้อง

ตามข่าวก่อนใครได้ที่
- Website : www.thairath.co.th
- LINE Official : Thairath

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...