โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

หมอเตือน! ภัยเงียบอย่าชะล่าใจ มีเชื้อไวรัสตับอักเสบบี เสี่ยงมะเร็งตับ เผย 4 ทางติดต่อและอาการต้องสงสัย

News In Thailand

อัพเดต 11 ก.ย เวลา 09.21 น. • เผยแพร่ 11 ก.ย เวลา 09.07 น. • oum
หมอเตือน! ภัยเงียบอย่าชะล่าใจ มีเชื้อไวรัสตับอักเสบบี เสี่ยงมะเร็งตับ เผย 4 ทางติดต่อและอาการต้องสงสัย

วันนี้( 20 พ.ค.69) นพ.เจษฎ์ บุณยวงศ์วิโรจน์ รองผู้อำนวยการโรงพยาบาลมหาราชนครราชสีมา ได้ออกมาโพสต์เตือนภัยเกี่ยวกับโรคร้ายที่ซ่อนอยู่ในร่างกายของเรา อย่างเช่นเรื่องของการติดเชื้อไวรัสตับอักเสบบีที่อาจเสี่ยงมะเร็งตับไม่รู้ตัว เดี๋ยวเราไปดูกันว่ามันเกิดอะไรช่วงไหนเเล้วเราจะป้องกันมันได้อย่างไร

“มะเร็งตับ” เป็นผลจากการสะสมเงียบ ๆ มาหลายสิบปี โดยเริ่มต้นจากการที่เราติดเชื้อไวรัสตับอักเสบบีเข้าสู่ร่างกาย แล้วทำให้เกิดการอักเสบของเซลล์ตับแบบเรื้อรัง ซึ่งการที่ตับอักเสบอยู่เรื่อย ๆ ร่างกายก็จะพยายามซ่อมแซมตัวเองตลอดเวลา โดยการซ่อมแซมนี้จะเกิดการสร้างพังผืดขึ้นในตับ และเมื่อพังผืดสะสมมากขึ้นเรื่อย ๆ ก็จะเข้าสู่ภาวะตับแข็ง สุดท้ายเซลล์ที่ถูกซ่อมแซมซ้ำ ๆ บางครั้งอาจเกิดความผิดพลาดของสารพันธุกรรมหรือ DNA ได้ ซึ่งทั้งหมดนี้ใช้เวลาประมาณ 15–30 ปี และเป็นสาเหตุที่ทำให้เกิดก้อนมะเร็งขึ้นในตับได้

ปัญหาของไวรัสตับอักเสบบีสามารถทำให้เกิดโรคร้ายแรงได้ 3 อย่างหลัก ๆ ได้แก่ ตับแข็ง ตับวายเฉียบพลัน และมะเร็งตับ ซึ่งอาการที่อาจพบได้ เช่น น้ำหนักลด เบื่ออาหาร ตัวเหลือง ตาเหลือง อ่อนเพลีย หรือบางครั้งอาจมีอาการจุกแน่นบริเวณชายโครงขวาร่วมด้วย เเล้วอีกอย่างก็คือ มะเร็งตับเป็นหนึ่งในมะเร็งที่ทำให้คนไทยเสียชีวิตสูงที่สุด โดยสาเหตุสำคัญมาจากการติดเชื้อไวรัสตับอักเสบบี

และไวรัสตับอักเสบซี ปัจจุบันคาดว่าคนไทยประมาณร้อยละ 5–10 เคยติดเชื้อไวรัสตับอักเสบบี หรือมีเชื้ออยู่ในร่างกาย ซึ่งคิดเป็นจำนวนหลายล้านคน และในจำนวนนี้มีทั้งผู้ป่วยและผู้ที่เป็นพาหะของโรค โดยหลายคนอาจไม่รู้ตัวเลยว่าตัวเองมีเชื้ออยู่ ซึ่งสิ่งที่น่ากังวลคือ เมื่อเราติดเชื้อไวรัสตับอักเสบบีแบบเรื้อรัง จะมีความเสี่ยงในการเกิดมะเร็งตับสูงกว่าคนทั่วไปหลายสิบเท่า โดยเฉพาะถ้ามีพฤติกรรมเสี่ยงร่วมด้วย เช่น ดื่มแอลกอฮอล์ เป็นเบาหวาน มีภาวะอ้วนลงพุง หรือรับประทานอาหารที่ปนเปื้อนสารอะฟลาทอกซินจากเชื้อรา ก็จะยิ่งเพิ่มโอกาสเกิดตับแข็งและมะเร็งตับมากขึ้นไปอีก

เเละในประเทศไทยพบว่าผู้ป่วยมะเร็งตับจำนวนมากมีประวัติการติดเชื้อไวรัสตับอักเสบบีอยู่เดิม เพราะฉะนั้นสิ่งสำคัญมากคือ การรู้สถานะของตัวเองว่าเรามีเชื้อ มีภูมิ หรือเคยติดเชื้อหรือไม่ เพราะถ้าตรวจพบเร็ว เราจะสามารถติดตาม ดูแล และลดความเสี่ยงของการเกิดตับแข็งหรือมะเร็งตับในอนาคตได้

เราสามารถตรวจสอบได้ค่ะเเละต้องระวังการติดเชื้อจากช่องทางสำคัญ ของไวรัสตับอักเสบบี ที่ติดต่อได้ง่ายมีอยู่ 4 ทาง

1.จากแม่สู่ลูก ซึ่งอันนี้เป็นเรื่องที่คุณแม่หลาย ๆ คนเวลาไปฝากท้องจะต้องตรวจเรื่องของไวรัสตับอักเสบบีเสมอ เพราะว่าตอนคลอดเด็กมีโอกาสติดเชื้อได้สูงถึง 90%

2.ทางเลือด รับเลือด ใช้เข็มฉีดยาร่วมกัน สักที่ไม่ได้มาตรฐาน รวมไปถึงการใช้เครื่องมือที่ไม่ทำความสะอาดด้วย

3.ทางเพศสัมพันธ์ ไวรัสอยู่ในน้ำอสุจิหรืออยู่ในสารคัดหลั่งในช่องคลอด

4 .ใช้ของมีคมร่วมกัน มีดโกน กรรไกรตัดเล็บ แปรงสีฟัน เเต่ถ้ากอด การจับมือ กินอาหารร่วมกัน ไอ จาม อันนี้ไม่ได้ติด

เเต่หลายคนก็สงสัยว่าเเล้วเรื่องวัคซีนจำเป็นต้องฉีดมั้ย?

วัคซีนไวรัสตับอักเสบบีเป็นวัคซีนที่สามารถป้องกันการติดเชื้อได้มากกว่า 95% และยังถือว่าเป็นวัคซีนที่มีประสิทธิภาพดีมาก ๆ ปัจจุบันในประเทศไทย ทารกแรกเกิดจะได้รับการฉีดวัคซีนภายใน 24 ชั่วโมงหลังคลอด เพื่อลดโอกาสการติดเชื้อจากแม่สู่ลูก

ส่วนเด็กหรือผู้ใหญ่ที่ยังไม่เคยฉีดวัคซีน หรือยังไม่มีภูมิคุ้มกัน ควรได้รับวัคซีนให้ครบ 3 เข็ม และในกลุ่มบุคลากรทางการแพทย์ ผู้ที่ทำงานเกี่ยวข้องกับเลือด หรือผู้ป่วยที่ต้องฟอกไต คุณหมอก็มักจะแนะนำให้ตรวจภูมิก่อน และฉีดวัคซีนป้องกันไว้

ที่สำคัญต้องเข้าใจ คือ วัคซีนไวรัสตับอักเสบบีใช้สำหรับ “ป้องกัน” การติดเชื้อเท่านั้น เพราะฉะนั้นถ้าติดเชื้อไปแล้ว การฉีดวัคซีนจะไม่สามารถรักษาโรคได้ รวมถึงการตรวจคัดกรอง ปัจจุบันทางกระทรวงสาธารณสุขมีนโยบายในการจัดการเรื่องไวรัสตับอักเสบบีและซี เพื่อลดปัญหาตับแข็งและมะเร็งตับครับ โดยตั้งเป้าคัดกรองประชาชนให้ได้มากกว่า 1 ล้านคนต่อปี โดยเฉพาะกลุ่มที่เกิดก่อนปี พ.ศ. 2535 และกลุ่มเสี่ยงต่าง ๆ

สิ่งที่ต้องย้ำเตือนอีกอย่างก็คือ คนที่มีเชื้อไวรัสตับอักเสบบีอยู่ในร่างกาย แต่ร่างกายยังสามารถควบคุมเชื้อได้ ทำให้ตับยังไม่ได้มีการอักเสบรุนแรงหรือมีอาการชัดเจน หลายคนจึงใช้ชีวิตได้ปกติและอาจไม่รู้ตัวเลยว่าตัวเองมีเชื้ออยู่แต่ “การเป็นพาหะ” ไม่ได้แปลว่าปลอดภัย 100% เพราะคนที่เป็นพาหะยังมีความเสี่ยงในการเกิดตับแข็งและมะเร็งตับสูงกว่าคนทั่วไป โดยเฉพาะถ้ามีปัจจัยเสี่ยงร่วม เช่น อายุเพิ่มมากขึ้น ดื่มแอลกอฮอล์ เป็นเบาหวาน มีภาวะอ้วนลงพุงหรือไขมันพอกตับหรือมีคนในครอบครัวเป็นมะเร็งตับ เพราะฉะนั้น คนที่เป็นพาหะหรือเป็นไวรัสตับอักเสบบี ควรดูแลตัวเองอย่างจริงจัง

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...