เจาะคดีฮั้ว สว. ชี้ชะตาการเมือง
รวมถึง “เท้ง” ณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ หัวหน้าพรรค ปชน. ที่ชวนคนเดินเท้า 11 กม. ไปยังหอศิลป์เพื่อกดดัน กกต. ให้วินิจฉัยคดีฮั้ว สว. ในวันที่ 14 ก.ย.นี้ ส่งต่อผู้ต้องสงสัย 229 คน ซึ่งประกอบด้วย สว. ชุดปัจจุบัน 138 คน และเครือข่ายพรรคการเมือง สส. รวมถึงรัฐมนตรีพรรคภูมิใจไทย และนายกฯ ตามสำนวนของคณะอนุไต่สวนชุดที่ 26
ขณะที่ฝ่ายรัฐบาลพยายามชี้แจงสวนกลับว่า ขบวนการดังกล่าวเป็นการสร้างกระแสเพื่อหวังผลทางการเมือง โดยอิงความเห็นจากคณะอนุกรรมการชุดที่ 36 ที่ยกคำร้องเนื่องจากไม่มีเส้นเงิน และพยานหลักฐานไปถึงแกนนำรัฐบาล รวมถึงสำนวนที่เผยแพร่ออกมาไม่ชอบด้วยกฎหมาย
พร้อมยกกรณี “ไอ้ฟัก” ในนิยาย “คำพิพากษา” มาเป็นข้อคิดเตือนสังคม และระบุว่าการชุมนุมกดดันนี้ทำเป็นขบวนการเพื่อเอื้อประโยชน์ให้กลุ่ม สว.สำรอง ที่เดินเกมคู่ขนานกับกระบวนการสีส้ม ด้าน “อนุทิน ชาญวีรกูล” นายกฯ และรมว.มหาดไทย ในฐานะหัวหน้าพรรคภูมิใจไทย (ภท.) ยืนยันว่า ได้ทำคำสั่งลายลักษณ์อักษรห้ามสมาชิกยุ่งเกี่ยวอย่างชัดเจน
ท่ามกลางแรงกดดันรอบด้าน การวินิจฉัยของ กกต. ในวันที่ 14 ก.ย.นี้ ถูกประเมินออกเป็น 3 แนวทางหลักด้วยกัน
แนวทางแรก คือ การยึดตามสำนวนของคณะกรรมการชุดที่ 26 ด้วยการส่งคำร้องไปยังศาลฎีกาทั้งพวง ซึ่งหากเลือกแนวทางนี้จะทำให้เกิดแรงกระเพื่อมครั้งใหญ่ในฝ่ายนิติบัญญัติ อาจทำให้ผู้ถูกกล่าวหาต้องหยุดปฏิบัติหน้าที่ และอาจลามไปถึงศาลรัฐธรรมนูญจนนำไปสู่การยุบพรรคการเมือง เนื่องจากมีการพาดพิงถึงพรรคสีน้ำเงิน
แนวทางที่สอง คือ การสั่งยกคำร้องทั้งหมดโดยยึดตามความเห็นของคณะอนุกรรมการชุดที่ 36 ซึ่งจะเป็นการล้มคดีของ กกต. ทั้งหมด แต่วิธีนี้อาจทำให้ต้องเผชิญกับวิกฤติศรัทธาอย่างรุนแรงจากสังคม พร้อมทั้ง กกต. ยังเสี่ยงต่อการถูกฟ้องร้องตามมาตรา 157 ในฐานละเว้นการปฏิบัติหน้าที่ตามที่ “พรรคประชาธิปัตย์” (ปชป.) อีกหนึ่งฝ่ายค้านออกมาขู่ไว้
แนวทางที่สาม คือ กกต. จะใช้วิธีแยกกลุ่มแบ่งสั่งคดี ด้วยการคัดกรองเฉพาะรายที่พยานหลักฐานอันควรเชื่อได้ว่าแน่นหนาและชัดเจนตามรัฐธรรมนูญมาตรา 226 ที่ต้องครบเงื่อนไขทุจริตและรู้เห็น พร้อมสั่งยกคำร้องในกลุ่มที่หลักฐานไปไม่ถึง ซึ่งถือเป็นทางสายกลางหรือโซนปลอดภัยสำหรับ กกต. ในการลดกระแสสังคม
ด้าน “รศ.ดร.โอฬาร ถิ่นบางเตียว” อาจารย์ประจำคณะรัฐศาสตร์และนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยบูรพา วิเคราะห์สถานการณ์นี้ ว่า หากเป็นไปได้ต้องการให้มีการสั่งฟ้องทั้งหมดแล้วปล่อยให้ทุกอย่างเข้าสู่กระบวนการต่อสู้ในชั้นศาลอย่างตรงไปตรงมา เพราะจะช่วยลดความชอบธรรมในการชุมนุม และลดแรงกดดันจากฝ่ายค้านลงได้ แต่อาจเป็นไปได้ที่ กกต. จะเลือกแนวทางสั่งฟ้องเพียงบางส่วนหรือเฉพาะกลุ่มคนระดับปลายแถว เพื่อป้องกันไม่ให้ผลทางคดีสาวไปถึงตัว “พรรคสีน้ำเงิน”
ซึ่งเหตุผลสำคัญในมุมมองของปีกอนุรักษนิยมคือยังไม่มีพรรคการเมืองอื่นที่ดีพอมาทดแทนได้ “พรรค ปชน.” ยังไม่ถูกมองว่าเป็นตัวเลือก “พรรค ปชป.” ยังเติบโตไม่เพียงพอ และ “พรรคเพื่อไทย” (พท.) ยังไม่ได้รับความไว้วางใจร้อยเปอร์เซ็นต์
ฉะนั้นคำถามสำคัญคือการวินิจฉัยของ กกต. ในวันที่ 14 ก.ย.นี้ จะทำให้เรื่องยุติลงได้จริง หรือสุดท้ายแล้วเป็นเพียงจุดเริ่มต้นเปิดเกมเพื่อรอจังหวะสถานการณ์เปลี่ยนไปสู่เป้าหมายใหญ่ในการปิดฉาก “ระบอบสีน้ำเงิน” หากมรสุมรุมเร้าและรัฐบาลไร้ผลงานที่จับต้องได้ในอนาคต.