AI ทำไต้หวันรวยระเบิด คาดเศรษฐกิจโตแรงสุดในรอบ 40 ปี รัฐบาลเตรียมแจกเงินให้คนทั้งประเทศ
เศรษฐกิจไต้หวันกำลังโตแรงจากกระแส AI จนสำนักงานสถิติไต้หวันต้องปรับเพิ่มคาดการณ์ GDP ปี 2569 ขึ้นเป็น 11.05% จากเดิมที่ประเมินไว้ต่ำกว่านี้ หากทำได้ตามคาดจะเป็นการเติบโตเร็วที่สุดในรอบเกือบ 40 ปี นับตั้งแต่ปี 1987 ที่เศรษฐกิจไต้หวันเคยโตถึง 12.75%
เบื้องหลังการเติบโตครั้งนี้อยู่ที่อุตสาหกรรมที่ไต้หวันถนัดที่สุดอย่าง ‘ชิป’ โดยเฉพาะชิปประสิทธิภาพสูงที่ใช้กับ AI เพราะไต้หวันเป็นฐานผลิตชิปขั้นสูงที่สำคัญของโลก
โดยเฉพาะบริษัท Taiwan Semiconductor Manufacturing Company Limited (TSMC) ซึ่งเป็นบริษัทหลักที่ผลิตชิปให้บริษัทเทคโนโลยีรายใหญ่ ตั้งแต่ Apple ไปจนถึง Nvidia เมื่อทั่วโลกเร่งลงทุนใน AI และสร้าง Data Center เพื่อรองรับการประมวลผลที่มากขึ้น ความต้องการชิปจึงเพิ่มขึ้นตามไปด้วย
ผลที่เกิดขึ้นไม่ได้หยุดอยู่แค่โรงงานผลิตชิปที่มีคำสั่งซื้อเพิ่มขึ้น แต่ส่งต่อไปยังธุรกิจที่เกี่ยวข้องทั้งระบบ ตั้งแต่ผู้ผลิตชิ้นส่วน เครื่องจักร อุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ ไปจนถึงการลงทุนสร้างโรงงานและขยายกำลังการผลิต
[ เมื่อ AI กลายเป็นเครื่องยนต์เศรษฐกิจ ]
เศรษฐกิจไต้หวันที่กำลังร้อนแรงเห็นได้ชัดจากตัวเลข GDP ไตรมาส 2 ที่ขยายตัวถึง 12.93% เมื่อเทียบกับปีก่อน แม้จะชะลอลงจากไตรมาสแรกที่โต 15.43% แต่ยังสูงกว่าที่นักวิเคราะห์ Reuters เคยคาดไว้ที่ 10.8%
เมื่อรวมกับปี 2025 ที่เศรษฐกิจไต้หวันโตมาแล้ว 8.76% จึงเท่ากับว่า GDP ของไต้หวันโตเป็นเลขสองหลักต่อเนื่องถึง 3 ไตรมาส สะท้อนว่ากระแส AI ไม่ได้เป็นเพียงแรงกระตุ้นระยะสั้น แต่กำลังส่งผลต่อเศรษฐกิจจริงในวงกว้าง
สิ่งที่ทำให้รอบนี้ต่างจากการส่งออกสินค้าทั่วไป คือ AI ต้องใช้ชิปจำนวนมากและต้องใช้ชิปที่มีประสิทธิภาพสูงขึ้นเรื่อยๆ บริษัทเทคโนโลยีทั่วโลกกำลังแข่งขันกันพัฒนา AI ทั้งโมเดลภาษา ระบบประมวลผลบนคลาวด์ และ Data Center ขนาดใหญ่ จึงเกิดการสั่งซื้อชิปและอุปกรณ์ที่เกี่ยวข้องเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง
บริษัท TSMC ซึ่งเป็นผู้ผลิตชิปรายใหญ่ของไต้หวันจึงได้ประโยชน์โดยตรง โดยยอดขายเดือนกรกฎาคมเพิ่มขึ้นถึง 45% และบริษัทยังปรับเพิ่มเป้ารายได้และการลงทุน สะท้อนว่ามองความต้องการชิป AI ว่ายังมีโอกาสเติบโตต่อไปถึงปี 2027
เมื่อบริษัทใหญ่ลงทุนเพิ่ม ซัพพลายเออร์และผู้ผลิตที่เกี่ยวข้องก็ต้องขยายตาม เกิดการลงทุนใหม่และการจ้างงานตามมา นี่จึงเป็นเหตุผลว่าทำไมผลจาก AI ถึงไม่ได้ไปหยุดอยู่แค่บริษัทเทคโนโลยีไม่กี่แห่ง
อีกด้านที่เริ่มเห็นชัดขึ้นคือ การบริโภคในประเทศ ตลาดหุ้นไต้หวันขึ้นมาใกล้ระดับสูงสุดเป็นประวัติการณ์ ทำให้มูลค่าทรัพย์สินของคนที่ถือหุ้นเพิ่มขึ้นตามไปด้วย เมื่อคนรู้สึกว่าฐานะการเงินดีขึ้น การใช้จ่ายก็มีแนวโน้มเพิ่มขึ้นตาม
ดัชนีการบริโภคภาคเอกชนล่าสุดจึงขยายตัวเร็วที่สุดนับตั้งแต่ไตรมาส 3 ปี 2023 จุดนี้สำคัญ เพราะทำให้เศรษฐกิจไต้หวันไม่ได้โตจากการส่งออกชิปเพียงอย่างเดียว แต่เริ่มมีการใช้จ่ายของคนในประเทศเข้ามาช่วยประคองเศรษฐกิจด้วย
‘เฉิน ซู่จื่อ’ หัวหน้าสำนักงานสถิติไต้หวัน ระบุว่าแรงส่งของเศรษฐกิจยังแข็งแกร่ง และการพัฒนา AI เป็นปัจจัยที่ต้องจับตาอย่างใกล้ชิด เพราะมีบทบาทต่อเศรษฐกิจไต้หวันมากขึ้นเรื่อยๆ
[ ปรับคาดการณ์ดีขึ้นทุกด้าน ]
เมื่อภาพรวมเศรษฐกิจออกมาดีกว่าที่คาด สำนักงานสถิติไต้หวันจึงปรับประมาณการตัวเลขสำคัญขึ้นหลายรายการพร้อมกัน
หนึ่งในนั้นคือ การส่งออกทั้งปี ซึ่งปรับเพิ่มคาดการณ์การเติบโตเป็นประมาณ 41% จากเดิม 39.8% และจะเป็นการขยายตัวเร็วที่สุดในรอบ 50 ปี โดยเฉพาะเดือนมิถุนายน การส่งออกของไต้หวันเพิ่มขึ้นถึง 40.3% เมื่อเทียบกับปีก่อน แตะ 7.48 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐ
ขณะเดียวกัน ยังมีการคาดว่ามูลค่าการส่งออกของไต้หวันอาจทะลุ 1 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐในปี 2027 ซึ่งจะเป็นครั้งแรกที่ประเทศทำได้ถึงระดับดังกล่าว
ทั้งหมดนี้สะท้อนว่ากระแส AI กำลังเปลี่ยนขนาดของธุรกิจเทคโนโลยีในไต้หวัน จากเดิมที่เป็นหนึ่งในเครื่องยนต์เศรษฐกิจ กลายเป็นแรงขับเคลื่อนหลักที่ดันทั้งการส่งออกและการลงทุนให้เติบโตพร้อมกัน
แต่เศรษฐกิจที่โตแรงก็มีอีกด้านให้ต้องจับตา นั่นคือ เงินเฟ้อและดอกเบี้ย สำนักงานสถิติปรับคาดการณ์เงินเฟ้อปีนี้ขึ้นเป็น 2.07% จากเดิม 1.93% ซึ่งสูงกว่าเป้าหมายของธนาคารกลางไต้หวันที่ 2% เล็กน้อย จึงเริ่มมีการจับตาว่า ธนาคารกลางจะปรับท่าทีเรื่องดอกเบี้ยหรือไม่ โดยเฉพาะการประชุมวันที่ 17 กันยายน หลังจากคงอัตราดอกเบี้ยมาเป็นเวลานาน
อย่างไรก็ตาม นักวิเคราะห์บางส่วนยังมองว่า ธนาคารกลางน่าจะเลือกคงดอกเบี้ยไปจนถึงสิ้นปี เพราะเงินเฟ้อที่ขยับขึ้นยังไม่ได้รุนแรงมาก ขณะที่เศรษฐกิจได้รับแรงหนุนจาก AI อย่างชัดเจน
สถานการณ์จึงค่อนข้างแตกต่างจากช่วงที่เศรษฐกิจโตจากการบริโภคเพียงอย่างเดียว เพราะตอนนี้การลงทุนและการส่งออกจากอุตสาหกรรมชิปยังเป็นตัวช่วยสำคัญ ทำให้ธนาคารกลางอาจยังไม่จำเป็นต้องรีบขึ้นดอกเบี้ยเพื่อสกัดเศรษฐกิจ
[ เมื่อประเทศรวยขึ้น เลยเริ่มมีแผนแจกเงิน ]
การเติบโตของเศรษฐกิจจาก AI นำไปสู่อีกประเด็นที่คนทั่วไปสนใจมากกว่าเรื่อง GDP นั่นคือ แล้วประชาชนจะได้ประโยชน์จากความมั่งคั่งนี้อย่างไร
ประธานาธิบดี ‘ไล่ ชิงเต๋อ’ จึงประกาศว่า รัฐบาลมีแผนแจกเงินคนละ 10,000 ดอลลาร์ไต้หวัน หรือประมาณ 10,300 บาทในปีหน้า โดยอธิบายว่าเป็นการแบ่งปัน “ผลพวงจากการเติบโตทางเศรษฐกิจ” ให้ประชาชนในวงกว้างขึ้น
เหตุผลสำคัญคือ แม้ AI จะทำให้ไต้หวันส่งออกดีและบริษัทเทคโนโลยีมีรายได้เพิ่ม แต่ผลประโยชน์ไม่ได้กระจายไปถึงทุกกลุ่มเท่ากัน
คนที่ทำงานในบริษัทชิป เทคโนโลยี หรือธุรกิจส่งออกอาจได้รับประโยชน์โดยตรง ขณะที่คนทำงานในร้านอาหาร ร้านค้า ภาคบริการ หรือ SME อาจยังไม่ได้รู้สึกถึงการเติบโตในระดับเดียวกัน เงินแจกจึงถูกวางให้เป็นหนึ่งในวิธีส่งต่อประโยชน์จากเศรษฐกิจที่กำลังโตกลับไปยังประชาชน
รัฐบาลเตรียมจัดสรรงบประมาณเพิ่มเติม 235,700 ล้านดอลลาร์ไต้หวัน หรือราว 2.43 แสนล้านบาท เพื่อรองรับมาตรการแจกเงิน ขณะที่คาดว่ารายได้ภาครัฐในปีหน้าจะเพิ่มขึ้นเป็น 3.93 ล้านล้านดอลลาร์ไต้หวัน หรือราว 4.04 ล้านล้านบาท
รัฐบาล ระบุว่ารายได้ที่เพิ่มขึ้นเพียงพอให้สามารถแจกเงินได้โดยไม่จำเป็นต้องก่อหนี้เพิ่ม อย่างไรก็ตาม นโยบายนี้ก็กลายเป็นประเด็นทางการเมืองทันที
ฝ่ายค้านอย่าง พรรคก๊กมินตั๋ง ออกมาวิจารณ์ว่ารัฐบาลใช้ ‘มาตรฐานสองแบบ’ เพราะก่อนหน้านี้ฝ่ายค้านเคยเสนอการแจกเงิน 10,000 ดอลลาร์ไต้หวัน แต่รัฐบาลเคยคัดค้านโดยอ้างเรื่องวินัยการคลัง
ครั้งนี้รัฐบาลกลับเสนอแจกเงินจำนวนเดียวกัน โดยให้เหตุผลว่าเป็นการแบ่งผลประโยชน์จากเศรษฐกิจและกระแส AI ยิ่งไปกว่านั้น การประกาศนโยบายเกิดขึ้นก่อน การเลือกตั้งท้องถิ่นในเดือนพฤศจิกายน ทำให้ฝ่ายค้านตั้งคำถามถึงเหตุผลทางการเมืองของมาตรการนี้ด้วย
อย่างไรก็ตาม แผนดังกล่าวยังต้องผ่านการพิจารณาจากสภานิติบัญญัติ หากได้รับความเห็นชอบและเดินหน้าตามขั้นตอนที่เคยใช้กับมาตรการแจกเงินครั้งก่อน ประชาชนไต้หวันก็มีโอกาสได้รับเงินก่อน เทศกาลตรุษจีนในเดือนกุมภาพันธ์ปีหน้า
ภาพที่เกิดขึ้นจึงน่าสนใจไม่น้อย เริ่มจากชิปที่ผลิตในโรงงานของไต้หวัน ไปกระตุ้นคำสั่งซื้อ AI จากทั่วโลก ทำให้การส่งออกพุ่งขึ้น บริษัทต่างๆ จึงลงทุนเพิ่ม เศรษฐกิจโดยรวมโตแรงตามมา และสุดท้ายรัฐบาลก็กำลังเตรียมส่งเงินกลับไปให้ประชาชนอีกทอดหนึ่ง
ทั้งหมดนี้ทำให้ไต้หวันกลายเป็นหนึ่งในตัวอย่างที่ชัดเจนที่สุดว่า กระแส AI ไม่ได้สร้างแค่บริษัทเทคโนโลยีที่มีมูลค่าสูงขึ้น แต่สามารถส่งผลต่อเศรษฐกิจทั้งประเทศได้โจทย์ต่อจากนี้จึงไม่ใช่แค่ไต้หวันจะโตจาก AI ได้อีกนานแค่ไหน แต่คือ ความมั่งคั่งจาก AI จะถูกส่งต่อไปถึงคนทั่วไปได้มากแค่ไหน
อ้างอิงข้อมูลจาก
https://biz.chosun.com/en/en-international/2026/08/18/BMO2IQSI7BC5PEFG7HUXXB3OPQ/
https://asia.nikkei.com/economy/taiwan-gdp-grows-nearly-13-in-q2-supercharged-by-ai-and-us-ties
https://www.bloomberg.com/news/articles/2026-08-14/taiwan-predicts-first-year-of-double-digit-growth-since-2010