โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ไอที

รู้จัก Woke 'การตื่นรู้ถึงความไม่เท่าเทียม’ ที่เมื่อมากเกินไปจะกลายเป็นการ ‘ยัดเยียด’

BT Beartai

อัพเดต 08 ส.ค. 2566 เวลา 12.39 น. • เผยแพร่ 08 ส.ค. 2566 เวลา 10.22 น.
รู้จัก Woke 'การตื่นรู้ถึงความไม่เท่าเทียม’ ที่เมื่อมากเกินไปจะกลายเป็นการ ‘ยัดเยียด’

คำว่า “Woke” (โวค) ถูกบรรจุลงในพจนานุกรมภาษาอังกฤษของมหาวิทยาลัยอ็อกซ์ฟอร์ด เมื่อปี 2017 โดยกำหนดความหมายไว้ว่าเป็นคำคุณศัพท์ (adjective) หมายถึง การตื่นรู้หรือตระหนักถึงความไม่เท่าเทียมในสังคม โดยเฉพาะเรื่องการเหยียดเชื้อชาติ สีผิว และเพศ (racism)

Woke เป็นคำที่ถูกพูดถึงอยู่บ่อย ๆ บนสื่อออนไลน์และโซเชียลมีเดียในช่วงหลายปีที่ผ่านมา โดยเฉพาะในกลุ่มคนรุ่นใหม่ที่พยายามเรียกร้องสิทธิในสังคม ซึ่งสอดคล้องกับแนวคิดทางการเมืองที่เรียกว่า Political Correctness หรือ PC ที่แม้จะมีความหมายตรงตัวว่า “ความถูกต้องทางการเมือง” แต่แท้จริงแล้ว ไม่ได้หมายถึงการเมืองเพียงอย่างเดียว แต่หมายถึงทัศนคติ นโยบาย หรือพฤติกรรมที่ไม่ก่อให้เกิดความรู้สึกว่าเป็นการเหยียดเชื้อชาติ เพศ สติปัญญา ความบกพร่องทางร่างกาย ฯลฯ ยกตัวอย่างเช่น การใช้คำว่า flight attendant (พนักงานต้อนรับบนเครื่องบิน) แทนคำว่า steward, stewardess (สจ๊วต, แอร์โฮสเตส) หรือการใช้คำว่า survivor (ผู้รอดชีวิต) แทนคำว่า victim (เหยื่อผู้เคราะห์ร้าย) เป็นต้น

แม้คำนี้จะถูกบรรจุลงในพจนานุกรมของอ็อกซ์ฟอร์ดในปี 2017 แต่เอาจริง ๆ “Woke” ไม่ใช่คำใหม่ แต่เป็นกริยาช่อง 2 ของคำว่า “Wake” (Wake / Woke / Woken) ที่แปลว่า “ตื่น” และถูกใช้มาตั้งแต่ยุค 80-90s แล้ว

ผู้ที่ทำให้คำนี้เป็นที่รู้จักในวงกว้างน่าจะเป็นนักร้องเพลงโซล เอรีกาห์ บาดู (Erykah Badu) ที่ร้องว่า Stay Woke ในเพลง “Master Teacher” ในปี 2008 ซึ่งเพลงนี้ถูกนำมาใช้ในการเรียกร้องความยุติธรรมให้กับคนผิวดำในเวลาต่อมาจนเกิดเป็น #StayWoke และถูกนำไปตั้งชื่อสารคดีStay Woke: The Black Lives Matter Movement ที่พูดถึงเหตุการณ์การเสียชีวิตของคนผิวดำและความไม่เสมอภาคในกระบวนการยุติธรรม เริ่มต้นตั้งแต่ปี 2013 ที่มีการใช้ #BlackLivesMatter บนสื่อออนไลน์หลังการการตัดสินปล่อยตัวจำเลย จอร์จ ซิมเมอร์มัน ในเหตุยิง เทรย์วอน มาร์ติน วัยรุ่นผิวดำเสียชีวิตในเดือนกุมภาพันธ์ 2012 ต่อด้วยเหตุการณ์ประท้วงในเมืองเฟอร์กูสัน รัฐมิสซูรี ในปี 2014 ที่ตำรวจใช้ปืนยิง ไมเคิล บราวน์ วัยรุ่นผิวดำเสียชีวิต มาจนถึง จอร์จ ฟลอยด์ ชายผิวดำวัย 46 ปี ที่ถูกตำรวจผิวขาวจับใส่กุญแจมือไพล่หลัง พร้อมใช้หัวเข่ากดคอลงบนพื้นถนน เป็นเหตุให้เขาหัวใจล้มเหลวและเสียชีวิตในปี 2020 ซึ่งเป็นชนวนทำให้เกิดการประท้วงครั้งใหญ่ครั้งใหญ่ในสหรัฐอเมริกา

เมื่อ #BlackLivesMatter กลายเป็นการเคลื่อนไหวทางสังคมที่ถูกพูดถึงในวงกว้าง ประเด็นเรื่องการเหยียดสีผิวและเชื้อชาติจึงกลายเป็น Woke หรือการตื่นรู้ที่ถูกให้ความสำคัญมากที่สุด จนบานปลายไปในทุกวงการ อย่างเช่น การจัดงานประกาศผลรางวัลใหญ่ ๆ ที่หากไม่มีผู้เข้าชิงผิวดำ ก็จะเกิดกระแสต่อต้านในโลกโซเชียล อย่างที่เห็นชัดเจนคือ #OscarSoWhite ที่เกิดขึ้นครั้งแรกในปี 2015 เมื่อนักแสดงผู้เข้าชิงรางวัลออสการ์ทั้ง 20 คนมีแต่นักแสดงผิวขาว

ผลที่ตามมาก็คือสถาบันศิลปะและวิทยาการภาพยนตร์ซึ่งเป็นผู้จัดงานออสการ์ จึงรีบเปลี่ยนแปลงสมาชิกให้มีคนผิวดำมากขึ้น เกิดความหลากหลายมากขึ้น และเห็นได้ชัดว่าคนผิวดำและคนเอเชียมีบทบาทมากขึ้นบนเวทีออสการ์ในรอบ 5 ปีที่ผ่านมา ไม่ว่าจะเป็นหนังที่พูดถึงคนผิวดำในยุคเหยียดผิวอย่าง ‘Green Book’ ชนะหนังยอดเยี่ยมในปี 2019, หนังเกาหลีใต้ที่พูดถึงชนชั้นอย่าง ‘Parasite’ ชนะหนังยอดเยี่ยมเป็นครั้งแรกในปี 2020, โคลอี เจา ผู้กำกับหญิงเอเชียคว้ารางวัลผู้กำกับยอดเยี่ยมและหนังยอดเยี่ยมจาก ‘NOMADLAND’ ในปี 2021, หนังคนหูหนวก ‘CODA’ ชนะหนังยอดเยี่ยมในปี 2022 ตบท้ายด้วยความสำเร็จของหนังลูกครึ่งจีน-ฝรั่ง ‘Everything Everywhere All at Once’ ที่กวาดไปถึง 7 รางวัลในปี 2023

มันชัดเจนจนคำว่า “Woke” ไม่ได้เป็นแค่ “การตื่นรู้” แต่มันเริ่มกลายเป็น “ความกลัวว่าจะถูกมองว่าเลือกปฏิบัติและอคติทางเชื้อชาติ” และเมื่อมากเกินไปก็ทำให้เกิด “การยัดเยียด” จนกลายเป็นผลเสียเมื่อถูกกระแสตีกลับ เริ่มตั้งแต่การให้ วิล สมิธ มาแสดงเป็นยักษ์จินนี่ใน ‘Aladdin’ เวอร์ชันปี 2019, การให้นักแสดงสาวผิวดำ ฮัลลี เบลีย์ มารับบทนางเงือกน้อยใน ‘The Little Mermaid’ เวอร์ชันใหม่ที่เกิดกระแสดราม่าตั้งแต่เปิดตัว (และหนังก็พังยับจริง ๆ ทั้งรายได้และคำวิจารณ์) หรือมินิซีรีส์เรื่อง ‘Anne Boleyn’ ของอังกฤษที่ตั้งใจใช้ดาราผิวดำ โจดี เทอเนอร์-สมิธ มารับบทเป็นราชินีแอนน์ บุลิน ซึ่งเป็นคนผิวขาว

“อะไร ๆ ก็ Woke!” เมื่อนี่ก็เหลื่อมล้ำ นั่นก็ไม่เท่าเทียม Woke กันอย่างพร่ำเพรื่อเพื่อแสดงออกว่า “ฉันเป็นคนดี ฉันมีจริยธรรม ถึงขั้นมีบทความ ‘Earning the Woke Badge’ (ขอประทับตราว่าฉันตื่นรู้) ใน New York Times ซึ่งนักเขียน อแมนดา เฮสส์ สร้างประเด็นไว้ได้อย่างน่าสนใจว่า Woke ถูกเปลี่ยนจากการตื่นรู้จนเกือบจะกลายเป็นแฟชั่นและตรงกันข้ามกับ Political Correctness กล่าวคือคนที่ Woke ไม่ได้รู้สึกตื่นรู้จริง ๆ แต่อยากให้ทุกคนมองตัวเองว่าเป็นคนตื่นรู้ เป็นคนดี มีจริยธรรม และกลายเป็นเครื่องมือหากินของนักโฆษณาและประชาสัมพันธ์ “ถ้าคุณใช้สินค้าแบรนด์นี้ คุณเป็นคนรักษ์โลก” หรือการที่แทบทุกแบรนด์เปลี่ยนโลโก้เป็นธงสายรุ้งในเดือนมิถุนายนต้อนรับ Pride Month แต่ถามว่า “บริษัทหรือแบรนด์เหล่านั้นมีนโยบายจริงจังเกี่ยวกับสิทธิของกลุ่มคน LGBTQ+ ไหม?” สำหรับในบ้านเรา มักมีโฆษณาที่สะท้อนชีวิตของคนต่างจังหวัด การแสดงความเห็นอกเห็นใจคนยากไร้ หรือความมีจารีตประเพณีไทยศีลธรรมอันดี… นั่นแหละที่ถูกเรียกว่า “Fake Woke” หรือ “การตื่นรู้ไม่จริง”

ท้ายที่สุดแล้ว Woke คือการตื่นรู้และไม่เพิกเฉยกับความเหลื่อมล้ำหรือความอยุติธรรมในสังคมโลกยุคใหม่ แต่ก็ต้องไม่เป็นไปอย่างฉาบฉวย หรือถูกนำไปเป็นจุดขายเพื่อแปะป้ายให้ตัวเองดูดี ขณะเดียวกันก็ต้องไม่มากเกินไปจนกลายเป็นการยัดเยียด จน Woke กลายเป็นเครื่องมือบีบบังคับและทิ่มแทงคนอื่นที่เห็นต่างได้

โดยเฉพาะในยุคที่ทุกคนมีปากเสียงและพื้นที่ในการแสดงออกอย่างเสรี

พิสูจน์อักษร : สุชยา เกษจำรัส

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...