โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ไอที ธุรกิจ

ความต้องการใช้บรอดแบนด์ไร้สายในเมืองพุ่ง - ส่งผลคลื่น '6 GHZ' กลายเป็นมาตรฐานอุปกรณ์โทรคมเคลื่อนที่ในเอเชียแปซิฟิก

MATICHON ONLINE

อัพเดต 31 ส.ค. 2566 เวลา 03.52 น. • เผยแพร่ 31 ส.ค. 2566 เวลา 03.47 น.

รายงานพิเศษ

เนื่องจากความต้องการใช้บริการบรอดแบนด์ไร้สายในเมืองเพิ่มขึ้น ส่งผลให้จำเป็นต้องใช้คลื่นความถี่ย่านที่สูงกว่าเดิม ทำให้ 6 GHZ กลายมาเป็นมาตรฐานเครื่องอุปกรณ์โทรคมนาคมเคลื่อนที่ในเอเชียแปซิฟิก

โดย : แอนโธนี ฮวง (Anthony Huang) และ สก็อตต์ ดับเบิลยู ไมน์เฮน (Scott W Minehane)

ด้วยศักยภาพของเทคโนโลยีที่ล้ำสมัยและรูปแบบที่มีประสิทธิภาพมากขึ้น ทำให้ระบบ 5G มีบทบาทที่สำคัญยิ่งขึ้นในการส่งมอบบริการบรอดแบนด์ในประเทศ และเป็นเครื่องมือสำคัญสำหรับประเทศต่าง ๆ ในการขับเคลื่อนระบบเศรษฐกิจ ภายหลังการแพร่ระบาดของโควิด-19 ทำให้การพัฒนา 5G ทั่วโลกรวดเร็วยิ่งขึ้นอย่างที่ไม่เคยมีมาก่อน

จากข้อมูลสมาคมผู้ให้บริการโทรคมนาคมโลก (GSA) พบว่า ในช่วงครึ่งแรกของปี 2566 มีการใช้งานเครือข่าย 5G มากกว่า 250 เครือข่าย สถานีฐานระบบ 5G กว่า 4 ล้านสถานี ขณะที่จำนวนผู้ใช้ 5G มีจำนวนเกิน 1.2 พันล้านคน และมีอุปกรณ์มากกว่า 2000 รายการรองรับอีโคซิสเต็ม 5G จากจำนวนประชากรในเมืองที่หนาแน่นและจำนวนผู้ใช้ 5G ที่เพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว ตลอดจนปริมาณการรับส่งข้อมูลที่เพิ่มขึ้นอย่างฉับพลันทั่วทั้งภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก (APAC) ทำให้ภูมิภาคนี้จำเป็นต้องใช้คลื่นความถี่ย่านกลางเพิ่มมากขึ้นเพื่อรองรับความต้องการใช้บริการที่ประมาณการไว้สำหรับช่วงปีต่อ ๆ ไป

จากรายงานของสมาคมผู้ให้บริการเครือข่ายโทรคมนาคมโลก (GSMA) หัวข้อ “คลื่นความถี่ย่านกลาง 5G กับวิสัยทัศน์ปี 2573 (5G-Mid-Band-Spectrum-Needs-Vision-2030)”, ย่านความถี่ 2 GHz เป็นย่านความถี่แนะนำสำหรับช่วงปีระหว่าง 2568-2573 เมื่อเทียบกับภูมิภาคอื่นในแง่ของการใช้ดาวเทียม ประเทศในภูมิภาค APAC ส่วนใหญ่ใช้ย่านความถี่เฉพาะช่วง 200-300 MHz บนย่านความถี่ 3.5 GHz เท่านั้น ดังนั้น ช่วง 700 MHz ที่คลื่นความถี่ย่านสูงกว่า 6 GHz (6425-7125MHz) และสามารถรองรับความต้องการได้มากกว่า และเป็นคลื่นความถี่ย่านกลางที่มีช่วงกว้างติดต่อกันในรูปแบบเดียวที่สามารถปิดช่องว่างระหว่างความต้องการคลื่นความถี่กับระบบการจัดสรรคลื่นความถี่ในปัจจุบัน

หลายประเทศกำลังพิจารณาใช้คลื่นความถี่ย่านสูงกว่า และ 6 GHz จะเป็นมาตรฐานเครื่องอุปกรณ์โทรคมนาคมเคลื่อนที่สากล (IMT) ในอนาคตมากขึ้น บางประเทศยังสำรวจความเป็นไปได้ในการใช้คลื่นความถี่ย่านสูงกว่า 6 GHz ในการให้บริการเครือข่ายโทรคมนาคมเคลื่อนที่สากลสำหรับในอนาคต

นอกจากนี้ ยังมีการทดสอบความครอบคลุมของพื้นที่บริการที่ใช้ย่านความถี่สูงกว่า 6 GHz ในประเทศไทย มาเลเซีย เยอรมนี ฝรั่งเศส และอิตาลี ซึ่ง TDRA องค์กรกำกับดูแลกิจการโทรคมนาคมของสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ (UAE) ได้ประกาศเมื่อวันที่ 3 สิงหาคม 2566 ว่าได้ดำเนินการแล้วเสร็จสมบูรณ์ในระยะที่ 2 ของโครงการทดลองระบบ 5G ขั้นสูง (โครงการ 5G ขั้นสูง) โดยใช้ช่วง 400 MHz ในคลื่นความถี่ย่าน 6 GHz และสามารถทำความเร็วได้ถึง 10 Gbps ซึ่งนับเป็นก้าวกระโดดในการขับเคลื่อนกระบวนการเปลี่ยนแปลงทางดิจิทัล และรองรับระบบเศรษฐกิจอนาคต (https://tdra.gov.ae/en/media/press-release/2023/tdra-announces-successful-completion-of-phase-ii-of-advanced-5g-trials) การทดสอบทั้งหมดแสดงให้เห็นว่า ช่วง 700 MHz ของคลื่นความถี่ย่านสูงกว่า 6 GHz เป็นแหล่งคลื่นความถี่ที่สามารถรองรับความต้องการของประเทศในภูมิภาค APAC ที่ซึ่งกำลังจะประสบความขาดแคลนคลื่นความถี่ย่านกลางในทศวรรษหน้านี้

ตัวอย่างเช่น จากคำชี้แจงเกี่ยวกับระบบ 6 GHz ของ IMDA องค์กรกำกับดูแลกิจการโทรคมนาคมในประเทศสิงคโปร์ บริษัทสิงเทล (Singtel) กล่าวว่า ปริมาณข้อมูลสำหรับระบบ 5G ที่กำลังจะเข้ามาแทนที่ระบบ 4G ภายในปี 2568 จึงจำเป็นต้องใช้คลื่นความถี่ย่านกลางมากขึ้นเพื่อรองรับความต้องการใช้บริการระบบ 5G ที่เพิ่มขึ้นใน
เชิงศักยภาพการรองรับ (capacity) และปริมาณข้อมูล (throughput) บริษัทสิงเทล (Singtel) จึงเสนอให้มีการจัดสรรคลื่นความถี่ย่านสูงกว่า 6 GHz ช่วง 6425-7125 MHz สำหรับบริการโทรศัพท์เคลื่อนที่ในระบบ 5G ( https://www.imda.gov.sg/regulations-and-licences/regulations/consultations/consultation-papers/2023/public-consultation-on-proposed-allocation-of-6-ghz-band )

องค์กรกำกับดูแลกิจการชั้นนำบางรายกำลังดำเนินการผลักดันให้ใช้ความถี่ย่านสูงกว่า 6 GHz เป็นมาตรฐานเครื่องอุปกรณ์โทรคมนาคมเคลื่อนที่สากล (IMT) เพื่อประโยชน์ของผู้บริโภค เมื่อเดือนมิถุนายน 2566 ที่ผ่านมา จีนประกาศใช้ระเบียบการจัดสรรความถี่วิทยุแห่งสาธารณรัฐประชาชนจีน (Regulations on Radio Frequency Allocation of the People’s Republic of China) ฉบับใหม่ ซึ่งจะเริ่มใช้บังคับตั้งแต่วันที่ 1 กรกฎาคม 2566 เป็นต้นไป โดยกำหนดความถี่ช่วง 6425-7125 MHz เป็นมาตรฐานเครื่องอุปกรณ์โทรคมนาคมเคลื่อนที่สากล (IMT) การปรับปรุงกฎระเบียบที่ใช้ภายในประเทศครั้งนี้เป็นการกำหนดสถานะคลื่นความถี่เป็นมาตรฐานเครื่องอุปกรณ์โทรคมนาคมเคลื่อนที่สากล (IMT) ในระบบ 6 GHz และส่วน OFCA ซึ่งเป็นองค์กรกำกับดูแลกิจการในเขตปกครองพิเศษฮ่องกง ได้เริ่มทำพิจารณ์เรื่องแผนการใช้คลื่นความถี่ 400 MHz ภายในช่วงความถี่ย่านสูงกว่า 6 GHz – โดยมีกำหนดการเปิดประมูลในปี 2568 และการขับเคลื่อนดังกล่าวจะช่วยรองรับความต้องการจากอุตสาหกรรมโทรศัพท์เคลื่อนที่ระบบเซลลูลาร์ได้อย่างมีเสถียรภาพ และส่งเสริมการพัฒนาและนวัตกรรมการสื่อสารเคลื่อนที่

การประชุมกลุ่มเตรียมการสำหรับการประชุมใหญ่ระดับโลกว่าด้วยวิทยุคมนาคมขององค์การโทรคมนาคมแห่งเอเชียและแปซิฟิก (APT preparatory Group for WRC-23, APG 23-6) ครั้งสุดท้ายจัดขึ้นในนครบริสเบน ประเทศออสเตรเลีย ประเทศภาคีองค์การโทรคมนาคมแห่งเอเชียและแปซิฟิก (APT) ต่างแสดงความร่วมมือสนับสนุนการกำหนดคลื่นถี่ย่าน 6 GHz เป็นมาตรฐานเครื่องอุปกรณ์โทรคมนาคมเคลื่อนที่สากล (IMT) สังเกตได้ว่า ประเทศภาคีองค์การโทรคมนาคมแห่งเอเชียและแปซิฟิก (APT) กว่าครึ่งสนับสนุนมาตรฐานเครื่องอุปกรณ์โทรคมนาคมเคลื่อนที่ทั่วโลกในช่วงความถี่ 7025-7125 MHz ส่วนอีก 10 ประเทศสนับสนุนมาตรฐาน IMT ในช่วงความถี่ 6425-7025 MHz ในภูมิภาค 3 หรือภูมิภาค 1 และตัวเลขนี้ยังคงเพิ่มสูงขึ้นต่อไปเรื่อยๆ

การเริ่มเปลี่ยนแปลงทั้งหมดในข้างต้นทำให้การผลักดันในการใช้ความถี่ย่านสูงกว่า 6 GHz องค์การโทรคมนาคมแห่งเอเชียและแปซิฟิก (APT) แสดงให้เห็นว่า ฉันทามติในการใช้ความถี่ย่านสูงกว่า 6 GHz เป็นมาตรฐานเครื่องอุปกรณ์โทรคมนาคมเคลื่อนที่สากล (IMT) กำลังได้รับความสนใจเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง ซึ่งสอดคล้องกับรายงานฉบับเดือนตุลาคม 2565 ฉบับล่าสุดของ “วินซอร์ เพลส คอนซัลติ้ง” เรื่อง การปรับปรุงคลื่นความถี่ย่านกลางสำหรับมาตรฐานเครื่องอุปกรณ์โทรคมนาคมเคลื่อนที่สากล และระบบเครือข่ายไร้สาย (Windsor Place Consulting’s updated October 2022 Report: Optimising IMT and Wi-Fi mid-band spectrum) ซึ่งกล่าวถึงความจำเป็นในการจัดสรรคลื่นความถี่ย่าน 6 GHz ในภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก และบทความในชุดการบริหารจัดการคลื่นความถี่องค์การโทรคมนาคมแห่งเอเชียและแปซิฟิก (APT) เกี่ยวกับความถี่ย่าน 6 GHz ซึ่งบริษัทฯเชื่อว่า การประชุม APG 23-6 เป็นวาระที่เหมาะสมต่อการกำหนดจุดยืนร่วมกันขององค์การโทรคมนาคมแห่งเอเชียและแปซิฟิก (APT) ในการใช้ความถี่ย่านสูงกว่า 6 GHz เป็นมาตรฐานเครื่องอุปกรณ์โทรคมนาคมเคลื่อนที่สากล (IMT) และวางแนวทางกำหนดมาตรฐานเครื่องอุปกรณ์โทรคมนาคม (IMT) ที่ใช้ความถี่ย่านสูงกว่า 6 GHz ในการประชุม WRC-23 ต่อไป ขั้นตอนดังกล่าวเป็นขั้นตอนสำคัญเพื่อรับประกันต่อประชากรเมืองในภูมิภาคของเราให้สามารถใช้บริการบรอดแบนด์ไร้สายความเร็วสูงอย่างมีคุณภาพต่อไปในอนาคต

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...