โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

การเมือง

‘น้ำนมดิบถูก-ต้นทุนสูงลิ่ว’ วิกฤตเกษตรกร ‘โคนม’ ที่ไม่อาจรอคอยรัฐบาลใหม่ถึง 10 เดือน

VoiceTV

อัพเดต 26 ก.ค. 2566 เวลา 06.49 น. • เผยแพร่ 26 ก.ค. 2566 เวลา 05.36 น. • ทัตตพันธุ์ สว่างจันทร์

จากข้อมูลปัจจุบัน ‘น้ำนมดิบ’ มีราคาอยู่ที่ 19 บาท/กิโลกรัม ภายหลังที่คณะรัฐมนตรี (ครม.) พิจารณาเห็นชอบอนุมัติปรับเพิ่มเมื่อช่วงเดือนสิงหาคม 2565

ขณะที่ราคากลางรับซื้อน้ำนมดิบหน้าโรงงานแปรรูปผลิตภัณฑ์นมอยู่ที่ 20.50 บาท/กิโลกรัม พร้อมทั้งมีโครงการชดเชยราคารับซื้อน้ำนมดิบให้เกษตรกรโคนมทั่วประเทศ กิโลกรัมละ 0.75 บาท เป็นระยะเวลา 3 เดือน

สุบิน ป้อมโอชา อดีตประธานชุมนุมสหกรณ์โคนมแห่งประเทศไทย เปิดเผยผ่าน ไทยพีบีเอสว่า ภาครัฐต้องเร่งปรับราคาน้ำนมดิบให้เกษตรสามารถอยู่ได้ จากภาพรวมผลิตได้ 3,000 ตัน เหลือเพียง 2,500 ตัน ลดลง 25% ของน้ำนมดิบทั้งหมด จึงอาจสุ่มเสี่ยงต่อการมีปัญหา จึงเร่งให้รัฐบาลชุดใหม่ ปรับราคาน้ำนมดิบจากแต่เดิม 20.50 บาท/กิโลกรัม เป็์น 22.75 บาท/กิโลกรัม เพื่อสร้างแรงจูงใจให้แก่ผู้ประกอบการ

‘วอยซ์’ พูดคุยกับ ‘เดชา’ (สงวนนามสกุล) หนึ่งในเกษตรกรผู้ประกอบกิจการโคนม เจ้าของ Lean Farming ฟาร์มโคนม ในพื้นที่ อ.มวกเหล็ก จ.สระบุรี ถึงปัญหาของรายได้ที่ไม่สัมพันธ์กับราคาต้นทุน โดยเฉพาะ ‘ราคาอาหาร’ ที่พุ่งสูงขึ้นเป็นทวีคูณ ซึ่งถือเป็นปัจจัยสำคัญในการเลี้ยงดูโคนมเพื่อผลิตน้ำนมดิบ

“ฤดูกาลพักรีดนม” ไม่มีอยู่ในพจนานุกรมของเกษตรโคนม

“บริษัทผลิตนมอาจใช้คำว่า พักรีดนม เพื่อทำให้ดูดีในสายตาของผู้บริโภค แต่สำหรับเกษตรกรมันไม่ใช่…”

เดชา อธิบายว่า ในกระบวนการบีบนมวัว เกษตรกรจะต้อง ‘พักรีดนมวัว’ ช่วงก่อนที่แม่วัวจะคลอดลูก 60 วัน เพื่อให้แม่โตเตรียมตัวสำหรับการคลอดและการให้นมในครั้งต่อไป ซึ่งโดยปกติแล้ว โคนมจะใช้เวลาตั้งท้อง 9 เดือนเหมือนมนุษย์ เมื่อถึงการตั้งท้องเดือนที่ 7 โคนมจะเข้าสู่สภาวะ พักรีดนม หรือเรียกว่า Dry Cow เพื่อให้โคนมเตรียมตัวคลอด จากนั้น 2 เดือนหลังคลอดจะเรียกว่า วัวรีด และใช้เวลาพักมดลูก 3-4 เดือนจึงจะเข้าสู่การผสมเทียมอีกครั้งเพื่อให้ได้กระบวนการผลิตน้ำนมตามเดิม

นั่นหมายความว่า กระบวนการพักรีดนมวัวจะไม่ใช่ ‘ฤดูกาล’ เหตุเพราะโคนมแต่ละตัวผสมเทียมและตั้งครรภ์ในช่วงเวลาที่ต่างกัน ดังนั้นคำชี้แจง CP-Meji Thailand กรณีภาวะสินค้าขาดแคลนในกลุ่มนมพาสเจอร์ไรส์ ว่าเป็นเพราะ ‘โคนมเข้าสู่ช่วงพักรีด’ จึงไม่สอดคล้องกับสถานกาณ์จริง

เดชา กล่าวว่า การผสมเทียมในโคนมก็เหมือนกับการผสมพันธุ์ของคน บางครั้งก็ติด บางครั้งก็ไม่ติด ไม่สามารถกำหนดให้โคนมรวมตัวกันเพื่อพักท้อง แต่เห็นสถานการณ์ที่บริษัทรายใหญ่ใช้คำแบบนั้นแล้วถึงกับ “ขำไม่ออก”

ถ้าเช่นนั้น ภาวะขาดแคลนนมพาสเจอร์ไรส์ในตลาดที่เกิดขึ้นในปัจจุบัน แท้จริงแล้วมีสถานการณ์เป็นเช่นไร และมีสาเหตุจากปัจจัยใดบ้าง

สถิติรอบ 6 ปี พบ ‘ราคาอาหารเลี้ยงโคนม’ พุ่งสูงเกินรายได้ 14-47%

เดชา ระบุว่า ปัญหาการขาดแคลนน้ำนมวัวดิบขาดแคลน เกิดขึ้นมาเป็นปี ส่วนหนึ่งเกิดจากในช่วง 1-2 ปีที่ผ่านมา มีโรคลัมปีสกิน (Lumpy Skin Disease) ระบาด อีกทั้งเกษตรกรยังมีราคาต้นทุนในการผลิตที่ต้อแบกรับ ประกอบไปด้วย ราคาอาหารสัตว์ ค่าแรง ค่าขนส่ง และ Fixed Cost (ต้นทุนคงที่ที่เกษตรกรต้องจ่าย) ซึ่งรายจ่ายเหล่านี้ กว่า 60-70% หมดไปกับค่าอาหารสัตว์ไปแล้วนั่นเอง

ตามกฎหมายแล้ว ‘น้ำนมวัวดิบ’ ถูกจัดให้เป็น ‘สินค้าควบคุม’ มีการตรึงราคาจากสหกรณ์โคนม เช่น หากเทียบในปี 2017 ข้อมูลจาก Lean Farming พบว่า ราคาน้ำนมวัวดิบอยู่ที่ 18.50 บาท/กิโลกรัม จนกระทั่ง 6 ปีผ่านมาราคาน้ำนมวัวดิบอยู่ที่ 20.3 บาท/กิโลกรัม เท่ากับว่าราคาน้ำนมวัวดิบที่เกษตรกรได้นั้นเพิ่มขึ้นมาเพียง 10% เท่านั้น ยังไม่รวมอีกว่า ในราคาดังกล่าวอาจโดนตัดให้ต่ำ หรือสูงกว่านี้ เมื่อวัดกับค่ามาตรฐานของสหกรณ์กลางที่รับซื้อ

อัตราการเพิ่มขึ้นของราคาน้ำนมดิบจากปี 2560-2566 เฉพาะ Lean Farming (ที่มา : Lean Farming)

ทว่าราคา ‘น้ำนมวัวดิบ’ ที่เกษตรกรขายได้ กลับสวนทางกับ ‘ราคาอาหารสัตว์’ ที่เพิ่มขึ้นทุกปี โดยราคาอาหารสัตว์สำหรับการเลี้ยงโคนม ซึ่งแบ่งออกเป็น 2 ประเภทได้แก่

  • อาหารข้น (อาหารที่มีความเข้มข้นสูง) ได้แก่ กากถั่วเหลืองอบไขมันเต็ม 50 กิโลกรัม, ข้าวโพดบด เกรด A 50 กิโลกรัม, อาหารผสมโคนม 14% 50 กิโลกรัม, อาหารผสมโคนม 16% 50 กิโลกรัม
  • อาหารหยาบ เช่น ฟาง และข้าวโพดตัดหมัก

ราคาอาหารสัตว์สำหรับเลี้ยงโคนม เฉพาะ Lean Farming (ที่มา : Lean Farming)

เดชา เผยว่า เนื่องจากการเลี้ยงโคนมในประเทศไทย จำเป็นต้องใช้อาหารข้นและอาหารหยาบ เนื่องจากโภชนาการของอาหารสัตว์ที่ขายในประเทศไทยนั้นมีไม่มากเพียงพอ ไม่เหมือนกับการเลี้ยงโคนมในต่างประเทศที่โภชนาการของอาหารสัตว์นั้นเพียงพอต่อความต้องการของโคนม จึงสามารถเลือกใช้อาหารได้เพียงประเภทเดียวก็ได้

อัตราการเพิ่มขึ้นของราคาอาหารสัตว์จากปี 2560-2566 เฉพาะ Lean Farming (ที่มา : Lean Farming)

จากแหล่งข้อมูลเดียวกัน ระบุชัดว่า ราคาอาหารทั้งหมดที่ใช้สำหรับการเลี้ยงโคนมทั้งฟาร์ม หากนับตั้งแต่ปี 2560 จะพบอัตราการเพิ่มขึ้นของอาหารที่มากที่สุด 3 ลำดับคือ

  • ข้าวโพดตัดหมัก พุ่งสูงจาก 49 บาทต่อหน่วย มาสู่ 73 บาทต่อหน่วย ในปี 2566 คิดเป็น 47% จากราคาแรกเริ่ม
  • กากถั่วเหลืองอบไขมันเต็ม 50 กิโลกรัม จากราคา 1,220 บาทต่อหน่วย สู่ 1,570 บาทต่อหน่วย คิดเป็น 29%
  • อาหารผสมโคนม 14% 50 กิโลกรัม จากราคา 380 บาทต่อหน่วย สู่ 478 บาทต่อหน่วย คิดเป็น 26%

เดชา ระบุอีกว่า จากราคาของอาหารสัตว์ที่มีอัตราการเปลี่ยนแปลงไม่เท่ากัน โดยเฉพาะในปีล่าสุดที่มีราคาพุ่งสูงขึ้น อาจเป็นเพราะในปัจจุบันสถานการณ์โลกเข้าสู่ภาวะการขาดแคลนวัตถุดิบ จึงทำให้วัตถุดิบในการผลิตอาหารเพิ่มมากขึ้น ส่วนอาหารหยาบ เช่น ฟาง เมื่อเกิดภาวะฝนตกหนักน้ำท่วมจะทำให้ไม่มีหญ้าแห้งสำหรับการอัดฟาง

‘ขายวัว-ค้าโค’ หวังเงินหมุนเวียนเฉพาะหน้า แต่ไร้ ‘มูลค่า’ ในอนาคต

เดชา กล่าวว่า การทำฟาร์มโคนมนั้นไม่ได้มีกำไรมากมาย แต่ต้องทำทุกวันอย่างไม่มีวันหยุด เมื่อขาดทุนหมุนเวียน สิ่งที่เกษตรกรหลายคนทำได้คือการตัดสินใจ ‘ขายโคนม’ เพื่อหาเงินทุนหมุนเวียนใช้จ่ายในฟาร์มในสภาะวิกฤต

ราคาสำหรับการขายโคนมในภาวะปกติ จะอยู่ที่ 30,000 - 45,000 บาทต่อตัว แต่ในภาวะที่ต้นทุนสูง และฟาร์มหลายแห่งไม่อยากเพิ่มโคนมเข้าฟาร์ม จึงเหลืออยู่ที่ตัวละประมาณ 24,000 - 25,000 บาท

ส่วนการแบ่งขนาดฟาร์มโคนม เดชา ระบุว่า จะใช้เกณฑ์ของปริมาณน้ำนมที่บีบได้ในแต่ละวันเป็นตัวแบ่ง คือ ฟาร์มขนาดเล็ก ได้ปริมาณน้ำนมต่ำกว่า 500 กิโลกรัม ฟาร์มขนาดกลาง 600 กิโลกรัม - 1 ตัน และฟาร์มขนาดใหญ่ ปริมาณน้ำนม 1 ตันขึ้นไป

สำหรับฟาร์มของเดชา จะถือว่าอยู่ในขนาดกลาง แม้เขาจะมีจำนวนโคนมประมาณ 100 ตัว แต่เมื่อเข้าสู่สภาวะวิกฤตเช่นนี้ จึงจำเป็นต้องยอมขายโคนมไปเกือบ 10 ตัว เพื่อให้มีเงินทุนหมุนเวียนใช้จ่ายในฟาร์ม โดยการขายโคนมก็จำเป็นต้องขายโคนมที่มีประสิทธิภาพในการผลิตน้ำนม เช่น โคนมที่อ้วนท้วนสมบูรณ์ หรือการขาย โคนมในอนาคต เช่น ลูกโคนม หรือโคนมที่ยังมีอายุไม่ถึง 18-20 ปี ซึ่งนั่นจะทำให้ขาดโคนมสำหรับการผลิตน้ำนม หากโคนมที่ใช้สำหรับรีดน้ำนมปลดระวางไป

ขณะที่ในตลาดโคนม ‘การซื้อขายได้ราคาที่ถูกเกินไป’ ก็ไม่เพียงต่อการดำรงชีพ และไม่เพียงพอต่อการนำเงินมาหมุนเวียนในฟาร์ม เกษตรกรหลายรายจึงจำใจต้องขายโคนมในตลาดโคเนื้อ แม้ในบางช่วงเวลาที่ตลาดโคเนื้อมีจำนวนมากขึ้น ทำให้ราคาที่ได้ต่ำลงก็ตาม

ด้าน เกษตรกรโคนม (สงวนชื่อ) อีกราย ก็ได้ให้ความเห็นในลักษณะเดียวกันว่า ปัญหาที่หลายฟาร์มต้องเจอเหมือนกันคือ ต้นทุนค่าอาหารที่สูงขึ้นเกือบ 2-3 เท่าตัว ยังไม่รวมค่าแรงงาน ค่าไฟ และปัญหาสภาพภูมิอากาศที่แปรผันตามอายุโคนม เกษตรกรบางรายหักลบต้นทุน และหนี้สินแล้วเหลือเงินใช้เพียง 300 บาทในรอบบิล 10 วัน อย่างเช่น ในจังหวัดราชบุรี ที่มีฟาร์มโคนมหลายแห่งต้องขายโคนมยกคอกเพื่อความอยู่รอด

‘ภาษีเกษตรโคนม - หนี้เน่า NPL’ เข้าขั้นวิกฤต ทำหนี้พอก สหกรณ์ฯ ขาดทุน

เดชา กล่าวว่า การขายน้ำนมดิบจะต้องผ่านสหกรณ์โคนม เพราะสหกรณ์โคนมจะเป็นตัวกำหนดราคารับซื้อ อยู่ที่ประมาณ 19.8 บาทต่อกิโลกรัม โดย Lean Farming ขายได้ราคาประมาณ 20.8 บาทต่อกิโลกรัม ซึ่งสามารถบวกลบได้อีกตามคุณภาพของน้ำนมดิบที่สหกรณ์โคนมตั้งไว้

ข้อมูลจาก นครินทร์ สีวงกต ประธานสหกรณ์โคนมมวกเหล็ก จ.สระบุรี ระบุว่า ในอดีตมีสมาชิกในสหกรณ์โคนมกว่า 500 ราย แต่ปัจจุบันเหลือสมาชิกเพียง 300 ราย หายไปจากระบบกว่า 40% และมีแนวโน้มจะปิดกิจการเพิ่มมากขึ้น จึงทำให้สถานการณ์ของสหกรณ์โคนมในช่วงนี้อยู่ในช่วงที่ต้องแย่งการรับซื้อน้ำนมดิบ จึงทำให้มีรายได้จากราคาน้ำนมดิบที่ถูกลง

เมื่อเกษตรกรโคนมต่างล้มหายตายจากไปในวงการ เกษตรกรโคนมที่เหลือจึงต้องกัดฟันสู้ ซึ่งนอกจากใช้วิธีการขายโคนมแล้ว ก็ยังสามารถใช้วิธีกู้เงินทุนจากสหกรณ์เพื่อนำมาเป็นรายได้หมุนเวียนให้กับฟาร์ม เนื่องจากเกษตรโคนมก็เป็นหุ้นส่วนกับสหกรณ์

ในส่วนของการเก็บภาษีเกษตรกร ที่แม้ว่ากิจการโคนมจะดูมีรายได้สูง แต่รายจ่ายก็สูงไม้แพ้กัน มิหนำซ้ำยังต้องมาเสียภาษีรายได้เกษตรกรตอนสิ้นปีอีกทอดหนึ่ง เช่นในปี 2561 กรมสรรพากรได้ปรับโครงสร้างภาษีใหม่ จากรายได้ 100% หักจ่ายรายได้ 60% และส่วนที่ต้องนำมาเป็นฐานเสียภาษีคือ 40% ของรายได้ทั้งหมด จากแต่เดิมคือ หักจ่ายรายได้ 85% และอีก 15% เป็นฐานการคำนวณภาษีรายได้ประจำปี รวมถึงภาษีโรงเรือน ภาษีที่ดิน และภาษีทางอ้อม ฯลฯ

เดชา ระบุอีกว่า แม้สหกรณ์โคนมจะสามารถช่วยเหลือการจ่ายภาษีรายได้ของเกษตรกรได้ แต่ข้อกำหนดอีกประการคือ เกษตรกรโคนมจะต้องมีการแสดงรายได้ที่ชัดเจนให้กับสหกรณ์ แต่เกษตรกรบางรายทำบัญชีรายรับที่ไม่ชัดเจน เนื่องจาก การซื้อขายวัสดุอุปกรณ์ หรือซื้อขายโคนมด้วยกันเอง เป็นการขายแบบชาวบ้าน เช่น นาย A ขายให้ นาย B มากที่สุดอาจจะมีแค่ใบเสร็จรับเงิน แต่ไม่ได้มีใบกำกับภาษีที่ชัดเจน

หากเรามาดูรายรับต่อเดือนในฟาร์มของ เดชา จะพบว่า อยู่ที่ประมาณ 440,000 บาท ส่วนภาษีรายได้ที่ต้องจ่ายรายปีทั้งหมดจะอยู่ที่ 40,000 - 60,000 บาท แต่สหกรณ์ช่วยออกครึ่งหนึ่งเหลือ 20,000 - 30,000 บาท ยังไม่รวมถึงค่าต้นทุนอาหาร ค่ายา ค่าแรงงาน ค่า Fixed Cost ต่างๆ รวมถึงค่าขนส่งที่เพิ่มขึ้นเนื่องจากราคาน้ำมันดีเซลสูงขึ้น และค่าไฟฟ้าที่ปกติจ่ายอยู่ที่เดือนละ 4,000 - 5,000 บาท แต่ตอนนี้ราคา 6,000 บาท จึงทำให้เหลือกำไรเบ็ดเสร็จอยู่ที่ประมาณ 4,000 กว่าบาทเท่านั้น

ทั้งนี้ เมื่อเกษตรกรโคนมได้รับผลกระทบเรื่องรายได้อันเนื่องมาจากต้นทุนการผลิตที่สูง จึงจำใจยอมกู้เงินจากสหกรณ์โคนมที่ได้เป็นสมาชิกเพื่อนำมาหมุนเวียน อีกทั้งมาตรการที่สหกรณ์ช่วยเหลือภาษีจึงทำให้ขณะนี้สหกรณ์โคนมก็ประสบภาวะขาดทุนเช่นเดียวกัน สอดคล้องกับข้อมูลของธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธ.ก.ส.) ที่เปิดเผยว่า สถานการณ์หนี้เสียของ ธ.ก.ส. มีแนวโน้มสูงขึ้น เนื่องจากเกษตรกรได้รับผลกระทบต่อการผลิต ทำให้ขาดสภาพคล่องทางการเงิน โดยข้อมูลหนี้เสียทั้งหมดอยู่ที่ 13% และหากรวมหนี้ที่ค้างชำระไม่เกิน 90 วันจะอยู่ที่ 16%

ชี้สเปค ‘ฟาร์มโคนม’ 4 ประเภท เลี้ยงโคนมแบบใด ถึงจะรอดวิกฤต

สำหรับฟาร์มโคนมที่สามารถรอดพ้นจากวิกฤตนี้ได้ เดชา ได้แบ่งออกเป็นฟาร์ม 4 ประเภท ดังนี้

  • ฟาร์มที่มีประสิทธิภาพสูง และมีเงินทุนสูงมาก ซึ่งทุกอย่างในฟาร์มทั้งเรื่องวัสดุอุปกรณ์ เครื่องจักรอุปกรณ์ ต้องผ่านการลงทุนปรับปรุงมาแล้ว
  • ฟาร์มที่มีขนาดใหญ่ที่จะได้ Economy of Scale หรือฟาร์มที่มีขนาดประหยัดต่อการผลิต ในมุมเศรษฐศาสตร์หมายถึง ความสามารถที่จะสั่งผลิตน้ำนมเป็นจำนวนมากในหนึ่งครั้ง แต่นั่นก็จะไปสัมพันธ์กับข้อแรก
  • ฟาร์มที่ไม่ต้องมีการลงทุน หรือจ่ายค่า Fixed Cost เพิ่มแล้ว
  • ฟาร์มของ ‘เศรษฐี’ หรือเปิดฟาร์มโคนมเพื่อทำ CSR สร้างการกุศล หรือภาพลักษณ์

นอกจากนี้ เดชา ยังได้ให้ความเห็นอีกว่า ถ้าสถานการณ์วิกฤตโคนมยังดำเนินต่อไปแบบนี้ ท่ามกลางกระแสของการเมืองที่ยังไม่เข้ารูปเข้ารอย เกษตรกรโคนมจะไม่สามารถอยู่ได้ หากจะให้เกษตรไปทำอย่างอื่นก็ไม่อยากจะไปเริ่มต้นลงทุนใหม่

เดชา เน้นย้ำว่า ที่ผ่านมาเกษตรกรโคนมรอมาตรการจากมติของ ครม. ในรัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา มานานแล้ว จนกระทั่งยุบสภาฯ เมื่อเดือนเมษายน และจัดการเลือกตั้งใหม่ในเดือนพฤษภาคม แต่ขณะนี้เข้าสู่เดือนที่ 6-7 และกำลังเข้าสู่เดือนที่ 8 ก็ยังไม่เห็นวี่แววการตั้งรัฐบาลใหม่ ดังนั้นหากมีการประวิงเวลาไปอีก 10 เดือนจริง เกษตรกรก็ต้องรอมาตราการของรัฐบาลใหม่ในการช่วยปรับราคาน้ำนมวัวดิบให้สูงขึ้น เพื่อให้สอดคล้องกับต้นทุนอาหารสัตว์ที่แพงขึ้น

“เกษตรกรพูดว่าขาดทุน ไม่ได้ขาดทุนหลักพัน แต่มันคือหลักหมื่น หลักแสน ตอนนี้รายได้ติดลบ 28,000 บาท คาดว่าน่าจะต้องขายโคนมอีก” เดชา กล่าวทิ้งท้าย

Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...