ซีอีโอ Capital One ชี้ “หนี้รถสหรัฐ” ยังไม่น่าห่วง แม้คนอเมริกันผ่อนรถนานขึ้น-ติดหนี้เกินมูลค่ารถเพิ่ม
ซีอีโอ Capital One ชี้ “หนี้รถสหรัฐ” ยังไม่น่าห่วง ขณะที่ผู้ซื้อจำนวนมากเลือกผ่อนรถยาวถึง 6–7 ปีเพื่อให้จ่ายไหว แม้อุตสาหกรรมเริ่มกังวลปัญหาหนี้สูงกว่ามูลค่ารถเพิ่มขึ้นต่อเนื่อง
วันที่ 9 พฤษภาคม 2569 เวลา 19.00 น. สำนักข่าว CNBC รายงานว่า ผู้บริหารของ Capital One หนึ่งในผู้ปล่อยสินเชื่อรถยนต์รายใหญ่ของสหรัฐ มองว่า เขาไม่ได้กังวลมากนักต่อปัญหาหนี้รถยนต์ของผู้บริโภคที่เพิ่มขึ้น รวมถึงราคารถมือสองที่ยังอยู่ในระดับสูงจนทำให้ผู้คนต้องผ่อนรถนานขึ้น
Sanjiv Yajnik ประธานธุรกิจสินเชื่อรถยนต์ของ Capital One ให้สัมภาษณ์กับ CNBC ว่า แม้ราคารถยนต์ อัตราดอกเบี้ย และค่าเบี้ยประกันจะเพิ่มขึ้นอย่างมากหลังการระบาดของโควิด-19 แต่สัดส่วนรายได้ที่ผู้บริโภคใช้จ่ายกับรถยนต์กลับแทบไม่เปลี่ยนแปลงเมื่อเทียบกับปี 2562
“ถ้าผมบอกคุณว่า ราคารถขึ้น ดอกเบี้ยขึ้น ค่าเบี้ยประกันขึ้น คุณก็คงคิดว่าผู้บริโภคต้องใช้เงินมากขึ้นเมื่อเทียบกับรายได้ แต่ถ้าดูทุกกลุ่มรายได้ จะพบว่าสัดส่วนค่างวดต่อรายได้ยังค่อนข้างทรงตัว” Yajnik กล่าว
ข้อมูลจากธุรกิจสินเชื่อรถยนต์ของ Capital One ระบุว่า แม้ค่างวดเฉลี่ยรายเดือนของผู้ถือครองรถยนต์จะเพิ่มจาก 390 ดอลลาร์ต่อเดือนในปี 2562 เป็น 525 ดอลลาร์ในปัจจุบัน แต่เมื่อเทียบกับรายได้แล้ว สัดส่วนค่างวดต่อรายได้ยังอยู่ที่ประมาณ 10% เท่าเดิม
นอกจากนี้ Capital One ยังพบว่า 80% ของผู้ซื้อรถที่ใช้สินเชื่อ มีภาระค่างวดต่ำกว่าระดับ 15% ของรายได้ ซึ่งถือเป็นเกณฑ์มาตรฐานที่มักใช้ประเมินความสามารถในการผ่อนชำระ
Yajnik มองว่า ผู้บริโภคกำลังใช้จ่ายอย่างระมัดระวังและมีความรับผิดชอบมากขึ้น เพราะรถยนต์ไม่ใช่การใช้จ่ายฟุ่มเฟือย แต่เป็นสิ่งจำเป็นสำหรับการเดินทางและการทำงาน
อย่างไรก็ตาม วิธีที่ผู้บริโภคใช้เพื่อให้ค่างวดอยู่ในระดับที่จ่ายไหว คือการยืดระยะเวลาผ่อนรถให้นานขึ้น
มุมมองดังกล่าวแตกต่างจากผู้เชี่ยวชาญบางส่วนในอุตสาหกรรมรถยนต์ ที่มองว่าสินเชื่อระยะยาว หรือที่เรียกว่า“Forever Loans” ซึ่งกินเวลาตั้งแต่ 6 ปีขึ้นไป กำลังกลายเป็นภาระทางการเงินสำหรับผู้บริโภคจำนวนมาก
นักวิเคราะห์เตือนว่า การผ่อนรถยาวเกินไปทำให้ผู้ซื้อจำนวนมาก โดยเฉพาะรถใหม่ ติดอยู่ในภาวะ “Negative Equity” หรือหนี้สูงกว่ามูลค่ารถ เมื่อถึงเวลาต้องการขายต่อหรือเปลี่ยนรถ
ข้อมูลจาก Edmunds ระบุว่า ในช่วง 4 เดือนแรกของปีนี้ รถมือสองประมาณ 26% ที่มีการนำรถเก่ามาเทิร์น มีภาวะติดลบด้านมูลค่า โดยผู้บริโภคมีหนี้สูงกว่ามูลค่ารถเฉลี่ย 5,105 ดอลลาร์ เพิ่มขึ้น 35% จากปี 2562
Jessica Caldwell ระบุว่า เมื่อระยะเวลาสินเชื่อยาวขึ้น ความเร็วในการลดหนี้ของผู้บริโภคก็จะช้าลงตามไปด้วย และหากเปลี่ยนรถเร็วเกินไป ผู้บริโภคก็จะยังแบกรับหนี้จากรถคันเดิมอยู่
สำหรับรถใหม่ Edmunds ระบุว่า ในไตรมาสแรกกว่า 90% ของสินเชื่อรถใหม่ที่มีการเทิร์นรถพร้อมหนี้ติดลบ มีระยะเวลาผ่อนอย่างน้อย 72 เดือน และ 43% มีระยะเวลาถึง 84 เดือน หรือ 7 ปีเต็ม
มูลค่าหนี้ติดลบเฉลี่ยของรถใหม่อยู่ที่ 7,183 ดอลลาร์ ซึ่งตัวเลขดังกล่าวเพิ่มขึ้นต่อเนื่องนับตั้งแต่ปี 2565 หลังราคารถมือสองที่เคยพุ่งสูงจากปัญหาขาดแคลนชิปเริ่มปรับลดลง
Yajnik ยอมรับว่า การผ่อนรถนานขึ้นทำให้ต้องใช้เวลานานกว่าจะมีส่วนทุนในรถ แต่ในอีกด้านหนึ่ง ผู้บริโภคก็ยังได้ใช้รถเพื่อทำงานและสร้างรายได้
เขายังชี้ว่า หากผู้บริโภคเลือกผ่อนยาว ก็ควรใช้รถให้นานขึ้นเพื่อให้คุ้มค่า แม้อาจต้องเผชิญต้นทุนซ่อมบำรุงที่เพิ่มขึ้นในอนาคตก็ตาม
ข้อมูลจาก Cox Automotive ระบุว่า ราคาขายเฉลี่ยของรถมือสองในเดือนมีนาคมอยู่ที่ 25,390 ดอลลาร์ เทียบกับรถใหม่ที่เฉลี่ย 48,667 ดอลลาร์
Cox Automotive ยังประเมินว่า หากกู้ซื้อรถราคา 30,000 ดอลลาร์ ด้วยดอกเบี้ย 9% ต่อปี การผ่อน 84 เดือนจะมีต้นทุนดอกเบี้ยรวมสูงกว่าการผ่อน 48 เดือนประมาณ 3,100 ดอลลาร์ แต่จะช่วยลดค่างวดรายเดือนได้ราว 264 ดอลลาร์ ซึ่งทำให้ผู้มีรายได้น้อยสามารถเข้าถึงรถยนต์ได้ง่ายขึ้น
Yajnik กล่าวว่า แม้จะยังมีบางกลุ่มที่เผชิญปัญหาทางการเงิน แต่สิ่งสำคัญคือต้องมองว่า ผู้คนซื้อรถเพราะความจำเป็น ไม่ใช่การใช้จ่ายอย่างไร้เหตุผล
อ้างอิง : cnbc.com