โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ไอที ธุรกิจ

เปิดอำนาจรัฐคุมแพลตฟอร์ม หลังผู้ค้าร้องค่าธรรมเนียมพุ่ง

ประชาชาติธุรกิจ

อัพเดต 22 ชั่วโมงที่ผ่านมา • เผยแพร่ 22 ชั่วโมงที่ผ่านมา

รายงานพิเศษ เรื่อง : พฤฒินันท์ สุดประเสริฐ

ปัญหาค่าธรรมเนียมแพลตฟอร์ม เป็นสิ่งที่บรรดาร้านค้าผู้ประกอบการที่อยู่บนแพลตฟอร์มอีคอมเมิร์ซกำลังเผชิญ โดยเฉพาะการปรับขึ้นค่าธรรมเนียมที่สูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง ตลอด 2-3 ปีที่ผ่านมา และกำลังส่งผลกระทบอย่างหนักต่อรายได้และขีดความสามารถในการแข่งขัน

ก่อนหน้านี้ เราได้นำเสนอมุมมองและภาพของปัญหาที่เกิดขึ้นกับผู้ค้าบนแพลตฟอร์มอีคอมเมิร์ซ ทั้งจากมุมของผู้ที่เป็นผู้ประกอบการเอง และมุมของผู้ที่ทำหน้าที่ในภาคนิติบัญญัติ

“ประชาชาติธุรกิจ” ชวนสำรวจกฎหมายที่เกี่ยวข้องกับการกำกับดูแลแพลตฟอร์มอีคอมเมิร์ซ และการดูแลค่าธรรมเนียมของแพลตฟอร์ม ว่ามีอะไรบ้าง

กฎหมาย DPS

กฎหมายแรก คือ กฎหมาย DPS หรือชื่อเต็ม “พระราชกฤษฎีกา (พ.ร.ฎ.) การประกอบธุรกิจบริการแพลตฟอร์มดิจิทัลที่ต้องแจ้งให้ทราบ พ.ศ. 2565) ซึ่งดูแลโดย ETDA (สพธอ.) มีเป้าหมายหลักเพื่อกำกับดูแลธุรกิจบริการแพลตฟอร์มดิจิทัลให้มีความโปร่งใส เป็นธรรม และช่วยคุ้มครองผู้ใช้บริการ

โดยกำหนดผู้ที่เข้าข่ายต้องปฏิบัติตามกฎหมาย (ต้องขึ้นทะเบียนแจ้งข้อมูล) ต้องเป็นธุรกิจที่เป็น “สื่อกลาง” ที่เชื่อมโยงระหว่างผู้ประกอบการและผู้บริโภคให้เกิดการทำธุรกรรมหรือบริการต่อกัน โดยเกณฑ์ของผู้ประกอบการที่ต้องแจ้งข้อมูลให้ ETDA ทราบ ต้องเข้าข่ายอย่างใดอย่างหนึ่ง ดังนี้

  • บุคคลธรรมดา ที่มีรายได้ก่อนหักค่าใช้จ่ายในไทยเกิน 1.8 ล้านบาทต่อปี
  • นิติบุคคล ที่มีรายได้ก่อนหักค่าใช้จ่ายในไทยเกิน 50 ล้านบาทต่อปี
  • แพลตฟอร์มที่มีผู้ใช้งานในไทยเกิน 5,000 คนต่อเดือน
  • แพลตฟอร์มขนาดใหญ่หรือแพลตฟอร์มที่มีความเสี่ยงสูง เช่น มีรายได้บริการใดบริการหนึ่งเกิน 300 ล้านบาทต่อปี หรือรวมทุกบริการเกิน 1,000 ล้านบาทต่อปี หรือมีผู้ใช้งานเกินร้อยละ 10 ของประชากรไทย รวมถึงแพลตฟอร์มที่กระทบต่อความมั่นคงของรัฐ สุขภาพ โลจิสติกส์ ฯลฯ ซึ่งกลุ่มนี้จะมีหน้าที่ต้องประเมินและมีมาตรการบริหารความเสี่ยงเพิ่มเติม

เวลาต่อมา ETDA มีการออกกฎหมายและระเบียบที่เกี่ยวข้องกับกฎหมาย DPS เพิ่มเติม โดยกฎหมายสำคัญที่ได้รับความสนใจ มีทั้งการประกาศกำหนดรายชื่อ 19 แพลตฟอร์มตลาดสินค้าออนไลน์ (Online Marketplace) ซึ่งเป็นประกาศที่ระบุชื่อแพลตฟอร์มที่มีลักษณะเฉพาะ มีความเสี่ยงและมีผลกระทบในระดับสูง เช่น Shopee, Lazada, Grab, TikTok, LINE SHOPPING, Temu รวม 19 ราย โดยแพลตฟอร์มกลุ่มนี้มีหน้าที่ต้องปฏิบัติตามกฎหมายอย่างเคร่งครัดตามมาตรา 20 ของกฎหมาย DPS

และการประกาศคุมเข้มสินค้าที่ต้องมีมาตรฐาน ซึ่งกำหนดให้แพลตฟอร์มตลาดสินค้า (Online Marketplace) ต้องคุมเข้มและบังคับให้ผู้ขายแสดงใบอนุญาตหรือใบจดแจ้งจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เช่น อย. และ สมอ. สำหรับสินค้าที่เกี่ยวกับสุขภาพและความปลอดภัย

หากแพลตฟอร์มพบสินค้าหรือโฆษณาที่ไม่ได้มาตรฐาน จะต้องระงับการแสดงสินค้า ลบออกจากระบบ และแจ้งให้หน่วยงานกำกับดูแลทราบภายใน 3 วัน

ไกด์ไลน์ e-Commerce

กฎหมายถัดมา คือ ไกด์ไลน์ e-Commerce หรือชื่อเต็ม “ประกาศเรื่อง แนวทางพิจารณาการปฏิบัติทางการค้าที่ไม่เป็นธรรมและการกระทำอันเป็นการผูกขาด หรือลดการแข่งขัน หรือจำกัดการแข่งขัน ในการประกอบธุรกิจแพลตฟอร์มหลายด้าน” โดยคณะกรรมการการแข่งขันทางการค้า (กขค.) ซึ่งมีผลใช้บังคับตั้งแต่วันที่ 25 มีนาคม 2569

สาระสำคัญของกฎหมายฉบับนี้ มุ่งเน้นการสร้างการแข่งขันที่เป็นธรรม สมดุล และป้องกันการเอาเปรียบหรือผูกขาดระหว่างผู้ประกอบธุรกิจแพลตฟอร์ม e-Commerce กับคู่ค้าที่เกี่ยวข้อง (เช่น ผู้ขาย, ผู้ให้บริการรับและขนส่ง, ผู้ให้บริการการชำระเงิน)

โดยระบุพฤติกรรมต้องห้ามแบ่งออกเป็น 2 ประเด็นหลัก ได้แก่

1. พฤติกรรมด้านราคา (Price Behavior) กขค. กำหนดข้อห้ามเกี่ยวกับพฤติกรรมที่เข้าข่ายผูกขาดหรือเอาเปรียบด้านราคา ดังนี้

  • การตั้งราคาตามคู่แข่งขัน : ห้ามแพลตฟอร์มเรียกเก็บค่าธรรมเนียมหรือค่าใช้จ่ายในอัตราที่ฮั้วกันตามคู่แข่งขัน
  • การเลือกปฏิบัติทางราคา : ห้ามคิดค่าธรรมเนียมในอัตราที่แตกต่างกันระหว่างผู้ขายที่จำหน่ายสินค้าหรือบริการเดียวกันโดยไม่มีเหตุผลอันสมควร
  • การตั้งราคาต่ำกว่าต้นทุน : ห้ามการตั้งราคาต่ำกว่าต้นทุนรวมเพื่อทำลายคู่แข่งทางการค้า
  • การเรียกเก็บค่าธรรมเนียมที่ไม่เป็นธรรม : ห้ามเรียกเก็บค่าธรรมเนียมที่เป็นภาระเกินควรแก่คู่ค้าโดยไม่มีเหตุผล หรือไม่มีการแจ้งล่วงหน้าในระยะเวลาที่เหมาะสม
  • การกำหนดเงื่อนไขด้านราคาที่เอาเปรียบ เช่น การบังคับไม่ให้ผู้ขายตั้งราคาขายสินค้าบนแพลตฟอร์มอื่นต่ำกว่าบนแพลตฟอร์มของตน

2. พฤติกรรมทางการค้าอื่น ๆ (Non-Price Behavior) ข้อห้ามเกี่ยวกับการกระทำที่ไม่เป็นธรรมในรูปแบบที่ไม่ใช่เรื่องราคา ได้แก่

  • การปิดกั้นการมองเห็น : ห้ามกีดกันหรือใช้ระบบอัลกอริทึมปิดกั้นและลดการมองเห็นสินค้าหรือบริการของผู้ขาย
  • การเอื้อประโยชน์เฉพาะตน : ห้ามให้สิทธิพิเศษหรือจัดพื้นที่แสดงสินค้าบนหน้าแรกเพื่อเอื้อประโยชน์ให้กับบริการของแพลตฟอร์มเอง หรือเอื้อประโยชน์ให้ร้านค้าบางรายที่แพลตฟอร์มได้ประโยชน์มากกว่า โดยไม่มีเหตุผลอันสมควร
  • การบังคับผูกขาดบริการ : ห้ามบังคับให้ผู้ขายต้องใช้บริการรับและขนส่งสินค้า (Carriers) หรือบริการช่องทางการชำระเงิน (Payment Channels) ของแพลตฟอร์มหรือรายที่แพลตฟอร์มกำหนดไว้เท่านั้น ผู้ขายต้องสามารถเลือกใช้บริการรายอื่นตามความต้องการได้
  • การนำข้อมูลไปใช้สร้างความได้เปรียบ : ห้ามแพลตฟอร์มนำข้อมูลของคู่ค้าที่ตนเองได้รับไปสร้างความได้เปรียบในการแข่งขันอย่างไม่เป็นธรรม

ทั้งนี้ กขค. ระบุเพิ่มเติมว่า กขค. จะพิจารณาการกระทำตามองค์ประกอบและข้อเท็จจริงของแต่ละกรณีอย่างรอบด้าน โดยอาจพิจารณาจากปัจจัยอื่นที่เกี่ยวข้องด้วย เช่น ลักษณะความสัมพันธ์ทางสัญญา หรือข้อจำกัดตามกฎหมายอื่น ซึ่งหากเป็นการกระทำที่ไม่เป็นธรรม หรือปราศจากเหตุผลอันสมควร หรือส่งผลกระทบอย่างมีนัยสำคัญต่อการแข่งขันโดยรวมของตลาด อันอาจเข้าข่ายความผิดตาม พ.ร.บ. การแข่งขันทางการค้า พ.ศ. 2560 จะมีบทลงโทษตามฐานความผิดนั้น ๆ ซึ่งมีทั้งโทษทางอาญา และโทษปรับทางปกครอง

คู่มือการคิดค่าธรรมเนียมแพลตฟอร์ม

เมื่อมีนาคม 2569 ที่ผ่านมา ETDA มีการออก “คู่มือการดูแลเพื่อให้เกิดความโปร่งใสและเป็นธรรมในการคิดค่าธรรมเนียมของบริการแพลตฟอร์มดิจิทัล” มีสาระสำคัญเพื่อกำหนดมาตรฐานกลางในการจัดเก็บค่าธรรมเนียมไม่ให้ซ้ำซ้อนหรือผลักภาระให้ผู้ใช้บริการมากเกินไป

โดยยึด 2 หลักการสำคัญ ได้แก่ หลักความโปร่งใส และ หลักความเป็นธรรม ดังนี้

1. หลักความโปร่งใส (Transparency Principle)

เปิดเผยรายการค่าธรรมเนียมทั้งหมดในที่เดียว (Fee Catalogue) : แพลตฟอร์มต้องระบุชื่อ นิยาม ขอบเขตบริการ หลักเกณฑ์ และมีตัวอย่างการคำนวณที่ชัดเจน เพื่อให้ผู้ใช้เข้าใจต้นทุนที่แท้จริง

เปิดเผยโครงสร้างราคา (Price Structure) : แพลตฟอร์มต้องอธิบายได้ว่าค่าธรรมเนียมที่เก็บมีเหตุผลมาจากต้นทุนหมวดใด (เช่น ค่าดูแลระบบ ค่ารักษาความปลอดภัย) โดยไม่จำเป็นต้องกางตัวเลขต้นทุนเชิงลึกทั้งหมด

สูตรคำนวณต้องเข้าใจง่าย เช่น คิดตามจำนวนคำสั่งซื้อ หรือเป็นเปอร์เซ็นต์ของยอดขาย โดยหลีกเลี่ยงสูตรที่ซับซ้อนจนทำให้เกิดความเข้าใจผิด

ต้องแจ้งล่วงหน้าไม่น้อยกว่า 15 วัน : หากจะมีการเปลี่ยนแปลงค่าธรรมเนียม แพลตฟอร์มต้องแจ้งเหตุผล ผลกระทบ และเปิดช่องทางรับฟังความคิดเห็นล่วงหน้า

เปิดเผยการให้บริการขั้นต่ำ (Minimum Service) : แจ้งให้ผู้ใช้งานทราบชัดเจนว่าเมื่อจ่ายค่าธรรมเนียมแล้ว จะได้รับการบริการขั้นต่ำอะไรบ้าง เช่น ระดับการมองเห็นพื้นฐาน (Baseline Visibility) หรือการเข้าถึงข้อมูลหลังบ้าน

2. หลักความเป็นธรรม (Fairness Principle)

คู่มือนี้ได้แบ่งการดูแลค่าธรรมเนียมออกเป็น 2 ประเภทหลัก เพื่อป้องกันการจัดเก็บซ้ำซ้อน ได้แก่

ค่าธรรมเนียมพื้นฐาน (Compulsory Fee) : เป็นค่าใช้จ่ายที่จำเป็นเพื่อให้เกิดการทำธุรกรรมได้ เช่น ค่าส่วนแบ่งรายได้ (Commission Fee) และค่าธรรมเนียมช่องทางชำระเงิน โดยมีข้อกำหนดว่า

  • ไม่คิดซ้ำซ้อน กิจกรรมเดียวต้องไม่ถูกเรียกเก็บยิบย่อยซ้อนกัน
  • อ้างอิงหลักต้นทุน ราคาต้องสมเหตุสมผลและอธิบายที่มาที่ไปได้
  • ต้องรับประกันสิทธิพื้นฐาน เมื่อผู้ใช้ชำระเงินแล้ว ระบบต้องมีความเสถียร มีบริการลูกค้า และให้การมองเห็นตามมาตรฐานที่ตกลงไว้
  • ห้ามผูกมัดหรือบีบบังคับ สิทธิขั้นพื้นฐานต้องไม่ถูกลดทอนหากผู้ใช้งานไม่ยอมไปซื้อบริการโฆษณาเพิ่มเติม

ค่าธรรมเนียมบริการเสริม (Additional Fee) : เป็นค่าใช้จ่ายที่ผู้ใช้เลือกจ่ายเพิ่มเพื่อผลลัพธ์ทางธุรกิจที่ดีขึ้น เช่น ค่าโฆษณา (Advertising Fee) หรือค่าเข้าร่วมโปรโมชัน โดยมีข้อกำหนดว่า

  • ต้องเลือกจ่ายได้ เป็นไปตามความสมัครใจ ห้ามบังคับให้ผู้ใช้งานต้องซื้อ
  • ราคาต้องสะท้อนมูลค่า ราคาที่จ่ายต้องสอดคล้องกับผลลัพธ์ที่ได้ เช่น อันดับการค้นหาที่ดีขึ้น
  • ต้องซื้อแยกได้ ไม่นำแพ็กเกจบริการพื้นฐานมามัดรวมบังคับขายคู่กับบริการเสริมที่ไม่จำเป็น
  • การไม่จ่ายต้องไม่กระทบสิทธิเดิม หากผู้ใช้ไม่ซื้อบริการเสริม แพลตฟอร์มจะนำไปเป็นเหตุผลในการแบน หรือลดการมองเห็นสินค้าให้ต่ำกว่ามาตรฐานไม่ได้

นอกจากนี้ ยังระบุถึงกลไกอื่นๆ ที่ช่วยคุ้มครองผู้ใช้งาน ทั้งการมีระบบให้โต้แย้ง (Fee Challenge Mechanism) โดยแพลตฟอร์มควรมีช่องทางให้ผู้ใช้งานยื่นคำร้องโต้แย้งค่าธรรมเนียม พร้อมระบุกรอบเวลาตรวจสอบที่ชัดเจน และการเปิดทางให้ยกเลิกได้เป็นธรรม (Fair Exit) โดยเฉพาะบริการรายเดือน แพลตฟอร์มต้องมีขั้นตอนให้ผู้ใช้งานสามารถกดยกเลิกได้โดยไม่ใช้เวลานานเกินควร และไม่มีค่าปรับที่สูงเกินไป

รัฐมีอำนาจคุมแพลตฟอร์มหรือไม่ ?

ย้อนกลับไปในรายงานพิเศษที่นำเสนอเรื่องการแก้ปัญหาการกำกับดูแลแพลตฟอร์มอีคอมเมิร์ซ ผ่านการพูดคุยกับ ภาวุธ พงษ์วิทยภาณุ สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน ซึ่งได้สะท้อนกับ “ประชาชาติธุรกิจ” ว่าที่ผ่านมาการตื่นตัวของภาครัฐมักเกิดขึ้นเพียงเป็นครั้งคราว ตลอดเกือบ 10 ปีที่ผ่านมา ปัญหานี้ไม่ค่อยได้รับความสนใจและถูกปล่อยให้คาราคาซังมาอย่างยาวนาน

รวมถึงอำนาจในการจัดการที่ “กระจัดกระจาย” ไปตามหน่วยงานต่าง ๆ ไม่ว่าจะเป็น คณะกรรมการการแข่งขันทางการค้า (กขค.) หรือ สำนักงานพัฒนาธุรกรรมทางอิเล็กทรอนิกส์ (ETDA) ที่มีอำนาจเพียงให้แพลตฟอร์มมาลงทะเบียน แต่กลับไม่มีอำนาจทางกฎหมายในการเอาผิดหรือลงโทษ

หรือแม้แต่กรมการค้าภายใน กระทรวงพาณิชย์ ก็ยังไม่มีขอบข่ายอำนาจที่มากพอจะเข้ามาจัดการปัญหานี้ได้อย่างเต็มที่

หากดูเฉพาะเรื่องการกำกับดูแลค่าธรรมเนียมแพลตฟอร์ม แม้จะมีการกำหนดกรณีค่าธรรมเนียมไม่เป็นธรรมและไม่แจ้งล่วงหน้า เป็นความผิดตามกฎหมาย แต่หน่วยงานรัฐระบุว่า ต้องดูแลให้การแข่งขันเป็นไปอย่างสมดุล และไม่ควรมีเพดานค่าธรรมเนียมแบบตายตัว

ปิยาพัชร ทับอินทร์ รักษาการผู้อำนวยการ ฝ่ายบริหารงานคดี สำนักงานคณะกรรมการการแข่งขันทางการค้า (กขค.) กล่าวในกิจกรรมเสวนา “DPS TRUST EVERY CLICK: เคลียร์ชัดเงื่อนไขค่าธรรมเนียมแพลตฟอร์ม” ซึ่งจัดโดย ETDA ระบุว่า รัฐไม่มีหน้าที่กำหนดราคาหรือเข้าไปแทรกแซงกลไกตลาดโดยตรง แต่มีหน้าที่ดูแลให้การแข่งขันดำเนินไปอย่างสมดุลและไม่เอาเปรียบกัน เนื่องจากแพลตฟอร์มแต่ละรายมีโครงสร้างต้นทุนที่แตกต่าง โดยสิ่งที่ต้องพิจารณาไม่ใช่เพียงว่าค่าธรรมเนียมสูงหรือต่ำ แต่คือความสมเหตุสมผลและความโปร่งใสของโครงสร้างราคา

ที่สำคัญ แพลตฟอร์มต้องสามารถอธิบายได้ว่า คิดค่าธรรมเนียมจากอะไร และมีเหตุผลรองรับอย่างไร พร้อมระบุประเด็นเรื่องค่าธรรมเนียมแพลตฟอร์มที่ต้องเฝ้าระวัง ได้แก่ การตั้งค่าธรรมเนียมสูงเกินสมควร การตั้งราคาทำลายคู่แข่ง และการปรับราคาตามกันโดยไม่มีเหตุผลด้านต้นทุน ซึ่งอาจเข้าข่ายเป็นการกระทำที่กระทบต่อการแข่งขันในตลาด

ทั้งนี้ มองว่ารัฐไม่ควรกำหนดเพดานค่าธรรมเนียมแบบตายตัว เพราะอาจไม่สอดคล้องกับตลาด หากแพลตฟอร์มมีความโปร่งใสในการเปิดเผยข้อมูล แจ้งเงื่อนไขล่วงหน้า และอธิบายโครงสร้างค่าธรรมเนียมได้อย่างชัดเจน จะช่วยลดความขัดแย้งในระบบ และลดความจำเป็นที่รัฐต้องใช้มาตรการควบคุมราคาในระดับเข้มงวด

2 ข้อเสนอถึงรัฐ

ขณะที่ภาวุธ ระบุ 2 ประเด็นถึงภาครัฐ ในการเข้ามากำกับดูแลเรื่องดังกล่าวอย่างจริงจัง คือ การต้องมีผู้เข้ามาดูแลรับผิดชอบอย่างจริงจัง ซึ่งที่ผ่านมา แม้จะมีการนำเรื่องไปพูดคุยกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องโดยตรง แต่สุดท้ายเรื่องก็มักเงียบหายไป จึงจำเป็นต้องเรียกร้องให้มีเจ้าภาพที่ชัดเจน เพื่อกำหนดแนวทาง (Solution) ในการแก้ปัญหาที่เป็นรูปธรรม

อีกประเด็นคือ การออกประกาศจากภาครัฐ หรือการบังคับใช้ “กฎหมาย” ควบคุมแพลตฟอร์มอย่างเด็ดขาด เนื่องจากการใช้วิธี “ขอความร่วมมือ” จากแพลตฟอร์มต่างชาติมักไม่ประสบผลสำเร็จ หรือหากให้ความร่วมมือก็มักเป็นเพียงแค่ช่วงระยะเวลาสั้น ๆ เท่านั้น

“วิธีการที่ต้องทำที่ดีคือออกกฎหมายมาเพื่อควบคุมแพลตฟอร์มเหล่านี้ เพราะถ้าออกกฎหมายมา เขาพร้อมทำตามอยู่แล้ว” ภาวุธ กล่าวย้ำ

สุดท้ายแล้ว ต้องจับตาดูต่อไปว่า การแก้ปัญหาและการกำกับดูแลแพลตฟอร์มอีคอมเมิร์ซหลังจากนี้ จะทำให้บรรดาผู้ค้าอยู่รอดต่อได้ หรือจะถูกเมินเฉยเหมือนในอดีตที่ผ่านมา แล้วผู้ค้าต้องล้มหายตายจากไปจากบาดแผลนี้

อ่านประเด็น “ค่าธรรมเนียมอีคอมเมิร์ซ”

อ่านข่าวต้นฉบับได้ที่ : เปิดอำนาจรัฐคุมแพลตฟอร์ม หลังผู้ค้าร้องค่าธรรมเนียมพุ่ง

ติดตามข่าวล่าสุดได้ทุกวัน ที่นี่
– Website : https://www.prachachat.net

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...